จะกี่ยุคกี่สมัยก็ยังมีคนไทย ที่ยังคงไม่หยุดเหยียดคนพม่า รวม 4 อคติทางเชื้อชาติที่ไม่เคยหายไปจากประเทศนี้ ทั้งล้อ ‘สำเนียงภาษา’ ตลอดจนด่าว่า ‘เชื้อโรค’ ควรยิงทิ้ง

โควิดมาแล้ว โปรดอย่าให้การเหยียดเชื้อชาติเกิดขึ้นด้วย

“ยิงทิ้ง” –  นี่คือคอมเมนต์จากคนไทยหลายๆ คนที่ไปพูดถึงแรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่า หลังจากมีข่าวการระบาดของโควิด 19 อีกระลอก และไม่ใช่น้อย ที่มีคนแสดงความคิดเห็นแบบนี้อย่างมากมาย ซึ่งเป็นอาชญากรรมทางความคิดที่น่ากลัวมาก นี่คือ ‘Hate Crime’ –  อาชญากรรมจากความเกลียดชังที่สะท้อนเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ – ‘Racism’ ที่ชัดเจน รุนแรงและไม่ควรเกิดขึ้น 

นี่คือ 4 อคติทางเชื้อชาติที่ไม่เคยหายไปจากประเทศนี้ ที่คนไทยหลายๆ คนยังใช้มันมาผลิตซ้ำ เอามาพูด เอามาด่า คนพม่า ที่ยังมีอยู่และโปรดรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำต่อเพื่อนมนุษย์ไม่ว่าจะชาติใดก็ตาม

สิ่งที่นำมาล้อเลียนบ่อยที่สุดคงจะเป็นการที่คนไทยล้อเลียนเรื่อง #สำเนียง การพูดไทยที่ไม่ชัดของชาวพม่าทั้งในสื่อต่างๆ และชีวิตจริง การล้อเลียนเรื่องสำเนียงพม่านั้นถือเป็นการลดทอนภาพลักษณ์และความสามารถของพวกเขา ทั้งที่จริงแล้วหลายคนก็พูดชัดไม่ต่างจากคนไทย นอกจากนี้ การแบ่งแยกด้วยสำเนียงยังเป็นผลพวงจากแนวคิดแบบชาตินิยมที่เชื่อว่าวิธีการพูดภาษาไทยที่ถูกต้องมีเพียงแบบเดียวเท่านั้น ในสื่อเอง ก็ยังผลิตซ้ำภาพเหมารวม

อย่างเช่น ในหนังเรื่องหนึ่งมีฉากที่ให้ชาวพม่าร้องเพลงชาติไทยเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นคนไทยแล้วเธอกลับร้องเป็นเพลงลอยกระทงด้วยสำเนียงที่ไม่ชัดออกมา หรือในชีวิตจริงเราอาจเห็นคนล้อเลียนพนักงานร้านอาหารชาวพม่าด้วยการแกล้งพูดไม่ชัดสั่งอาหาร ในทางกลับกัน ถ้าเป็นชาวต่างชาติประเทศอื่นๆ เช่น ชาวตะวันตก พูดไทยไม่ชัด คนไทยกลับมองว่าน่ารัก หรือมองว่าเขากำลังอยู่ระหว่างการเรียนรู้

ในการ์ตูน ภาพยนตร์ หรือกระทั่งหนังสือประวัติศาสตร์ของไทย มักจะแสดงภาพลักษณ์ว่าชาวพม่าเป็นตัวร้ายที่มาโจมตีประเทศไทย อย่างในหนังสือประวัติศาสตร์ตามตำราก็จะเล่าว่าประเทศไทยเสียกรุงอยุธยาให้พม่ามาสองครั้ง คำถามคือประวัติศาสตร์ที่ถูกสอนในระบบการศึกษาของไทยมีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน หรือเป็นเพียงเรื่องราว (Narrative) ที่รัฐไทยพยายามเผยแพร่เพื่อยกความดีความชอบให้กับชาติตัวเองเท่านั้น?

นั่นกลายเป็นการปลูกฝังความเกลียดชังและอคติต่อคนชาติพันธ์พม่า ทำให้พวกเขาดูไม่เป็นมิตรและเป็นต้นเหตุทำให้ประเทศไทยเสียหาย ที่เห็นได้ชัดมากที่สุด คือการที่คนไทยเรียกสถานการณ์ที่ชาวพม่าอพยพเข้ามาอย่างล้นหลามและกลายเป็นแรงงานหลักในตลาดแรงงานของไทย ว่าเป็น ‘การเสียกรุงครั้งที่ 3’ หรือ ‘เมือง…ถูกตีแตก’ ซึ่งการใช้ภาษาแบบนี้ตอกย้ำภาพลักษณ์ที่เหมารวมในแง่ลบของชาวพม่า ซึ่งขัดกับความเป็นจริงที่ในทุกสังคมมีคนที่หลากหลาย การมองว่าเป็นคนพม่า = คนไม่ดี จึงเป็นการสร้างภาพจำผิดๆต่อพวกเขา และทำให้เขาถูกมองว่าเป็นอื่น

เนื่องจากภาพจำของแรงงานชาวพม่าคือกลุ่มคนที่ทำงานที่ใช้แรงงาน อย่างงานก่อสร้าง แบกหาม หรือแม่บ้าน ทำให้โดนมองว่าเป็นแรงงานที่ใช้แต่กำลังกายที่ไม่มีการศึกษา ไม่มีความรู้ ซึ่งนำไปสู่การดูถูกและโดนเอาเปรียบคนพม่าจากคนไทยเอง ที่มีตั้งแต่การกดค่าแรง จนไปถึงการฉ้อโกงและล่วงละเมิดต่างๆ ซึ่งการกดขี่และการแบ่งแยกคนด้วย ‘ความรู้/ไม่รู้’ แบบนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงการที่สังคมให้ค่ากับ ‘ปัญญาชน’ หรือคนที่ได้รับการศึกษาตามระบบมากกว่า และมองว่าคนที่ใช้แรงงานอยู่ในชนชั้นทางสังคมที่ต่ำกว่า แต่จริงๆ แล้วมาตรฐานเหล่านี้เป็นแค่สิ่งที่ประกอบสร้างขึ้นมาเพื่อกดคนที่มีต้นทุนทางสังคมน้อยกว่า และสังคมก็อาจจะขับเคลื่อนไปไม่ได้ด้วยซ้ำถ้าไม่มีผู้ใช้แรงงาน

ซึ่งหากมองดูเศรษฐกิจของไทยแล้ว แรงงานชาวพม่าถือว่าเป็นแรงงานต่างชาติที่สำคัญมาก เพราะพวกเขาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตและพัฒนาประเทศไทยเหมือนกับแรงงานชาวไทยเช่นกัน การที่พวกเขามาทำงานในประเทศไทยก็ไม่ต่างจากที่คนไทยไปทำงานต่างประเทศ ที่พยายามจะเสาะหาคุณภาพชีวิตและรายได้ที่ดีกว่า

ในวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากที่มีข่าวออกไปว่าการระบาดระลอกล่าสุดของเชื้อโควิด- 19 นั้นคาดว่ามาจากแรงงานชาวพม่า จึงส่งความเข้าใจไปในวงกว้างว่าชาวพม่านั้นเป็น ‘พาหะนำโรค’ และเกิดเป็นการรังเกียจชาวพม่าทั้งหมดทุกคน จนเกิดเหตุการณ์ที่ว่าแรงงานชาวพม่าจำนวน 14 คน ถูกนายจ้างนำมาปล่อยทิ้งไว้ที่จังหวัดสมุทรปราการ เพราะกลัวว่าพวกเขาจะแพร่เชื้อโรค และกลัวว่าต้องแสดงความรับผิดชอบหากทางรัฐมาตรวจแล้วเจอผู้ติดเชื้อ 

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ถือว่าเป็นการปฏิบัติกับคนพม่าราวกับว่าพวกเขาไม่ใช่มนุษย์ และเป็นการโยนความผิดของการระบาดของโควิด-19 ไปที่คนกลุ่มเดียว ทั้งที่ความจริงแล้ว ต้นเหตุของการระบาดก็อาจเกิดจากการขัดกรองและการตรวจโรคของรัฐที่ไม่รัดกุม และการควบคุมดูแลชายแดนที่ยังไม่ดีมากพอ การมองเช่นนี้และการผลิตซ้ำวาทกรรมดังกล่าวในโลกโซเชียลยิ่งตอกย้ำการเหยียดเชื้อชาติที่มีอยู่ในหมู่คนไทยอยู่แล้วมากขึ้นไปอีก ชาวพม่าในไทยทุกคนเลยถูกสังคมมองว่าเป็นตัวแพร่เชื้อ ถูกไล่ให้โดนส่งกลับประเทศ และถูกไล่ให้ไปตาย เพียงเพราะแค่เชื้อชาติของเขา ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ไม่ว่ามนุษย์คนไหนก็ไม่ควรต้องเจอ 

แรงงานพม่าถือว่าแรงงานชายขอบที่รัฐและคนในสังคมไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร ซึ่งทั้งที่ความเป็นจริงแล้วพวกเขาก็เป็นมนุษย์ที่ควรที่จะได้รับการเคารพและการปฏิบัติอย่างถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชนที่มนุษย์ทุกคนควรจะได้รับ การเป็นชาวพม่าไม่ได้แปลว่าเป็นผู้ติดเชื้อทั้งหมด และการเป็นชาวไทยไม่ได้ทำให้สูงส่งไปกว่าชาวพม่าเลย เพราะสุดท้ายพวกเราคือมนุษย์ที่อยู่ในสังคมเดียวกัน 

#Covid #Racism
#แรงงานพม่า #แรงงานต่างชาติ
อ่านข่าวเรื่องเพศเพิ่มเติม: https://spectrumth.com/

อ้างอิง
Hfocus: https://bit.ly/37J1B7G
Khaosod: https://bit.ly/3nJiYuD
Content by Kantapong Chiewpimolporn, Va/Waranya Buranakarn, Preeyanun Thamrongthanakij
Graphic by Napaschon Boontham
#Spectrum #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
นักเขียนและนักอ่านที่จบเอกอังกฤษ โทปรัชญา จากอักษรฯ จุฬา นอกจากทุกอย่างที่เกี่ยวกับ LGBTQ+ สนใจในประวัติศาสตร์และการเมืองอเมริกาเป็นพิเศษ เวลาว่างชอบถ่ายรูปกล้องฟิล์มและหากาแฟแปลก ๆ มาลองดริป (queer, she/her)
วา/วรัญญา บูรณากาญจน์
วา/วรัญญา บูรณากาญจน์
Self-proclaimed visual artist, part-time journalist, full-time bullshit. Meet me virtually at @vavantgarde (instagram)
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
นักหาทำอันดับหนึ่งที่คิดว่าจะยังคงหาทำต่อไปและตามหาตัวเองไปเรื่อยๆ เชื่อว่าเสียงของทุกคนมีความหมาย(วะวะว๊าว) เวลาว่างชอบทำตัวให้ไม่ว่าง(แฮ่)
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer