15 เรื่องของเซ็กซ์ที่ทำให้เห็นว่า ‘ความยินยอม’ ไม่ใช่แค่ ‘Yes’ หรือ ‘No’

ตั้งแต่เริ่มมีการรณรงค์เรื่อง #MeToo “ฉันก็เคยโดนเหมือนกัน” ก็ได้มีคนออกมาแชร์เรื่องราวการโดนข่มขืนและคุกคามทางเพศของตัวเอง โดย 13% ของนักศึกษามหาวิทยาลัยในอเมริกาเคยโดนข่มขืนหรือคุกคามทางเพศมาแล้ว

เพื่อรณรงค์สร้างความเข้าใจและชี้ให้เห็นว่า ‘การคุกคามทางเพศ’ หรือ ‘การข่มขืน’ ก็อาจมีความหมายกว้างกว่าแค่การ ‘ขืนใจคนอื่นโดยใช้กำลัง’ อย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ หนังสือพิมพ์ New York Times จึงได้รวบรวมเรื่องเล่าของหลากคนจากหลายมุมโลก เพื่อบอกว่าความยินยอมนั้นไปไกลกว่าการบอกว่า “โอเค” หรือ “ไม่โอเค” ในบทความเรื่อง ‘45 Stories of Sex and Consent on Campus’ ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘เซ็กซ์และความยินยอมในรั้วมหาวิทยาลัย’ โดย ‘Jessica Bennett’ และ ‘Daniel Jones’ วันนี้เราได้เลือก 15 เรื่องราวที่จะบอกเล่าได้ดีที่สุดถึงความคลุมเครือที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในความยินยอมและเซ็กซ์

SPECTROSCOPE: 15 เรื่องของเซ็กซ์​ที่ทำให้เห็นว่า ‘ความยินยอม’ ไม่ใช่แค่ ‘Yes’ หรือ ‘No’

(หมายเหตุ: เนื้อหามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการข่มขืนและการคุกคามทางเพศ)

Consent is Mandatory: ความยินยอม = เรื่องจำเป็น – หลังจากคนในสังคมเริ่มตระหนักรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของการข่มขืน (Rape Culture) การพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องความยินยอม (Consent) จึงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยความยินยอมก็ถูกนิยามว่าเป็นการตกลงกันระหว่างแต่ละฝ่ายในการร่วมมีความสัมพันธ์ทางเพศ ซึ่งจะต้องอาศัยการสอบถามพูดคุยอย่างชัดเจนและเปิดเผย ก่อนที่จะทำอะไรแต่ละอย่าง ก็ควรจะถามคู่นอนและต้องได้คำตอบว่า ‘ตกลง’ ในทุกขั้นตอน ถึงจะเรียกว่าเป็นเซ็กซ์ที่มีความยินยอม ซึ่งแค่ยินยอมกับการจูบ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยินยอมให้ถอดเสื้อได้ และถึงแม้ตกลงยินยอมไปตอนแรก ตอนหลังเปลี่ยนใจ ก็ไม่ถือว่ามีความยินยอมแล้ว

Consent is More Than ‘Yes’ or ‘No’: ความยินยอมซับซ้อนกว่าที่คิด – แต่ความยินยอมที่หลายครั้งก็ไม่ได้ชัดเจน และมีอะไรที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น เพราะบางทีตอบตกลงไป หรือแค่ไม่ได้ปฏิเสธ ก็อาจจะไม่ใช่ความยินยอมที่แท้จริง ตัวอย่างเช่น บางคนนั้นไม่อยู่ในจุดที่จะให้ความยินยอมได้ หรือไม่มีความเข้าใจมากพอว่าสามารถที่จะปฏิเสธได้ในสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่สะดวกใจ ตัวอย่างเช่น คนที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ คนที่เมา ถูกมอมยา หรือหลับอยู่ ก็ไม่ถือว่าสามารถให้ความยินยอมได้ หรือหากตกลงมีเซ็กส์ด้วยเพราะถูกกดดัน ถูกขู่ ถูกทำให้กลัว ก็เรียกว่าเป็นความยินยอมไม่ได้อีกเช่นกัน แม้แต่เซ็กซ์ระหว่างคนที่มีอำนาจมากกว่ากับคนที่มีอำนาจน้อยกว่า อย่างเช่นครูกับนักเรียน ความยินยอมที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่ใช่ความยินยอมที่แท้จริง

เพราะความยินยอมคือเรื่องที่ยังต้องให้ความรู้กันต่อไป จนกว่าจะเกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง 15 เรื่องราวจากบทความเรื่องเซ็กซ์และความยินยอมของ New York Times นี้ เลยนำเสนอตัวอย่างของสถานการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับความยินยอม ทั้งแบบที่ความยินยอมได้รับความเคารพ แบบที่เหมือนจะเป็นความยินยอมแต่ไม่ใช่ หรือบางทีความยินยอมก็ถูกละเมิดอย่างชัดเจน โดยแบ่งเป็น 3 ระยะด้วยกัน:

#Anticipation: บทสนทนาก่อนจะมี (หรือไม่มี) อะไรกัน – ในส่วนนี้ นักเรียนมหาวิทยาลัยมาร่วมอธิบายความรู้สึกของตัวเองในระหว่างการพูดคุยก่อนที่จะมีเซ็กซ์กัน ซึ่งก็เป็นการตกลงกันว่าจะมีเซ็กซ์หรือไม่ ถ้ามีจะเป็นแบบไหน และยังเต็มไปด้วยตัวอย่างของความยินยอมแบบที่ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่า ‘ยินยอม’ เช่น ‘ไม่ยินยอมเลยโดนหาว่ายั่วทำไม’ ‘ยินยอมจากการไม่กล้าปฏิเสธ’ ‘ไม่ยินยอมก็ไม่เป็นไร ตื้อไปก่อน’ ‘ยินยอมเพราะโดนหลอกลวง’ และ ‘ยินยอมเพราะมารยาทแบบผู้หญิง’

#Negotiation: การเจรจาเกี่ยวกับความยินยอม – ผู้หญิงหลายๆ คนได้มาแบ่งปันเรื่องราวที่มีเซ็กซ์เพราะรู้สึกว่า “จำเป็น” ที่จะต้องมีกับคู่รักของตัวเอง หรือความกดดันในฐานะผู้หญิง ที่ทำให้รู้สึกว่าปฏิเสธผู้ชายไม่ได้ เมื่อเขาขอมีเซ็กซ์ด้วย ตลอดจนแอลกอฮอล์ที่เป็นเหตุขัดขวางความยินยอมไม่ให้เกิดขึ้นได้ เหตุการณ์ความ(ไม่)ยินยอมในส่วนนี้รวมไปถึง ‘ยินยอมเพราะเมา’ ‘ยินยอมทั้งที่ไม่อยาก แต่โดนตื๊อ’ ‘ไม่ได้ยินยอม เพราะเมาจนสลบ’ ‘ยินยอมเพราะโดนรุก’ และ ‘ยินยอมเพราะรักษาน้ำใจเพื่อน’

#Aftermath: ความคิดไตร่ตรองหลังจากเกิดขึ้นแล้ว – ส่วนนี้ชวนให้เราคิดว่า “ถ้าตกลงมีเซ็กซ์ด้วยไปแล้ว แต่เซ็กซ์ครั้งนั้นทำให้อึดอัดใจ ไม่สบายใจ จนไปถึงขั้นกระทบกระเทือนจิตใจ จะยังเป็นเซ็กซ์แบบยินยอมได้อยู่ไหม?” กับเรื่องราวที่เล่าถึงเซ็กซ์ที่เกิดขึ้นพร้อมความยินยอมแบบขมุกขมัว ความยินยอมที่ไม่ชัดเจนจนต้องกลับมานั่งไตร่ตรองว่ามันยินยอมจริงไหม เช่น ‘ปฏิเสธแต่เขาไม่ยอมรับ เลยต้องยินยอม’ ‘ไม่กล้าปฏิเสธเพราะสถานการณ์บีบบังคม’มีเซ็กซ์ตอนเมาเลยไม่ชัวร์ว่ายินยอมไหม’ ‘กลัวบอกให้หยุดแล้วเขาไม่หยุด’ ตลอดจนยังมีการตั้งคำถามหลังจากมีเซ็กซ์ว่า ‘ถ้าผู้ชายดูไม่เดือดร้อน อาจไม่ใช่การข่มขืน?’

เราคุยเรื่องเรียน แล้วก็หัวเราะกันและกันให้กับวิธีที่เราออกเสียงภาษาแม่ พอประมาณตีห้า ฉันก็บอกว่า ฉันจะกลับแล้ว แล้วพยายามจะให้อธิบายกับเขาว่าฉันไม่ควรกลับ “ดึกเกินไป” แต่ถ้าไม่เมา ก็คงจะคิดได้แล้วว่ามันเลยคำว่า “ดึกเกินไป” ตั้งแต่ห้าชั่วโมงที่แล้ว จากนั้น ฉันก็ยิ้มแล้วเรากอดกัน

พอฉันกำลังจะเดินออก เขาก็ถามขึ้นมาว่า “ทำไมถึงยั่วกันอย่างนี้ละ” ฉันก็ขอให้เขาอธิบายว่าทำไมเขาถึงเชื่อว่าฉันยั่วล่ะ

“คุณหัวเราะแล้วก็เล่นด้วย ดูก็รู้ว่าคุณอยากมีอะไรกัน ” เขาบอก “คุณก็แค่ไม่อยากยอมรับ”

การที่ฉันอยากรู้อยากเห็นและขี้เล่นไม่ใช่เหตุผลที่คุณจะคาดหวังเซ็กซ์จากฉันได้ ฉันอยากที่จะออกเที่ยว แล้วก็มีความสุขกับตัวเองโดยที่ไม่ต้องคิดมากว่าฉันกำลัง “ให้ความหวังใครอยู่” หรือเปล่า

(เฟรยา จากประเทศนิวซีแลนด์)

“ฉันไม่ค่อยเก่งเรื่องจะพูดปฏิเสธคนอื่น” – ผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันเคยนอนด้วยพูดกับฉัน ฉันจำไม่ได้ว่าบทสนทนานั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร 

“ในสถานการณ์แบบไหนหรอ”

“ก็…กับผู้ชาย เวลาที่เขาอยากมีเซ็กซ์ด้วย เขาบอกว่า “ฉันไม่มีถุงยางนะ คุณโอเคมั้ย” ฉันรู้ว่ามันไม่โอเคแต่ฉันก็ตอบว่าโอเคไปอยู่ดี” เธอหยุดพูดไป แล้วก็ดูไม่ค่อยแน่ใจ 

“ทำไมเธอตอบว่าโอเคล่ะ” ฉันถาม 

“เพราะว่าฉันไม่อยากให้เขาโกรธฉัน หรือตะโกนใส่ฉัน แล้วฉันก็ไม่แน่ใจว่าฉันไม่อยากจะมีเซ็กซ์แบบนั้น ฉันไปถึงตรงนั้นแล้ว ฉันก็เลยปล่อยให้มันเกิดขึ้น” คำพูดของเธอลอยค้างอยู่ในบรรยากาศรอบๆ ตัวเรา

“คุณรู้ใช่มั้ย ว่าถ้าคุณไม่โอเคกับอะไรก็ตาม ฉันอยากให้คุณบอกฉันมากกว่าที่จะให้คุณรู้สึกไม่ดีใช่มั้ย” ฉันบอกกับเธอ

“ใช่ กับเธอน่ะ ฉันรู้” เธอบอก “นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันไม่นอนกับผู้ชายอีกแล้ว”

(เอลีส จากรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศอเมริกา)

ผมไม่ได้จูบใครเลยตอนเรียนม.ปลาย ผมตั้งใจว่าถ้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วมันจะต้องไม่เป็นแบบนั้น

ด้วยน้ำใจของเพื่อนผู้ชายที่เป็นห่วงผมและมีประสบการณ์มากกว่า ผมก็ได้คำแนะนำมามากมาย “อย่าหน้าตัวเมียน่า” “ผู้หญิงอยากได้คนที่หนักแน่น” “มึงต้องเริ่มก่อน”

(แซมูเอล จากรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศอเมริกา

ตอนเริ่มความสัมพันธ์แรกๆ เวลาผมหยิบเรื่องเซ็กซ์ขึ้นมาพูด เธอบอกผมว่าเธอไม่เคยมีเซ็กซ์มาก่อน ตอนนั้นผมก็ยังไม่เคย แต่ผมโกหกแล้วบอกว่าผมเคยมีเซ็กซ์แบบไม่สอดใส่กับแฟนสมัยเรียนมัธยม ผมโกหกเพื่อที่เธอจะได้คิดว่าผมมีประสบการณ์ ผมโกหกเพื่อที่เธอจะได้มีเซ็กซ์กับผม แล้วเธอก็มีเซ็กซ์กับผมจริงๆ ความสัมพันธ์ทางเพศของเราก็เลยกลายเป็นเหมือนกับว่า คนหนึ่งมีประสบการณ์ในขณะที่อีกคนไม่มี

(แซม จากรัฐไอโอวา ประเทศอเมริกา)

ครั้งแรกที่ฉันมีเซ็กซ์ สิ่งที่ฉันคิดว่าต้องทำก็คือตอบตกลง ไม่ใช่เพราะฉันโดนบังคับ แต่เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่สุภาพ สิ่งที่ผู้หญิงควรจะทำ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่จะตอบปฏิเสธ และตลอดหลายๆ ปี ฉันก็คิดว่าการเป็นแบบนั้นน่ะ จะทำให้ฉันสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ แต่จริงๆ แล้ว มันทำให้ฉันสูญเสียความควบคุมไปต่างหาก

ฉันต้องฝึกพูด ไม่ใช่แค่ “ตกลง” หรือ “ไม่ตกลง” เท่านั้น แต่ฉันยังต้องเรียนรู้ที่จะพูดว่า “ไม่ใช่คืนนี้” และ “แบบนั้นมันเจ็บนะ” ฉันต้องหยุดพยายามจะรักษาความสุภาพกับเรื่องแบบนี้ การเดทกับใครสักคนมันไม่ใช่สัญญา แล้วฉันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงออกความรักของฉันผ่านเซ็กซ์

(คอร์ทนีย์ จากรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศอเมริกา)

ฉันรู้สึกว่ามันไม่ถูก แต่ฉันก็ตอบตกลงไป เขาให้เหล้าฉันแก้วแล้วแก้วเล่า เขาดูไม่เมา มันไม่ได้รุนแรงมาก แต่มันก็ไม่ใช่ว่าไม่รุนแรงสักทีเดียว มันผิดแหละ มันเกิดขึ้นเพราะเขาอยากให้เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นเพราะฉันเมามาก เพราะฉันคิดว่ามันควรจะต้องสนุกสิ ฉันไม่รู้ว่าฉันกำลังให้ความยินยอมเรื่องอะไรไป ฉันตอบตกลงที่จะมีเซ็กซ์ แต่ฉันยังไม่เคยมีเซ็กซ์ก่อนหน้านั้นเลย

(มิเคลล่า จากรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศอเมริกา)


เขาขอจูบฉัน ฉันก็ส่ายหัว ฉันเกินลิมิตตัวเองแล้วในคืนนั้น ฉันแค่อยากจะนอน เขาก็ถามอีกครั้ง ฉันก็ตอบว่า “ไม่” เขาก็ถามอีกครั้ง 

ฉันเหนื่อยกับคำถามของเขาแล้ว ฉันเลยตอบตกลงไป เราจูบกันแปปเดียว แล้วฉันก็ถอยออกมา พร้อมกับรู้สึกคลื่นไส้และโยเย เขาถามว่า ขอแตะตัวได้ไหม ฉันดันนิ้วเขาออก แล้วกำนิ้วเขาให้เป็นกำปั้น ฉันพยายามจะหลับอีกครั้ง เขาก็ถามอีก ฉันก็ส่ายหัวอีก แต่เขาก็จับตัวฉันอยู่ดี ฉันรู้สึกสับสน อยู่ในที่ที่ฉันไม่อยากจะอยู่ ฉันจำได้ว่าหลับไปตอนประมาณตีสี่ หลังจากการต่อสู้อย่างไม่หยุดหย่อนของคำว่า “ขอร้อง” กับ “ไม่”

(ซาร่าห์ จากรัฐเซาธ์ แคโรไลนา ประเทศอเมริกา)

คืนหนึ่งในเดือนกันยายน ฉันตื่นมาบนโซฟาในห้องที่ฉันไม่รู้ว่าห้องอะไร ฉันสับสนแล้วก็อ้วกใส่แก้วไวน์ เขาเดินเข้ามาในห้อง ใส่เสื้อคลุม แล้วก็นั่งข้างๆ ฉัน ฉันถามว่าเขาว่า “เราได้มีอะไรกันหรือเปล่า” “ใช่” เขาตอบ ฉันถามว่า “ใช้ถุงยางหรือเปล่า” เขาสัญญาว่าใช้ ฉันสงสัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการข่มขืนหรือเปล่า แต่ฉันก็ได้แต่บอกตัวเองว่า “เรื่องแบบนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นกับฉัน” ฉันก็เลยมีอะไรกับเขาอีกครั้งหนึ่งในคืนนั้น แต่ครั้งนี้ฉันรู้ตัว

วันต่อมาฉันเลยเสิร์ชหาคำว่า “เซ็กซ์แบบไม่รู้สึกตัว” กับ “ฉันโดนข่มขืนมั้ย” ด้วยนิ้วที่สั่นไปหมด คืนนั้นเขาก็ส่งข้อความมาชวนฉันไปกินข้าว

พอเจอกัน ฉันก็ขอให้เขารื้อฟื้นความทรงจำ เขาทำหน้าราวกับว่าจะร้องไห้ หรือจะอ้วกออกมา ตอนที่ฉันเล่าว่าฉันจำเรื่องคืนนั้นได้แค่นิดเดียวเท่านั้น แล้วเราก็ไม่คุยเรื่องนั้นอีก

วันนั้นเราบังเอิญเจอกัน เขาสารภาพกับฉันแบบเมาๆ ว่าเขาชอบฉัน แล้วเขาก็ขอออกเดทด้วย เราไปเดทกันอีกหลายที จริงจังถึงขนาดว่าเขาแง้มๆ เรื่องที่จะพาฉันไปเจอพ่อแม่เขา

ถ้าเขาชอบฉันมันไม่มีทางเป็นการข่มขืนไปได้หรอกใช่มั้ย?

แต่อยู่ดีๆ เขาก็หยุดตอบข้อความฉันแล้วเราก็ไม่เคยคุยกันอีกเลย เหมือนกับว่าไม่ได้อะไรเกิดขึ้น

(ซิดนีย์ จากรัฐเวอร์จิเนีย ประเทศอเมริกา)

เดทครั้งแรกเขาชวนฉันกลับไปที่ห้องกับเขา ฉันบอกเขาว่ากฎข้อเดียวของฉันคือฉันจะไม่มีเซ็กซ์ในการไปเดทครั้งแรก ฉันต้องย้ำเตือนเขาว่าฉันไม่อยากมีเซ็กซ์ แต่ร่างกายเขาก็เข้ามาเหมือนจะมีเซ็กซ์กันอยู่เรื่อย “ต้องลองอะไรใหม่ๆ บ้างนะ” เขาบอก แล้วก็รุกฉันหนักมาก ฉันรู้สึกว่าฉันทำอะไรไม่ได้ รู้สึกตัวเล็ก แล้วก็รู้สึกเหมือนฉันไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ถึงแม้ว่ามันจะไม่จริง สุดท้ายเราก็มีอะไรกันในแบบที่เขาอยาก ฉันจะพยายามทำตัวเองให้อยากจะมีเซ็กซ์แบบนั้นๆ พอทุกอย่างจบลง ฉันจะนอนค้างที่ห้องเขาเพราะมันดึกแล้ว ฉันนอนไม่หลับ แล้วก็รีบกลับแต่เข้า ในตอนที่เขายังหลับอยู่นั้นแหละ

ทำไมฉันต้องเป็นคนบอกย้ำตลอดทุกๆ ขั้นตอนว่า ‘ไม่อยากมีเซ็กซ์นะ’ ‘ไม่อยากลองแบบนั้นนะ’ ฉันต้องขอร้องให้เขาฟังฉัน มันเหนื่อยที่จะต้องมาบอกให้เขาหยุด เหนื่อยที่จะต้องขอร้องให้เขาฟัง ทำไมฉันถึงเป็นคนเดียวที่ต้องคอยทำให้เซ็กซ์เป็นเซ็กซ์แบบมีความยิมยอม ทำไมเขาไม่สนใจเรื่องความยินยอมบ้าง 

(คาร์ลี จากประเทศอังกฤษ)

ฉันอยู่หอของผู้ชายที่ฉันถือว่าเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เขาถามฉันว่า “ทำไมเธอมี one night stand กับคนอื่นได้ แต่ไม่มีเซ็กซ์กับเราล่ะ?” 

ฉันอยากตอบไปว่า “เพราะว่ามันเป็นร่างกายฉัน” หรือ “เพราะว่าฉันไม่ได้รู้สึกกับแกแบบนั้น” แต่ฉันกลับตอบไปว่า “ไว้วันหลังเรามีเซ็กซ์กันก็ได้ ไม่รู้สิ” ฉันรู้สึกไม่กล้าที่จะเอาตัวออกห่างเขา

เขาเข้าใจคำตอบนั้นว่าคือความยินยอมที่จะมีเซ็กซ์ แล้วเราก็มีเซ็กซ์กัน แต่หลังจากนั้นเราก็ไม่เคยคุยกันอีกเลย

(แอนนา จากรัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศอเมริกา)

“ฉันไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องถามไหม แต่เราดื่มกันไปเยอะเมื่อคืน ฉันเลยอยากถามให้แน่ใจว่าคุณรู้สึกโอเคกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น”

“ฉันคงไม่ทำสิ่งเดียวกันถ้าไม่ได้อยู่ในสภาวะจิตใจแบบนั้น แต่ฉันโอเคกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นนะ”

นี่คือข้อความบางส่วนที่ผมกับเขาคุยกันหลังจากเรื่องคืนนั้น

ผมคิดว่าประวัติการมีเซ็กซ์ของผมค่อนข้างจะเต็มไปด้วยความเคารพแล้วก็ไม่หวือหวา ปกติผมจะถามตลอดก่อนที่จะทำอะไรเวลามีอะไรกัน แต่ผมไม่สามารถเลิกคิดถึงเซ็กซ์ครั้งนี้ได้ 

ผมกำลังกลับมาจากปาร์ตี้กับเพื่อนตอนที่เราหยุดที่หน้าห้องผม เราจูบกันแล้วเธอก็ตามผมเข้ามาในห้อง เราตื่นมา แบบที่กำลังกอดกันอย่างไร้เสื้อผ้าใดๆ เรามีเซ็กซ์แต่ผมจำทุกอย่างไม่ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผมจำไม่ได้ว่าได้ขอความยินยอมจากเธอ เราส่งข้อความหากันหลังจากนั้นแล้วเราก็คุยกันว่ามันโอเคแหละ

แต่สองปีหลังจากนั้นพอมียุค #MeToo ขึ้นมา ข้อความของเธอมีความหมายใหม่ขึ้นมาแล้วใจผมก็เต็มไปด้วยความกลัว ผมรู้สึกว่าต้องคุยกับเธอ เราคุยกันได้มาตลอด แต่เราไม่เคยยกเรื่องนั้นขึ้นมา

ผมเลยนัดขอเจอเธอเพื่อกินข้าวกลางวันด้วยกัน พอจะแยกกันผมก็ถามเธอว่า “เราได้ข้ามเส้นไปหรือเปล่า?” เธอดูประหลาดใจ “ไม่ เธอไม่ได้ทำอะไรผิด” เธอถามพร้อมรอยยิ้ม “แต่ขอบคุณที่ถามนะ”

(เจมส์ จากรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศอเมริกา)

ฉันเจอกับผู้ชายคนหนึ่งที่ถามความยินยอมฉันตลอดก่อนที่จะทำอะไร “เราแตะตัวเธอตรงนี้ได้ไหม” “ได้” “เราจูบเธอได้ไหม” “ได้” “เราขอถอดเสื้อเธอได้ไหม” “ไม่ได้”

แค่ฉันตอบว่า “ไม่ได้” เขาก็มองอย่างหงุดหงิด พร้อมกรอกตาบน ฉันเลยตอบตกลงไป (แบบไม่มั่นใจ) ฉันตอบตกลงไปจนกระทั่งทั้งตัวฉันไม่เหลือเสื้อผ้าอะไรเลย ฉันไม่เคยอยากจะถอดเสื้อผ้าออก และฉันก็ไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ฉันเลยร้องไห้โฮออกมาก มันเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลแล้วฉันก็เคยลองมาแล้วสำหรับการทำให้ผู้ชายหยุดมีเซ็กซ์กับฉัน แล้วฉันก็ขี่จักรยานออกจากหอเขาตอนตีสอง

เพราะว่าเขาเป็นเพื่อนฉัน สองสามวันต่อมาฉันเลยเล่าเรื่องที่ฉันไปมีอะไรกับผู้ชายคนหนึ่งที่ฉันประทับใจมาก คือเขาหยุดฉันก่อนที่ฉันจะลงไปที่ตรงนั้นของเขา เพราะเขาบอกว่าฉัน “เมาเกินกว่าที่จะให้ความยินยอมได้”

“คือเธอชอบเขา…เพราะเขาไม่ได้ข่มขืนเธอ?” เพื่อนฉันถาม ฉันจำไม่ได้แล้วว่าตอบว่าอะไรไป แต่สิ่งที่ฉันไม่ได้พูดไปก็คือ “ก็ดีว่าที่ฉันได้จากแกแล้วกัน”

ฉันไม่เคยบอกเขา เขาคนที่ถามแต่ต้องการแค่คำตอบตกลง ว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องความยินยอมแม้แต่นิดเดียว แล้วฉันก็ไม่รู้ว่าฉันกำลังถนอนน้ำใจใคร แต่ฉันไม่ได้กำลังถนอนน้ำใจตัวเองแน่ๆ 

(แมเดอลิน จากรัฐนิวแฮมเชียร์ ประเทศอเมริกา)

เช้าวันหนึ่งหลังจากที่เรานอนด้วยกัน เขาบอกฉันว่าเขาอยาก “รู้สึกอะไรบางอย่างแบบเร็วๆ” แล้วไม่ทันไรเขาก็สอดเข้ามาในตัวฉันตอนที่เรากำลังจูบกันอยู่ แบบไม่ใส่ถุงยาง แบบที่ฉันไม่อยากได้ แล้วฉันก็เคยบอกเขาไปแล้วด้วยหลายต่อหลายครั้ง ตัวเลือกที่ฉันมีตอนนั้นคือรับมือกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หรือบอกเขาให้ “หยุด” “ไม่เอา” แล้วเสี่ยงจะทำให้เรื่องแย่กว่าเดิม ฉันเลยหันหน้าหนีแล้วหลับตาลง

ตอนที่ทุกอย่างเสร็จสิ้น ฉันก็นั่งที่ขอบเตียงตอนที่เขากำลังอาบน้ำ แล้วก็บอกตัวเองว่ามันเป็นความผิดของฉันเอง ถ้ามันเป็นการข่มขืนจริงๆ เขาคงหนีไปแล้ว หรือเขาคงบอกให้ฉันไม่พูดเรื่องนี้กับใคร เขาคงรุนแรงกว่านี้ หรือโกรธกว่านี้ คงไม่ดูใจเย็นแบบนั้น ฉันบอกกับตัวเองว่ามันคงเป็นแค่ความเข้าใจผิด แม้แต่หลังจากที่เขาสารภาพแล้วสามคืนต่อมา ตอนที่เขาบอกฉันว่า “ผมแค่อยากลองดู เผื่อคุณจะชอบ เราจะได้ทำแบบนั้นบ่อยขึ้น”

(มอร์แกน จากรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศอเมริกา)


‘เราทุกคนคงเคยอ่านเรื่องการข่มขืนและการคุกคามทางเพศ แต่น้อยครั้ง ที่จะมีเรื่องเกี่ยวกับเวลาที่มารยาทของคุณเองกลายเป็นสิ่งที่กดดันให้คุณต้องมีเซ็กซ์’

ตอนฉันอายุ 18 ฉันเคยบอกปฏิเสธผู้ชายคนหนึ่งในขณะที่กำลังจะมีเซ็กซ์กันที่ปาร์ตี้แห่งหนึ่ง เพื่อนของฉันกับแฟนของเธอหลบไปมีอะไรกัน ฉันรู้สึกอึดอัด เหลือฉันกับผู้ชายอีกคนหนึ่งที่หน้าตาดีแล้วก็คุยสนุก ตอนที่เขาดึงฉันไปนั่งตัก มันก็รู้สึกดี ตอนเขาชวนให้ฉันไปที่ห้องนอนเขา ฉันก็คิดว่า “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ไม่มีอะไรอย่างอื่นให้ทำแล้ว” จะให้ฉันทำยังไง ให้บอกเขาว่า “ไม่” แล้วก็นั่งอยู่ตรงนั้นกับเขาอย่างเก้ๆ กังๆ ระหว่างรอให้เพื่อนกลับมางั้นหรอ?

ไม่นานหลังจากนั้น เราทั้งสองก็ไม่มีเสื้อผ้าเหลืออยู่บนตัวแล้ว เขากำลังคว้านหาถุงยาง จนกระทั่งฉันพูดว่า “ไม่ ไม่ใช่คืนนี้” เขาดูประหลาดใจ แล้วก็หัวเราะออกมาก่อนจะพูดว่า “เดี๋ยวฉันเปลี่ยนใจเธอเอง” แล้วก็จูบฉัน ฉันจูบเขากลับ เราก็จูบกันก่อนหน้านี้อยู่แล้ว จะปฏิเสธได้ยังไง แต่สุดท้ายฉันก็ผลักเขาออก แล้วพูดกับเขาว่า “ถ้าคุณต้องโน้มน้าวใครให้มีเซ็กซ์กับคุณ มันต้องมีอะไรบางอย่างผิดปกติแล้วแหละ” 

(ราเชล จากรัฐนิวยอร์ค ประเทศอเมริกา)


คืนที่เรามีเซ็กซ์กัน เขาจูบฉันแบบที่ทำให้แก้มฉันเปียกไปทั่ว สองสามวันต่อมาเขาก็ขอเจอฉันอีกครั้ง ฉันก็เลยส่งข้อความกลับไปว่า “ฉันไม่ได้อยากได้อะไรแบบนั้นตอนนี้” ความจริงก็คือ เขาไม่ใช่อะไรที่ฉันกำลังมองหาอยู่เลยต่างหาก

‘หลายอาทิตย์หลังจากที่มันเกิดขึ้น ฉันก็คิดสงสัยว่าทำไมฉันไม่พูดอะไรออกไป ถ้าฉันไม่ได้รู้สึกดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำไมฉันไม่บอกให้เขาหยุด? ทำไมฉันไม่บอกปฏิเสธเขา?

ฉันว่าฉันอยากที่จะคงตัวตนอะไรบางอย่างที่ฉันสร้างขึ้นมา ฉันเลือกที่จะเป็นเฟมินิสต์ที่มั่นใจและค่อนข้างเปิดกว้างกับเรื่องเซ็กซ์ ฉันจ่ายค่าข้าวเย็นของฉันเอง ฉันจูบเขาก่อน แล้วพอเสื้อผ้าเราหลุดร่วงไปหมดแล้ว มันก็คงจะแปลกๆ ที่จะหยุดแค่ตรงนั้น ฉันไม่อยากโดนแปะป้ายว่าเป็นพวกรักนวลสงวนตัว หรือแค่พวกชอบยั่ว

ยิ่งไปกว่าทุกสิ่ง ฉันกลัว กลัวว่าถ้าฉันบอกให้หยุดแล้วเขาจะไม่หยุด และฉันก็จะรู้แน่ๆ กว่ามันคือการข่มขืน ในควมกลัวของฉัน ฉันก็โน้มน้าวตัวเองว่าเซ็กซ์แย่ๆ มันต้องเกิดขึ้นสักครั้งแหละ แล้วมันก็ไม่คุ้มที่จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่อะไร ตราบใดที่ฉันไม่ได้พูดอะไรออกไป ฉันก็คงจะหาเหตุผลและลดความรุนแรงของความรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจนั้นได้

(ลีแอน จากรัฐโอกลาโฮมา ประเทศอเมริกา)

#SexAndConsent #MeToo
#SexualAssualt #Rape
#Spectroscope #WeScopeForYou

อ้างอิง
New York Times: https://nyti.ms/33Jp1Hu
#Spectrum #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
นักเขียนและนักอ่านที่จบเอกอังกฤษ โทปรัชญา จากอักษรฯ จุฬา นอกจากทุกอย่างที่เกี่ยวกับ LGBTQ+ สนใจในประวัติศาสตร์และการเมืองอเมริกาเป็นพิเศษ เวลาว่างชอบถ่ายรูปกล้องฟิล์มและหากาแฟแปลก ๆ มาลองดริป (queer, she/her)
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
Visual Designer, Content Creator & Occult lover https://ppapuru.com/