รัฐธรรมนูญฉบับความหวังจากมนุษย์ที่หลากหลาย รวมความฝันของผู้คนที่มาร่วมงาน MOB FEST #แก้ได้ถ้าแก้รัฐธรรมนูญ อยากจะแก้อะไร?

“พวกเราเหล่ามาชุมนุม ต่างกุมใจรัก สมัครสมาน
ล้วนมิตร จิตชื่นบาน สราญเริงอยู่ ทุกผู้ทุกนาม”

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 63 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมีการจัดงาน ‘MOB FEST’ กับ “การรวมตัวครั้งสำคัญของภาคีนักเรียน นักศึกษา และประชาชนกว่า 20 เครือข่าย ผู้เชื่อใน 3 ข้อเรียกร้องหลัก และปรารถนาจะเห็นชัยชนะของประชาชน” โดยมีการให้คนทุกกลุ่มได้มาส่งเสียงเพื่อบอกว่า #แก้ได้ถ้าแก้รัฐธรรมนูญ อยากจะแก้อะไร?
โดยงานมีการปราศรัยแยกเป็นพื้นที่ย่อยของการขับเคลื่อนในหัวข้อต่างๆ มุ่งเน้นเรื่องการทำให้ทุกสถาบันหลักอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ตลอดจนการเสนอปัญหาที่มักถูกลืมจากรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ เช่น ชาติพันธุ์ ฟรีแลนซ์ เพศหลากหลาย ประมง คนพิการ ชุมชนสุราไทย เป็นต้น ตลอดจนมีการเรียกร้องเพื่อร่วมกันจับตามองวาระรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชนในการประชุมสภาสมัยสามัญที่กำลังจะมาถึง ซึ่งช่วงเวลาที่น่าประทับใจและน่าจดจำ คือ การเปิดให้ประชาชนเขียนสิ่งที่อยากให้มีในรัฐธรรมนูญใหม่ ก่อนนำผ้าผืนใหญ่นั้นขึ้นไปพันโอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในช่วงเย็น
“มาเถิดราษฎรทั้งหลาย มาฟังเนื้อหาปราศรัยอันหลากหลายแบบแน่นๆ แทรกด้วยศิลปะเพื่อประชาชนแบบเน้นๆ ร่วมกดดันและส่งเสียงถึงรัฐสภาและอำนาจบริหารไปด้วยกัน!” – โดยในงานมีเสียงขับร้องจากศิลปินผู้หวังถึงประชาธิปไตยด้วย เช่น Ammy (The Bottom Blues), Bomb At Track, Folk9, H3F, Rap Against Dictatorship, Somkiat, Srirajah Rockers, T_047, Yena, Zweed N’ Roll และ สามัญชน
เราจึงรวบรวมเสียงของคนที่หลากหลายจากม็อบเฟสต์มาส่งเสียงต่อ เพื่อบอกความต้องการอยากจะให้มีการแก้ไขและปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับที่ไม่ลืมใครไว้ข้างหลัง

“จากแฮชแท็กที่ว่า #แก้ได้ถ้าแก้รัฐธรรมนูญ คือเราอยากให้เห็นความสำคัญของ พ.ร.บ. รับรองเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศ ให้ใช้คำนำหน้าได้ตามเพศสภาพของแต่ละบุคคล ในตัวระบบกฎหมายมันมีแค่เพศชายกับเพศหญิง ทรานส์เจนเดอร์ นอนไบนารี หรืออินเตอร์เซ็กซ์นะคะ เราถูกบังคับให้ใช้อัตลักษณ์เป็นเพศที่เราไม่ได้ต้องการ มันถูกผูกติดกับการเกิดมามีจู๋ต้องเป็นผู้ชายอะไรอย่างนี้”

“เราใช้คำว่านายและประสบปัญหามาทั้งชีวิต ยกตัวอย่าง การเดินทางไปบางประเทศที่อยากจะไป เช่น อาหรับ ถ้าเรามีคำนำหน้าเป็นนาย ก็ไปไม่ได้ มันเกิดหลายครั้งมากกับตม. ทำไมเพศสภาพแบบนี้ บางครั้งก็โดนไล่ตะเพิดหรือโดนล่วงละเมิด มาถามเราและมาขอดูว่าผ่าหรือยัง แล้วคำหนึ่งที่เจ็บมากคือบางทีเขาก็บอก ‘Your country is an LGBT+ paradise.’ แต่ทางกฎหมายเราแทบจะไม่มีตัวตนเลยด้วยซ้ำ”

“อยากให้ระบุอัตลักษณ์ที่ไม่ใช่เรื่องของจู๋จิ๋ม อยากให้กำหนดจากภายใน ไม่ใช่เครื่องเพศ การที่มีหลายมิตินี้เราเรียกว่าความหลากหลาย เราไม่อยากให้เอาอวัยวะเพศมาเป็นตัวกำหนดการรับรองสภาพบุคคล”

“อย่างการรักษาพยาบาล การใช้สิทธิสามสิบบาท หรือว่าสิทธิจากรัฐ ถ้าเกิดไปโรงพยาบาลก็จะโดนแยกไปวอร์ดชายตามคำนำหน้าชื่อ ทั้งๆ ที่อัตลักษณ์เป็นผู้หญิง เหมือนเราถูกผลักไปอยู่ในกรอบเพศที่เราไม่ได้ต้องการ ซึ่งที่มาวันนี้เรารู้สึกว่าเรามาเรียกร้องสมรสเท่าเทียมและการรับรองคำนำหน้าชื่อไปพร้อมกันได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเรียกร้องอะไรก่อน อะไรหลัง”

“เราออกมาบอกว่าเรามีปัญหาจริงๆ หลากหลายคนก็มีหลากหลายประเด็น อาจจะมีคนค้านว่าอย่าให้ใช้เพราะกะเทยจะไปหลอกผู้ชายว่าเป็นผู้หญิง อันนี้ก็เป็นประเด็นของ Transphobia ที่ไปตัดสินคนอื่น ส่วนบางคนก็อยากให้ยกเลิกไปเลยเนอะ อันนี้ก็เห็นด้วยเพราะคำนำหน้ามันไม่มีประโยชน์ตั้งแต่ทีแรกแล้ว แค่ประเด็นที่เราออกมาวันนี้ จุดสำคัญของมันคือรับรองการเรียกร้องให้ยอมรับอัตลักษณ์และเพศสภาพ คือการเป็นสภาพบุคคลของคนข้ามเพศยังไม่ได้รับการรับรอง รัฐต้องเข้าใจการตัดสินใจของตัวบุคคลด้วย”

“คำนำหน้าชื่อต้องมาจากจิตใจไม่ใช่อวัยวะเพศ ในบางประเทศก็จะมีการใช้ Gender X ก็คือจะไม่ระบุเพศเลย มันจะไม่ปัญหาเลยในกระบวนการตม. และการจะกำหนดเพศก็ไม่ต้องให้ใครมารับรอง ถ้ามีวุฒิภาวะ ตัดสินใจได้ รู้ใจตัวเองก็กำหนดเพศได้เลย”

“ทำไมถึงออกมาประท้วงวันนี้ ทั้งที่ไม่ใช่คนไทยและไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเมืองของประเทศนี้ คือผมไม่ใช่คนไทย แต่ผมเป็นมนุษย์ สำหรับผมมันไม่เกี่ยวกับว่าเป็นคนไทยหรือไม่ เป็นการเมืองไทยหรือไม่ มันเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ถ้าเพื่อนบ้านคุณตีลูก คุณก็คงไม่บอกว่า นั่นไม่ใช่ครอบครัวฉัน ฉันจะปล่อยให้เขาตีลูกต่อไป มันก็เหมือนกับเรื่องของประเทศหรือสัญชาติ ถึงแม้ว่าผมไม่ใช่คนไทย ถ้ามันมีปัญหาเกี่ยวกับประเทศไทย หรือคนไทยต้องเจอปัญหา ผมคิดว่านั่นมันก็เป็นปัญหาของผมเหมือนกัน ถ้าผมสามารถที่จะออกมาแสดงการสนับสนุนได้ มันก็เป็นหน้าที่ที่ผมจะต้องทำ”

“ผมสนับสนุนประชาธิปไตย ผมเป็นแบบนี้มานานแล้ว แต่ตอนที่มีรัฐประหารเกิดขึ้นในปี 2014 ผมไม่ค่อยแน่ใจ ผมเลยไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยว แต่ตั้งแต่นั้นมาผมเห็นว่ารัฐบาลนี้ไม่ยุติธรรม และออกนอกกรอบของกฎหมายขนาดไหน ว่าเขาโกงขนาดไหน เขาผ่านรัฐธรรมนูญโดยที่ไม่ได้ยึดหลักความถูกต้องใดๆ เลย ผมเริ่มอยากลงถนนจริงๆ ตอนที่เขายุบพรรคอนาคตใหม่ตอนเดือนกุมภาพันธ์ แต่เพราะตอนนั้นมีโควิด การประท้วงเลยมีไม่นาน แต่ทันทีที่มีการประท้วงขึ้นอีกครั้ง ผมก็ออกมา ตอนนั้นน่าจะเดือนกรกฎาคม ที่ตำรวจจับตัวอานนท์กับไมค์ และผมก็ออกมาร่วมตอนมีชุมนุมหน้าเอ็มบีเค”

“ถนนในเมืองไทยแย่มาก ก่อนที่ผมจะมาอยู่ที่นี่ผมอยู่ที่บาร์เซโลนา สเปน สถาปัตยกรรมสิ่งแวดล้อมมันดีเยี่ยมมาก ถนนเรียบและคุณจะสเก็ตที่ไหนก็ได้ แต่ที่ไทย มันมีต้นไม้อยู่กลางฟุตบาท มีหลุม มีรอยแยกอยู่บนถนนทุกที่ ตอนแรกผมก็อยากเดิน อยากวิ่ง แต่ผมก็รู้ได้ว่าต้องไปที่สวน เพราะข้อเท้าจะต้องพลิกแน่ๆ ถ้าเดินบนถนน”

“เพราะว่าที่กรุงเทพ และสถาปัตยกรรมสิ่งแวดล้อมที่นี่ ผมยังไม่เคยได้สเก็ตเท่าไหร่เลย การหาที่ที่จะสเก็ตเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามันมีแค่บางพื้นที่ที่คุณจะสเก็ตได้ ถนนมันไม่ดีเลย ถ้าเทียบกับถนนที่เจอได้ที่ประเทศอื่นๆ ในประเทศอื่นๆ ถ้าผู้บริหารเมืองนั้นเห็นว่ามีคนสเก็ตในบริเวณไหน เขาก็จะเอาเกราะมันตั้งกัน หรือถ้าคนต้องการที่ไว้สเก็ต เขาก็จะเลือกสักที่แล้วก็เอาเกราะไปวางตั้งตรงนั้นเพื่อสนับสนุนคนเล่น แต่ที่ไทยยังไม่เคยเห็นเกิดขึ้นเลย มีแค่ไม่กี่ที่ที่เป็นแบบนั้น สวนที่ไว้สเก็ตได้ก็ไกลมาก เดินทางไปยาก เพราะฉะนั้นสำหรับนักสเก็ตที่ไม่ได้อยู่แถวนั้น คือไม่มีที่สำหรับสเก็ตเลย”

“ประเทศบ้านเกิดผม เราไม่มีรัฐประหารเลย จนถึงตอนนี้ รัฐประหารเกิดขึ้นได้ก็เพราะหลังจากที่มีการลงชื่ออนุญาตรัฐประหาร ทุกคนก็ยอมรับ แต่ถ้ามีรัฐประหารอีกหลังจากการชุมนุมเหล่านี้ ทุกคนต้องลงถนน ออกไปชุมนุม และบอกว่าเราจะไม่ยอมรับรัฐประหาร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะเปลี่ยนแปลงไม่ใช่กฎหมาย ตามความหมายแล้วรัฐประหารไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นสิ่งที่กฎหมายอนุญาตเลย สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงคือวิธีคิดของคน คนต้องออกมาบอกว่าเราไม่เอารัฐประหาร ถ้ามีก็ออกมาประท้วงเพื่อบอกว่าเราไม่เอา”

“รัฐประหารไม่ควรจะเกิดขึ้นได้ มันไม่มีเหตุผลอะไรทั้งนั้นสำหรับการรัฐประหาร ยกเว้นถ้าเกิดมีกลุ่มติดอาวุธจะมายึดอำนาจเท่านั้นแหละ นั่นคือเหตุผลเดียว ทุกครั้งที่ระบบมันไม่ทำงานอีกต่อไปแล้ว มันก็ต้องถูกแก้ไขผ่านการเลือกตั้ง”

“มาเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสังคมและประเทศชาติ ทนไม่ไหวก็เลยออกมาช่วยลูกหลาน การเมืองกับศาสนามันแยกกันไม่ออกอยู่แล้ว จะพูดอะไรก็ลำบากหน่อยเพราะมันติดอยู่ในศีลของพระ แต่ความอัดอั้นตันใจก็ไม่ต่างกับนักศึกษาเท่าไหร่”

“พระควรมีเสรีภาพในการพูดมากกว่านี้ สิทธิของพระไม่เท่าเทียมกับโยม ให้พระทำบัตรประชาชน แต่เลือกตั้งไม่ได้ แต่พอถึงเวลาเกณฑ์ทหาร ทำไมถึงให้พระไปเกณฑ์ทหารด้วย แล้วก็ต้องไม่จำกัดว่าพระห้ามยุ่งกับการเมือง จริงๆ แล้วการเมืองมายุ่งกับพระเอง ในบางส่วน แม้แต่การเลือกตั้ง ส.ส.ผู้ใหญ่ก็เข้าหาพระเพื่อให้เป็นหัวคะแนนให้”

“เรื่องสิทธิในการรักษาพยาบาล อย่าบอกว่าพระมีโรงพยาบาลสงฆ์แล้ว เพราะมันไม่ได้ตอบโจทย์พระทุกองค์ รพ.สงฆ์จะมีหมอแค่ไม่กี่คน ห้องนึงมีพยาบาลอยู่สามคน หมอที่มารักษาก็หมอที่เขาออกมาช่วยเป็นพิเศษ มาจากรพ. ออกเวรแล้วก็ถึงมาช่วย สังเกตได้ว่ามีพระผู้ใหญ่ดังๆ สมณศักดิ์องค์ไหนบ้างไปมรณภาพที่สงฆ์ ไม่มี พระที่แก่ๆ พระที่ไม่มีเงินมีทองเหมือนกับโยมรากหญ้าโดนทั่วไป”

“สิ่งที่ผลักดันให้ออกมาร่วชุมนุมก็คือความอยุติธรรมที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีมาตรฐานเลย แม้แต่ระบบยุติธรรมของไทย ก็ไม่เคยมีมาตรฐาน แล้วก็เอาผิดอยู่ฝั่งเดียว ตั้งแต่สมัยเสื้อแดง เสื้อแดงทำอะไรก็ผิด แต่อีกฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิดเลย ก็อย่างที่เห็น เกลียดความอยุติธรรม เกลียดการดูถูกเหยียดหยาม ก็เลยออกมา บ่อยครั้งมากที่ออกมา แล้วก็มาวันนี้เพื่ออยากจะมาลองของว่าจะโดนจับสึกมั้ย”

“มีพระที่โดนตักเตือนเพราะเข้าร่วมทางการเมือง อย่างหลวงพ่อก็โดนตักเตือน แต่ว่าเรามาก็ไม่ได้ร้ายแรง เราไม่ได้มาเดินเฮ้วๆ ถือป้าย ทำตัวไม่เหมาะกับพระ ก็มาเดินถือป้ายเหมือนกับที่ลูกเห็น มายืนฟัง”

“สำหรับคนที่บอกว่าพระก็อยู่ส่วนพระ ทำไมตอนกปปส.ไม่พูดถึงพุทธอิสระบ้าง ยิ่งกว่าพระที่มาร่วมม็อบในครั้งนี้อีก นั้นถึงขั้นเป็นแกนนำ ปิดสถานที่ราชการ ทำไมไม่พูดแบบนั้นบ้าง แต่ทำไมทีอย่างนี้พระต้องการแสดงออก เพราะเขาไม่มีพื้นที่แสดงออก ทำไมต้องมาบอกว่าพระต้องอยู่ส่วนพระ อย่ามายุ่งการเมือง ทำไมไม่บอกว่าการเมืองอย่ามายุ่งกับพระบ้างล่ะ”

“พระตัวเล็กๆ ก็จะกล้าพูดเรื่องการเมือง พระที่มียศก็ไม่กล้าพูด เพราะถ้าพูดไป ตำแหน่งก็ไม่เลื่อน ยศฐาบรรดาศักดิ์จะได้เลื่อนก็ไม่ได้เลื่อน เขาเลยไม่ออกความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น แต่พระสามแสนกว่ารูป หลวงพ่อเชื่อว่า 90% อยู่ฝั่งนี้ตั้งแต่สมัยเสื้อแดง พระเป็นเสื้อแดงเยอะแต่ไม่กล้าแสดงออก คิดแล้วว่าผลกระทบมันมี แต่ว่ามีก็มี ไม่ได้กะบวชจนตาย สึกก็สึก แต่ถ้ามาจับสึกอย่างงี้ก็ไม่ยอม เพราะหลวงพ่อไม่ได้ผิดอะไรที่มาแสดงออกอย่างงี้

“หลวงพ่อและพระรูปอื่นมาเดินให้รู้ว่าพระส่วนหนึ่งก็ไม่พอใจกับการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลนี้ รัฐบาลนี้น้อยมากที่จะส่งเสริมพระ ส่งเสริมศาสนาของเรา มันคือ ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ ใช่ไหม แต่ทำไมปกป้องอยู่สถาบันเดียวล่ะ สถาบันพระไม่มีความเป็นธรรมสักที่ แม้กระทั่งในสังคมพระด้วยกันเอง”

“เรียกร้องกฎหมาย ควบคุมเครื่องดื่มแอลกฮอล์มาตรา 32 มันเป็นเรื่องไม่ปกติที่เราดื่มอะไรแล้วเราไม่สามารถโพสต์ลงโซเชียลมีเดียของตัวเองได้ ที่จะเป็นข่าวเมื่อ 2-3 เดือนก่อนคือมีคนโพสต์รูปเบียร์แล้วโดนจับ โดนเรียกปรับสูงสุดห้าหมื่นบาทสำหรับประชาชนธรรมดา ซึ่งมันเป็นเรื่องไม่ปกติมาก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จ่ายภาษี ถูกกฎหมาย หมายความว่าเราสามารถดื่มกินหรือวิจารณ์ พูดถึงได้โดยสุจริต แต่กฎหมายข้อนี้ทำให้มันเป็นเรื่องไม่ปกติ เราแค่มาเรียกร้องหาความปกติให้สังคมเท่านั้นเอง”

“คราฟท์เบียร์ในไทยกำลังเติบโตรวดเร็วมากในระยะ 2-3 ปีหลังมานี้ คราฟท์เบียร์ไทยที่ดีๆ มีเยอะมากแต่เราไม่สามารถพัฒนาได้ ไม่สามารถให้เป็นที่รู้จักได้ เพราะมาตรานี้ที่ไม่ให้เราพูดถึงรสชาติ ความแตกต่าง หรือความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ของเบียร์ที่คนไทยผลิตเอง พอเราพูดถึงมันไม่ได้ การแข่งขันในตลาดก็ไม่มี การเป็นที่รู้จักก็ไม่มีอีก ถึงแม้จะได้รางวัลจากต่างประเทศ เขาเองก็พูดไม่ได้ว่าเขาได้รางวัลมา เพราะมันผิดกฎหมาย”

“อีกอย่างการควบคุมปริมาณการผลิตของคราฟท์เบียร์ รู้สึกว่าน่าจะเริ่มต้น 10 ล้านบาทถึงจะบรรจุขวดได้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะสามารถทำได้ แต่การต้มเบียร์คือสิ่งที่ทุกคนทำได้”

“ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หนึ่งเลย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด อย่ามองว่ามันเป็นปีศาจ เป็นสัตว์ร้าย หรือเป็นบาป เลิกใช้คำว่าภาษีบาป ธุรกิจสีเทา หรืออะไรอย่างนี้กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สักที เพราะจริงๆ แล้วเราก็ทำอาชีพสุจริต สองคือการเปิดกว้างให้กับการพัฒนา เราควรปล่อยให้ประชาชนลองถูกลองผิด ต้มเบียร์ดื่มที่บ้านได้เองเป็นเรื่องปกติ อนุญาตให้ผู้ผลิตท่ีมีกำลังการผลิตขนาดเล็กสามารถผลิตและจัดจำหน่ายได้อย่างมีการควบคุมที่ถูกต้อง ซึ่งมีโมเดลอยู่เยอะมากที่ต่างประเทศซึ่งเขาทำให้ถูกต้องได้แล้วไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะว่ากรมสาธารณะสุขของเขา ทำงานตรงนี้อย่างแข็งขันมาก เราแค่ต้องการให้ภาษีที่เราจ่ายไปทำงานให้เราอย่างเต็มที่ แค่นั้นเอง”

“จากเยาวชนปัตตานีครับ รวมตัวกันโดยทุกคนก็อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทั้งศึกษาอยู่และทำงานแล้วก็มี ที่อยากยกเลิกคือการใช้กฎหมายพิเศษทั้ง 3 ฉบับที่มีอยู่ที่สามชายแดนภาคใต้ ว่าจริงๆ แล้วมันกระทบคุณภาพชีวิตและสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมาก เพราะช่วงเวลาสิบกว่าปีมันมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเยอะ คนที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่ประชาชนแต่เป็นหน่วยรัฐก็มี มันจะดีกว่าถ้าไม่มีการสูญเสียต่อทุกฝ่าย ซึ่งผมมองว่าการใช้อำนาจไปละเมิด มันทำให้คนพื้นที่เกิดความไม่พอใจในกลไกดังกล่าวที่ทำกับเขา ซึ่งปัญหาส่วนนี้มันก็เป็นอำนาจส่วนกลางที่เอามาใช้ในพื้นที่ ซึ่งผมมองว่ามันไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่มีคุณภาพ เพราะว่ามันมาจากส่วนกลางไม่เข้าใจปัญหาเท่ากับคนพื้นที่”

“รัฐธรรมนูญเรื่องของการกระจายอำนาจ ผมไม่ได้มองแค่พื้นที่สามจังหวัด การคืนอำนาจให้ภูมิภาคมันเป็นการ ทำให้คนในพื้นที่เองสามารถจัดการหลายๆ เรื่องได้อย่างมีศักยภาพและเข้าใจปัญหาเรื่องนั้นดีกว่า”

“ที่อยากให้แก้มากในตอนนี้ โดยเฉพาะเรื่องการเก็บ DNA ในประเทศไทยไม่มีพื้นที่อื่นที่ตรวจดีเอ็นเอ นอกจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รูปแบบการเก็บก็คือถ้ามีคนหนึ่งไปผ่อนผันทหารก็จะมีการเก็บดีเอ็นเอ เป็นเรื่องแปลกคือเขาไม่ได้ชี้แจง ไม่ได้ประกาศให้ข้อมูล หรือให้ความรู้ใดๆ มันไร้ประโยชน์ต่อเยาวชน”

“ผมเองก็พอรู้มาบ้างว่ามันเป็นยังไง การเก็บมันชอบธรรมด้วยกฎหมายไหม แต่วันนั้นกระบวนการของเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้แสดงว่าเขาจะตรวจเก็บดีเอ็นเอ อยู่ๆ คนที่เข้าไปเกณฑ์ทหารก็อยู่ในภาวะจำยอมให้ตรวจดีเอ็นเอ จริงๆ มันไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว การจะเก็บได้มันเป็นประโยชน์ผู้ที่จำคุกไม่ต่ำกว่า 3 ปี แล้วก็เก็บได้สำหรับบุคคลที่โดนคดีความไปแล้ว ก่อนที่จะเก็บต้องถามก่อน ไม่ใช่ว่าจะเก็บได้เลย แล้วในพื้นที่สามจังหวัด กฎหมายพิเศษสามฉบับนี้ก็ไม่ได้ให้อำนาจประชาชนขนาดนั้น”

“สามจังหวัดชายแดนเขามองว่าเราสู้เพื่อศาสนา รัฐพยายามที่จะสร้างภาพลักษณ์ว่ามันไม่ใช่การเมือง คือใส่อะไรก็ได้ที่จะบอกว่ามันไม่ใช่ปัญหาการเมืองนะ แล้วโยงเรื่องนู่นนี่นั่น ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญคือประตูแรกที่จะให้อำนาจและสิทธิเสรีภาพของทุกคน ทุกวันนี้แค่คนในพื้นที่มีความคิดเห็นต่าง คุณก็มองแล้วว่าพวกเราเป็นคนที่อยากแบ่งแยกดินแดน เป็นผู้ก่อการร้าย หรือว่ารัฐคิดว่าเรานั้นเป็นประชาชนชั้นที่สอง ซึ่งปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองครับ กับภาพลักษณ์ความรุนแรงที่น่าหวาดหลัว แล้วคนมักกลัวคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ หารู้ไม่ว่าคนที่คุณกลัวอยู่นั่นคือคนที่ถูกคุกคามโดยรัฐ”

“เราทำเกี่ยวกับการผลักดันกัญชานี้มาสักพักหนึ่ง แล้วก็เคยอยู่ในทีมของกัญชาเพื่อประชาชน ตอนนี้ทำธุรกิจเกี่ยวกับกัญชาในการให้ข้อมูลที่ปรึกษาต่าง พอดีทำเกี่ยวกับเรื่องการให้ความรู้กับคนเรื่องกัญชา ภาคธุรกิจ เวลามีการผลักดันเรื่องกฎหมาย มันก็เลยมีพวกน้องๆ ที่เขาตามเรามาแบบ ‘เฮ้ย พี่กัญชานี่มันไม่มีใครทำไรซักที’ อยากเห็นอะไรบ้าง เราทำอะไรกันไหม เราก็ตอบ ‘เฮ้ย แกฉันเห็นธงรุ้งใหญ่ๆ เราน่ามีบ้างนะที่เป็นธงกัญชา’ มันก็เลยเกิดขึ้นมาที่การชุมนุมอาทิตย์ที่แล้ว พอวันนั้นก็มีน้องคนหนึ่งโทรมาถามว่าเอาเต้นท์ไหม อยากให้เราขึ้นเวที นี่ก็คือที่มาที่ไปสำหรับวันนี้”

“เรื่องการทำให้กัญชาถูกกฏหมายมันมีมาก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง แล้วอนุทินเข้ามาพอดีเลยใช้นโยบายนี้หาเสียง พอเขาชนะการเลือกตั้งมาได้ก็เลยเหมือนเขาได้เครดิตตรงนั้นไป ทั้งๆ ที่มันก็ถูกกฏหมายก่อนเลือกตั้งแล้ว ซึ่งการใช้กัญชาทางการแพทย์ถูกกฎหมายก็จริง แต่การใช้กัญชาอย่างอื่นถือว่าผิด คนที่ใช้สามารถถูกจำคุกได้หนึ่งปีแล้วก็โดนปรับสองหมื่นบาท”

“การที่จะตรวจว่าคนนั้นใช้หรือไม่ใช้ก็คือการตรวจฉี่ ซึ่งมันเกิดขึ้นง่ายๆ หลายๆ ที่ทั้งด่านถูกฏหมาย หรือด่านลอยผิดกฎหมายก็ตาม แต่ที่อยากให้เลิกหากินกับปัสสาวะประชาชนก็เพราะว่าอคติที่เจ้าหน้าที่มีต่อคนที่ใช้กัญชาหรือว่าคนที่มีหน้าตา มันจะมีแยกระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง ผู้ชายส่วนใหญ่ก็จะโดนเรื่องขี้ยา ไม่ทำมาหากิน เป็นฝั่งมืด เป็นผี เป็นปีศาจ ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะไปทางเรื่องเพศ มึงอยากโดนเอา อยากโดนข่มขืนหรือ จะไปมั่วสุมหรือไปมีอะไรกับผู้ชายใช่ไหม จะโดนหาว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี ถ้าเกิดเป็นเมียก็เป็นเมียที่ไม่ดี ถ้าเกิดเป็นแม่ก็เป็นแม่ที่ไม่ดี”

“มันก็จะเป็นมุมอคติที่ไม่ใช่ความจริง หลายๆ คนมาถามว่า เห้ย พี่หมายถึงอะไร หากินกับฉี่ประชาชน คนบางคนโดนเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า หายืมเงินคนอื่น บางคนยืมเงินไม่ได้ก็ต้องจำคุกไป คือมันไม่แฟร์ แล้วก็มันเรื่องข้อมูลทางการแพทย์ การสื่อสารของ อย. สสส. กัญชาเป็นนานแล้วแต่ไม่บอกถึงเรื่องดีเทล ตั้งแต่การนิรโทษกรรม การให้ใบอนุญาติ เหมือนมันงุนงงข้อกฎหมายตั้งแต่การเข้าถึงใบอนุญาติสามารถไปที่ไหน เป็นยาประเภทอะไรยังไง ไม่มีการสื่อสารให้คนเข้าใจ บางคนคิดว่ามันถูกกฎหมายหมดแล้วแต่เข้าถึงไม่ได้ ก็ต้องไปหาใช้ที่ผิดกฎหมายแล้วถูกจับข้อหาครอบครอง มันเป็นปัญหาเลยมาให้ข้อมูล”

“เรื่องสันทนาการดีต่อเศรษฐกิจ เรื่องของกัญชาคล้ายเรื่อง Sex Work และ การพนัน มันมีอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว แต่เอามันไปแอบไว้ คือทำเป็นเหมือนอาชญากรรม ต้องถูกควบคุม เราควรเอาสิ่งที่แกล้งแอบขึ้นมาทำให้ถูกกฎหมาย มันคือเม็ดเงินมหาศาล เอาขึ้นมาได้แล้ว”

“สิ่งที่เรียกร้องตอนนี้คือ อยากให้ยกเลิกโทษทางอาญากับการครอบครองปริมาณน้อย จำกัดก็ยังได้ ขอเป็น Baby Step อะ เพราะเรารู้ว่ามันเป็นยาเสพติดหลายๆ คนคิดว่ามันน่ากลัว แล้วเราก็ต้องสร้างความเข้าใจนิดหน่อย”

“รัฐธรรมนูญเรื่องเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่ไม่ว่าใครก็จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเหตุด้วยเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม เพศ เราว่าพวกนี้ต้องเขียนให้ชัด เพราะมันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรา คนที่มีความแตกต่างหลากหลายยังถูกเลือกปฏิบัติอยู่ในสังคม ไม่ว่าคุณจะจน มีเพศสภาพไหน ศาสนาไหน มันยังมีคนที่ถูกเลือกปฏิบัติอยู่”

“การมีรัฐธรรมนูญที่สามารถใช้มายืนยันหลักการได้เป็นสิ่งที่ต้องมี คนอาจจะบอกว่าในรัฐธรรมนูญมีเขียนไว้ตลอด แต่เรามีความรู้สึกว่าการเอาไปใช้โดยการอ้างหลักมันมีช่องว่าง เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรา จะทำยังไงให้มันมีความชัดเจนในการระบุถึงความเสมอภาคและความเท่าเทียมของประชาชน ในฐานะที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ และสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของเขา ควรทำให้เขาเข้าใจว่าการที่เขาออกมาเป็นตัวเอง ออกมานับถือศาสนาของตัวเอง ออกมาเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง เป็นสิทธิเสรีภาพที่เขามี ไม่ใช่ความผิด”

“คนใช้รัฐธรรมนูญคือคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม แต่ระบบศาลก็ไม่ใช้ตรงนั้นให้เป็นประโยชน์ เรามองว่ากระบวนการยุติธรรมมันยังมีช่องว่างอยู่ การเลือกใช้ประโยชน์ การตีความทางรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์กับประชาชนตรงนี้เป็นช่องว่าง เราว่าประชาชนและคนรุ่นใหม่รู้ ว่าต้องการที่จะแก้ไขอะไร แต่คนใช้กฎหมาย คนที่จะบอกได้ว่าตรงไหนขัดไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ดันไม่เอาไปใช้”

“การที่คนหลากหลายทางเพศได้เข้าไปในสภามันมีส่วนในการแก้รัฐธรรมนูญให้ดีขึ้น เพราะว่าคนเหล่านี้เข้าใจเนื้อเรื่อง ถ้าคนเหล่านี้ได้เข้าไปนั่งจริงๆ จะรู้สึกว่ายังพอเป็นปากเป็นเสียงได้ เวลาเราพูดถึงกฎหมายที่เกี่ยวกับเพศสภาพ มันก็มักจะมีกลุ่มตัวแทนเข้าไปนั่งเป็นสมาชิกในสภา ซึ่งเมื่อก่อนเราก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้ จนเราเห็นในหลายๆ ที่ การเข้าไปเป็นตัวแทนประชาชนมันจำเป็น ในสภาคนเยอะมากที่ไม่รู้อะไรเลย เวลาต้องเสนอกฎหมายเข้าสภา ถ้าไม่มีคนที่เข้าใจเรื่องนี้ไปคอยให้ข้อมูล โอกาสก็ยากที่จะล็อบบี้คนเหล่านั้นให้สนับสนุนกฎหมาย การมีผู้แทนที่เป็นกลุ่มตัวแทนต่างๆ คนกลุ่มต่างๆ ชาติพันธุ์ ศาสนา คนทุกข์ยาก กลุ่มต่างๆ ควรจะมีเข้าไปเยอะๆ”

“สัดส่วนผู้หญิงทำอย่างไรที่จะให้เพิ่มมากขึ้น ณ ปัจจุบัน เรามองเห็นปัญหาเพิ่มมากขึ้น คนรุ่นใหม่พูดเรื่องปัญหาที่ไม่เคยถูกพูดถึงมาก่อน เช่น เรื่องเซ็กซ์เวิร์ก การทำแท้ง การล่วงละเมิดทางเพศ สังคมชายเป็นใหญ่ การพูดกันแบบนี้มันจะเป็นจุดเริ่มต้นว่า เมื่อเขาอยากจะเลือกผู้แทนของเขาจริงๆ เขาจะสามารถเลือกคนที่ตอบโจทย์ปัญหาที่เขาเสนอได้”

“ขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงพูดเรื่องการกำหนดโควต้าผู้หญิงในสภามาโดยตลอด ครั้งล่าสุด 3 ปีที่แล้วเสนอเป็น 50-50 เพื่อผลักดันข้อเสนอว่าเมื่อไหร่จะมีความเท่าเทียมทางเพศจริงๆ แต่ว่าโดยหลักการทั่วไปของประชาธิปไตยที่สร้างการมีส่วนร่วมมากที่สุด ก็คงไม่อยากให้กำหนดว่ามีที่นั่งเท่านี้ เท่านี้ แต่คงอยากให้เห็นว่าการมีสัดส่วนและมีการเข้าถึงจำนวนที่เหมาะสม ถ้าสร้างการมีส่วนร่วมให้มากขึ้น เรื่องสัดส่วนจะตามมาเอง แต่ถ้ากำหนดไว้แบบนั้นมันก็อาจจะไม่ได้นำมาสู่เรื่องความเสมอภาค”

“ผู้ที่เข้าไปข้อหาการเมืองเนี่ย พอเข้าไปในเรือนจำ ผลกระทบมันมีมากเพราะว่าผู้คุมจะปฏิบัติกับเราเหมือนไม่ใช่คน ไม่มีสิทธิมนุษยชน ในเรือนจำ ความรู้สึกแรกเวลาที่เราต่อสู้เพื่อเรียกร้องทางการเมืองแล้วโดนคดี จะรู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นเราตอนโดนคดีไปแล้ว การปฏิบัติ การกล่าวหา การประกันตัวต่างๆ จะไม่ได้รับความเป็นธรรม”

“ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปแล้ว ผู้ที่เข้าไปแล้วจะโดนแกล้งต่างๆ นานา บางครั้งสามปีห้าปี ศาลยังไม่ตัดสินใจว่าเขาผิดหรือไม่ผิด แต่ต้องเข้าไปอยู่กับนักโทษคดีร้ายแรง มันบั่นทอนจิตใจเขามาก”

“อย่างคดีเมือปี 53 ฝ่าย เสื้อแดงเข้าไป ผู้คุมกระซิบบอกนักโทษในนั้น ‘นักโทษขาใหญ่ ดูแลให้หน่อยนะ ไอนี่มันเป็นเสื้อแดง’ พอคำว่า ‘ดูแล’ เนี่ย โดนเลย สะบักสะบอม แล้วก็ขู่กันอย่างงี้ ว่าลื่นล้มห้องน้ำนะ คือไม่ได้รับความเป็นธรรมแต่ต้น แต่ละคนกว่าจะออกมาได้สู้กันอย่างยากเย็น”

“ผู้ต้องหาคดีการเมืองต้องสู้คดีข้างในเรือนใจ บางคนก็ได้ประกันตัว บางคนก็ไม่ได้รับการประกันตัว มันลำบากมากในการติดต่อญาติ บางคนเขายังไม่ใช่นักโทษ เขายังเป็นผู้ถูกกล่าวหาแต่ปฏิบัติกับเขาราวกับนักโทษอุกฉกรรจ์ ควรให้เขาไปอยู่เรือนจำสถานแรกรับก็ได้ ไม่ต้องไปอยู่ร่วมกับนักโทษอุกฉกรรจ์ มันโหดร้าย เลวร้าย”

“อยากให้มีการเปลี่ยนกฎราชทัณฑ์ คือคดีการเมืองกับอุจกรรจ์ให้แยกออกกจากกัน นักโทษอุกฉกรรจ์เขาไม่รู้หรอกว่าเราโดนคดีไรมา พอเข้าไปก็โดนกลั่นแกล้ง ซึ่งมันไม่เป็นธรรมกับเขาอยู่แล้ว”

“เราก็ให้การดูแล เป็นพี่เลี้ยงให้กับนักโทษคดีการเมืองเข้ามา แนะนำ บางอย่างเขาไม่รับความเป็นธรรม เราก็เห็นเยอะ อย่างปี 53 คดีคนเข้าไปเผาศาลากลางพวกนี้ นักโทษการเมืองสืบพยานไม่ต้องมาก แต่การสืบพยานเนี่ยยื้อกันไปสองปี เดี๋ยวก็เลื่อน พยานไม่มา พยานจำเลยเลื่อน เลื่อนแล้วเลื่อนอีก เหมือนดึงเวลาให้เขาอยู่ในคุกนานๆ”

“พอสืบพยานเสร็จ กว่าจะตัดสินได้ อย่างเร็วสุดหนึ่งปี ตัดสินแล้วถ้าไม่มีความผิดก็ปล่อย แล้วหนึ่งปีที่เขาเสียไป เสียอะไรไปบ้า อย่างถ้าเป็นคดีเผาศาลากลางที่มุกดาหารเนี่ย สู้กันยันฎีกา ฎีกายกปล่อยใช้เวลาห้าปี เพราะบางคนแค่เห็นไฟไหม้ก็เลยไปยืนดู แล้วกล้องไปถ่ายได้ก็โดยความผิดเป็นคนเผา แล้วคนเหล่านี้ติดคุกไปก็เสียลูกเมีย เป็นห้าปีที่เขาเรียกร้องคืนอะไรไม่ได้เลย แล้วชีวิตที่เขาสูญเสียไปล่ะ ใครรับผิดชอบ”

“สิทธินักโทษทั่วไปในคุกสมัยนี้ โหดร้ายกว่าเมื่อก่อน เมื่อก่อนนักโทษอยู่สบาย อาหารการกิน บางคนมีเงิน ไม่จำเป็นต้องกินของข้างในเรือนจำ ซื้อกินได้ ผูกปิ่นโตได้ ทางญาติไปเยี่ยมสามารถซื้อข้าว ซื้อกับข้าวฝากเข้าไปให้กินดีๆ ได้ แต่ตั้งแต่นายกประยุทธ์เข้ามา ราชฑัณฑ์ตัดหมดเลย ตัดข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่าง เสื้อผ้าและชุดธรรมดาให้มีแค่สองชุด ชุดนักโทษสามชุด ทั้งหมดให้มีไม่เกินห้าชุด ผ้าห่มผืนบางๆ ให้ไม่เกินสามผืน ใช้ปูนอนหนึ่งผืน หนุนหัวหนึ่งผืน ห่มหนึ่งผืน ซึ่งหน้าหนาวทรมานมาก เมื่อก่อนเรือนจำจะแจกเสื้อกันหนาว หมดหน้าหนาว ร้อนพอก็เอามาแจก ไม่ทันกับความต้องการ”

“สิทธิของนักโทษที่ต้องการคือการรักษาโรค คาดแคลนมาก เจ็บป่วยต้องเข้าถึงหมอ ไม่ใช่เอะอะก็ยาพารา ปวดท้องจะตาย เคยเห็นนักโทษทั่วไปปวดท้องใส่ติ่งจะแตก พอเรียกผู้คุม ผู้คุมแค่มาดูแล้วก็ยื่นยาพาราให้สองเม็ด แล้วต้องไปตามหมอมาดู กว่าหมอจะมาถึง ไส้ติ่งแตกตายแล้ว ผู้ที่เสียชีวิตในเรือนจำมีเยอะ เพราะการรักษาพยาบาลไม่ถึงเขา บางทีผู้คุมเข้าไปดูก็ถามว่าเหลี่ยมหรือเปล่า แกล้งหรือเปล่าเลยไม่ยอมส่งไปโรงพยาบาล อยากให้คนเห็นสิทธิมนุษยชนของนักโทษมากกว่านี้”

“มาจากสมุทรสาครค่ะ แต่ที่จริงเป็นคนอีสานแล้วไปซื้อบ้านที่สมุทรสาคร เราก็สู้มาตลอดตั้งแต่สมัยเสื้อแดง เราอยากให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เราก็มาต่อสู้ให้ประเทศไทยมีความเท่าเทียมกัน ไม่ให้เป็นแบบนี้ อยากให้เศรษฐกิจมันดี เราสู้มาตลอด แต่ผลที่เราได้คือความสูญเสีย เราต้องสลายทุกสิ่งทุกอย่าง

“คนร่ำคนรวย ยิ่งรวย ยิ่งกอบโกย อย่าพูดนะไม่โกย ตั้งแต่แม่เกิดมาจนอายุหกสิบแล้ว รัฐบาลนี้เศรษฐกิจมันแย่สุด อย่ามาโทษชุมนุมนะ มันไม่ใช่ มันไม่ดีมาตั้งนานแล้ว ไม่ดีเพราะใคร ในเมื่อมันไม่ดี คุณก็ถอย ทำไมไม่ให้คนที่เขาเก่งกว่าเข้ามา คนเก่งมีเยอะแยะ”

“มาสู้ตลอด มาสู้จนกว่ามันจะชนะ มาสู้นะลูก รัฐบาลชุดนี้เห็นเราไม่เหมือนคน เห็นเราแบ่งชนชั้น เห็นเราเหมือนผักเหมือนปลา ดูสิเลือกข้างไหม อย่างเช่น เสื้อเหลือง ทุกสิ่งทุกอย่างคุณมอบให้ แต่พวกเรานี่คุณเตรียมไล่ฆ่า คุณกลัวอะไรนักหนา กลัวประชาชนมือเปล่า แค่เขาออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม มาเรียกร้องประชาธิปไตย ทำไมคุณให้เขาไม่ได้”

“เรื่องความเป็นความตาย อยากให้รื้อหาความเป็นธรรม ผิดก็ต้องผิดทั้งสองฝ่าย เอาตามกฎหมายทั้งสองฝ่าย ผิดก็ว่าเป็นผิด เอามาลงโทษ ไม่ใช่ฝ่ายนี้ติดคุกติดแล้วติดคุกอีก อย่าให้ญาติพี่เราพี่น้องเราตายฟรี รัฐธรรมนูญคุณทำขึ้นมาไม่ใช่เพื่อดูแลประชาชนเลย คุณสร้างมาเพื่อฝ่ายเดียว ใครทำให้เป็นแบบนี้ล่ะ พวกศักดินาใหญ่ๆ นั่นแหละมาแบ่งชนชั้นเอง คนเหมือนกันทำไมไม่มีค่าเหมือนกัน เราก็คน อย่าดูถูกคนรากหญ้า ถ้าคุณไม่มีคนรากหญ้า คุณจะอยู่ได้ไหม ประเทศนี้เจริญได้เพราะอะไร มันไม่ยุติธรรมนะลูก มันไม่ยุติธรรม”

“คนเสื้อแดงเนี่ย โดนสไนเปอร์ยิงเลย ถามว่าเราไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ทำไมมายิงซะขนาดนี้ ปืนมันเอาไว้ป้องกันประเทศ ไม่ใช่เอามาฆ่าประชาชนด้วยกัน มันไม่ใช่ว่าจะฆ่าใครคุณก็ฆ่า”

“นี่เพื่อนแม่หลบหนีไป เขาไม่เป็นไร แต่พอประเทศไทยมีม็อบ มีเลือกตั้ง ก็คิดว่าจะมีประชาธิปไตยที่แท้จริงเลยกลับมา แต่เข้ามายังไม่ถึงเขตเมืองไทยก็โดนอุ้มไป 2 ปีมาแล้ว คนในหมู่บ้านแม่เลยมาสู้ด้วยกัน ฉายาเขาคือ ‘สหายข้าวเหนียวมะม่วง’ ความยุติธรรมมันไม่มีเลย คนตายก็ตายฟรี แม่มาสู้หมดเป็นแสนๆ แต่เอาเหอะ เวรกรรมมีจริง มันต้องสนองพวกมันสักวันหนึ่งแหละ ก็เลยอยากให้ทำรัฐธรรมนูญใหม่”

“เมื่อต้นปี มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่ามาตรา 301 (กฎหมายทำแท้ง) ขัดต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 28 แล้วคนที่เกี่ยวข้องต่อเรื่องนี้ ต่อภาครัฐ เขาทำร่างกฤษฎีกาเสร็จแล้ว แต่มันมีแนวโน้มว่าร่างนี้มันจะไม่ยกเลิก 301 แต่จะแก้ไขมาตรานี้ว่าอนุญาติทำแท้งในช่วงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ไม่มีความผิด แปลว่าถ้าเกินนี้ถือว่าผิด ซึ่งเราไม่เห็นด้วย เราต้องการยกเลิกไปเลย”

“คุณไม่ควรลงโทษผู้หญิงที่ทำแท้ง เพราะว่าการเข้าถึงการทำแท้งที่ปลอดภัย มันเป็นสิทธิมนุษยชนที่นานาอารยะเขารับรอง การที่เขาเอาอายุครรภ์ 12 สัปดาห์มาเป็นเกณฑ์มันก็น้อยเกินไป เพราะว่าจากสถิติที่ผ่านมามีผู้หญิงที่มาทำแท้งตอนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์มี 70% แล้ว 30% ที่เหลือเขาต้องมีความผิดอยู่หรือ ทุกวันนี้จริงๆ แล้วทำแท้งโดยวิธีใช้ยาสามารถทำได้อย่างปลอดภัยในทุกช่วงอายุครรภ์”

“ทุกปีเรายังมีผู้หญิงที่ตายเพราะเสียชีวิตจากการท้องไม่พร้อม เพราะมันมีกฎหมาย คนทั่วไปก็ยังคิดว่ามันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทั้งที่ในไทยมีโรงพยาบาลรัฐสนับสนุนเรื่องนี้ สปสช. สนับสนุนให้ 3,000 บาท แต่เขาไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปรับทราบ นั่นแปลว่าพอผู้หญิงคนหนึ่งท้องแล้วเขาต้องการยุติการตั้งครรภ์ เขาก็เลยไปหาช่องทางที่มันไม่ปลอดภัย นั่นมันก็เสี่ยงต่ออาการแทรกซ้อน เช่น การตกเลือด”

“ตัวเลขคนที่เสียชีวิตอาจเป็นแค่หลักหน่วยต่อปี แต่นั่นแค่ตัวเลขที่เก็บมาได้ มันมีคนเสียชีวิตที่มันไม่ได้เป็นข่าว เราไม่รู้ว่าเท่าไหร่ แล้วคนที่ได้รับบาดเจ็บที่เกิดจาการทำแท้งไม่ปลอดภัยที่ สปสช. มีข้อมูลก็อยู่ที่ 20,000 กว่าราย นี่ไม่ได้แยกว่าเขาแท้งเองหรือไปทำแท้งมา ต่อให้เขาไปทำแท้งมาเขาจะไม่บอกว่าไปทำแท้งมา คนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้แน่ๆ มีอย่างน้อย 20,000 กว่าคน ยังไม่นับคนที่เขาไปซื้อยาเถื่อน บางคนอาจจะทำแท้งได้ บางคนทำไม่ได้ ซึ่งการที่มีกฎหมายแบบนี้ มันเปิดช่องให้คนที่ขายยาเถื่อนขายได้สบาย ซึ่งแม้ว่าร่างกฎหมายผ่านแล้วทำแท้งได้ 12 สัปดาห์ แต่กว่าจะเข้าถึงบริการ กว่าคนจะรู้ว่ามีบริการมันยาก สู้ไปซื้อยาดีกว่า หลายๆ คนก็ไปซื้อยา หลายๆ คนก็ยอมเสี่ยง”

“อยากบอกคนที่ต่อต้านกฎหมายทำแท้งว่าให้คนที่ประสบปัญหาได้ตัดสินใจเองจะได้ไหม คุณควรจะเปิดโอกาสให้มีทางเลือกสำหรับเขาจะได้ไหม ถ้าคุณไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นไร คุณก็อาจจะบอกว่าไม่สนับสนุน แต่ยังมีคนที่ต้องการที่จะเข้าถึงบริการนี้ มีคนต้องเสียชีวิต การที่คุณไม่เห็นด้วย แล้วคุณออกมาปฏิเสธ คุณก็มีส่วนร่วมพาให้เขาไปเสียชีวิต เราคงไม่อยากให้ใครมาเสียชีวิต ทั้งๆ ที่จังหวัดเขาเองมีบริการ แต่เขาต้องมาเสียชีวิต เรารู้สึกเศร้า ถ้าความเชื่อทางศานาและศีลธรรมก็ให้เขาเป็นคนพิจารณาสิ่งนั้นเอง แต่นี่คือทำให้มันเป็นทางเลือก เราไม่ได้บอกให้ผู้หญิงท้องไม่พร้อมทุกคนมาทำแท้ง มันไม่ใช่ แต่มันควรเป็นทางเลือกสำหรับเขา”

“ลูกพีชเคยไปแข่งเดอะวอยซ์ ตอนนี้อยู่ค่าย Macrowave ลูกพีชไม่ได้เรียนกฎหมาย ไม่ได้เรียนอะไรมา แต่ที่ออกมาทำตรงนี้อยากเห็นศิลปะดนตรีมีความสำคัญในประเทศเรามากกว่านี้ เพราะมีประสบการณ์ส่วนตัวด้วยที่เราโดน เราเห็นภาพรวม เห็นศิลปะดนตรี แล้วรู้สึกว่าทำได้ดีกว่านี้ ปี 2019 จริงๆ มีเทศกาลดนตรีที่อเมริกา มีศิลปินเล่นเยอะมาก แล้วจะเลือกกลุ่มศิลปินไทยที่เขาชอบให้ไปเล่นที่นั่น เขาเลือกลูกพีชเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ซึ่งรัฐบาลก็ให้เงินคนกลุ่มนี้ในปี 2018 แต่รัฐไม่มีงบประมาณให้เราไปแล้ว”

“แล้วเราเป็นชนชั้นกลางที่บ้านยังมีหนี้สิน ยังต้องทำไรอีกเยอะ งานศิลปินยังเป็นอาชีพหลักไม่ได้ในไทย มันทำอย่างเดียวไม่ได้แน่ๆ ทุกวันนี้ก็เป็นครูสอนร้องเพลงเป็นหลัก มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าความฝันมันดับ เพราะจริงๆ เราไปได้ไกลกว่านี้ ถ้าเขาซัพพอร์ตเรา ถ้ารัฐบาลให้คุณค่าศิลปะดนตรี อุตสาหกรรมวัฒธรรมดนตรีมันก็จะกว้างมากขึ้น”

“ลูกพีชก็สนใจเรื่อง Street Artist ตอนแรกมันเริ่มจากอยากรู้ว่ารู้สึกยังไงเวลาเล่นตามถนน เวลาเราเห็น เราให้เงินทุกครั้ง เราชอบแต่เราไม่เคยเล่นเลย อยากมาเล่นเพื่อเข้าใจ เราเลยลองไปเล่นที่สยาม ปรากฏว่ามันยากกว่าการเป็นศิลปินไปเล่นที่มีโปสเตอร์ขึ้น มีคนมาดู มาซื้อบัตร มันคนละเรื่องกันเลยค่ะ ศิลปะตรงนั้นของคุณลุงหุ่น หรือศิลปะหมวดตรงนี้ของน้องที่เล่นพิณ ทุกคนคืออาร์ทติสหมดเลยแล้วรัฐบาลไม่เคยให้คุณค่า หรือทำให้มันเป็นอาชีพหนึ่ง ซึ่งมันสามารถทำให้มันเป็นอาชีพหนึ่งได้ในประเทศเรา”

“ตอนนี้คนไทยหลายๆ คนยังมองภาพว่าคนที่เป็นสตรีทอาร์ทติสที่เล่นตามถนนคือคนจน คือคนที่ไม่มีตังค์ คือเด็กนักเรียนไม่มีทุนการศึกษา หลายๆ คนก็ใช่ แต่อยากให้มันพื้นที่อิสระ ไม่อยากให้รู้สึกว่าเป็นการบริจาค อยากให้มันเป็นรายได้ เพราะมันคืออาชีพของเขาจริง ให้เราพูดว่าพวกเราคือสตรีทอาร์ทติส พวกเราเล่นบนถนนที่มาจากภาษีของพวกเรา แล้วมันควรเป็นถนนของพวกเราด้วย ที่เราสามารถ Explore และ Express ตัวเองออกมาได้ด้วย ไม่ได้ถูกมองว่าน่าอับอาย ต่ำ ก็เลยอยากยกระดับ ให้รู้ว่าก็ฉันเป็นศิลปินแต่ไม่ต้องทำตัวสูง เงินบริจาคที่ได้ให้เยาวชนปลดแอกไป บางส่วนเราจำเป็น เราก็จะบอกครึ่งหนึ่งเป็นของเรา อีกครึ่งเป็นของเยาวนชนปลอดแอก แล้วก็โชว์ตลอดว่าเราโอนให้นะ ลูกพีชรู้สึกว่ามันทำได้ดีกว่านี้”

“ถ้าอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงไม่ถูกผูกขาดจะไปได้ไกลกว่านี้ ดูอย่างเกาหลีก็ได้ที่ใช้วงการบันเทิงมาขับเคลื่อนประเทศเขาให้พัฒนา ไปได้ไกลมาก แต่รัฐบาลเราไม่ให้ความสำคัญต่อศิลปะและดนตรี ลูกพีชไม่ทราบเลยว่างบที่เขาให้กับกระทรวงวัฒนธรรมหรือว่าให้ดนตรีมันได้แค่ไหน เอาไปใช้ยังไงบ้าง ลูกพีชเลยคิดว่ามันไปได้มากกว่านี้”

“มีพื้นที่ มี License กำกับ สามารถทำสิ่งนี้เป็นอาชีพ มีกฎคุ้มครอง ตอนนี้จุดศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพฯ มีการจำกัดสื่อต่างๆ ความเจริญถูกรวมอยู่ที่นี่ ความรู้ศิลปะควรไปทุกที่ อย่างเช่นในแต่ละจังหวัดควรจะเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมในแบบตัวเอง หรือหมุนเวียนกันไป เช่น นคปฐม ขอนแก่น ก็อาจจะเป็นมิวสิคซิตี้ได้ แต่ละเมืองก็มีวิถีที่ต่างกันไป ทำให้ศิลปะความคิดสร้างสรรค์นำมาเป็นอุตสาหกรรม”

“พ่อเป็นคนสุรินทร์ แม่เป็นคนกัมพูชาค่ะ ตอนแรกพ่อหนูมาทำงานที่กรุงเทพฯ ค่ะ แล้วพ่อคิดถึงเลยบอกให้หนูมาอยู่กับพ่อ แล้วหนูกับแม่ก็เลยมาอยู่ที่นี่ค่ะ”

“เริ่มต้นตอนห้าขวบหกขวบอะค่ะ ตอนนั้นพ่อก็เล่นกลองเปิดหมวกไปด้วย ทำงานช่างไปด้วย พอตอนที่หนูอายเจ็ดขวบ หนูก็เริ่มร้องเพลงเปิดหมวกค่ะ แล้วตอนหนูอายุแปดขวบหนูเห็นพ่อหนูดีดพิน หนูอยากดีดก็เลยขอให้พ่อสอน แล้วหนูก็ดูตามในยูทูบที่เขาดีดกัน วิชาดนตรีไม่เคยได้เรียน พอหนูดีดเป็นหนูก็ดีดมาตลอดเลยค่ะ ก็เลยชอบออกมาเปิดหมวกในเวลาว่าง”

“วันนี้ก็มาเล่นที่นี่กับพ่อแม่กับน้อง หนูอยากช่วยหาเงิน ถ้าขออะไรได้คือช่วยเรื่องหนี้ก็ดีค่ะ อยากช่วยพ่อและแม่ให้มีความสุข อยากมีตังค์ ไม่อยากจน พ่อหนูติดหนี้ค่ะ ขายบ้านขายอะไรหมด ตอนนี้เช่าบ้านอยู่แทน คิดว่าเรื่องหนี้เป็นปัญหาใหญ่ของชีวิตค่ะ ให้ทำอะไรก็ทำหมดเลย ขอแค่ได้ตังค์มาใช้หนี้ค่ะ”

“ตอนนั้นเวลาไม่มีตังค์ แม่ก็ไปยืมเขาประมาณห้าร้อย พอกลับมาจากที่ทำงานก็ต้องคืนตังค์ให้เขา กับข้าวก็ได้กินแค่ไข่ แม่ซื้อไข่มาให้ก็ทำไข่เจียวให้ เวลาไม่มีตังค์มันเหนื่อยค่ะ”

“เราอยากเห็นผู้หญิงทุกกลุ่ม ทุกคนมีสิทธิมีเสียงในการออกร่างนี้ด้วยกัน ร่วมทั้งเสียงของพนักงานขายบริการทางเพศด้วยเพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดจากกฎหมายอีกต่อไป”

“กฎหมายนี้ไม่เคยให้การคุ้มครองหรือดูแลจากเจ้าหน้าที่รัฐ มีแต่ลงโทษอย่างเดียว เพราะว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ต้องการฟื้นฟู Sex Workers แต่ในทางปฏิบัติเรามักจะถูกล่อซื้อจากเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมประเวณี แล้วจับกุม มันละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพนักงานบริการ”

“สิ่งแรกเรามาเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนร่วมมาลงชื่อ ยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ไป อันดับต่อไปเราจะขอเรียกร้องกับหน่วยงานกฎหมายแรงงานเข้ามาคุ้มครองแทนกฎหมายฉบับนี้ ให้คนได้รับสิทธิในการทำงานที่เขาควรได้”

“พูดได้เลยว่าฟังก์ชันกฎหมายของสังคมไทยกี่ยวกับเรื่องเพศคือมันอ่อนมาก สำหรับเรื่องแอคเค่อคือเรามาองว่ามันเป็นตัวเลือกของเขากับร่างกาย เขาจะโชว์อะไรก็ได้ ไม่โชว์อะไรก็ได้”

“ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่มีสิทธิที่จะไปบอกว่าเขาทำผิดหรือทำถูก ตราบใดที่มันมีพื้นที่ที่คุณเข้าไปดูก็ได้ ไม่ไปดูก็ได้ เราอยากทำ Sex Worker ให้ถูกกฎหมาย กับอยากให้รัฐไทยทำ Pornstars ให้ถูกกฎหมายด้วยเหมือนกัน คนที่มาขายรูปขายคลิปเขาก็ไม่ได้ผิดอะไร จริงๆ มันแค่เป็นการแลกเปลี่ยนอย่างหนึ่งในสังคม ซึ่งโปรดักส์มันแค่เป็นร่างกายของเขาแค่นั้นอะครับ”

“อีกอย่างคืออยากให้มีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่ซื้อ Sex Toy แล้วไม่มีคุณภาพ เราสามารถร้องเรียนได้ ไม่ใช่ห้ามร้องเรียนเพราะสิ่งนั้นผิด จริงๆ แล้วทุกคนควรมีสิทธิเข้าถึงความสุขทางเพศของตัวเองได้โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย”

“เรื่องของเงินเดือนคนพิการน่ะครับเท่าที่มีอยู่มันไม่พอ แล้วเรื่องของสวัสดิการพื้นฐานเช่น ถนน สถานที่เอื้อบริการสำหรับคนพิการ ก็อยากให้ปรับ ตัวผมเองไม่เข้าข่ายคนพิการ ทางการแพทย์ต้องตาบอดสองข้าง ซึ่งผมคิดว่าผมสมควรจะได้บ้าง”

“ถ้ามีรัฐธรรมนูญใหม่ อยากให้เป็นรัฐฆราวาส ศาสนาควรเป็นเรื่องของสิทธิ เป็นเรื่องของเสรีภาพ หรือถ้าใช้คำสมัยใหม่คือเป็นเรื่องของรสนิยม เหมือนเราอยากทำอะไรก็ได้ ไม่ใช่ว่าเราเกิดมาแล้วรัฐหรือครอบครัวที่ผ่านอำนาจรัฐ จะมากำหนดเลยว่าเราเป็นศาสนาอะไร ต้องเรียนอะไร บางทีไปเรียนเรายังไม่ทันรู้ตัวเลย อยู่ๆ ก็ต้องสวดมนต์ ตามศาสนาที่พ่อแม่นับถือ”

“ภาคภูมิใจที่ได้เป็นคาทอลิก แม้อาจจะเป็นชนกลุ่มน้อย บางคนอาจไม่รู้จัก แต่เราก็ภูมิใจ หวังว่าทุกคนในประเทศ จะรู้จักคาทอลิก เวลาเดินตามชั้นหนังสือจะเห็นแต่หนังสือพุทธหรือไม่ก็พราหมณ์ แต่ไม่มีหนังสือคริสต์ ถึงมีก็มีน้อยมาก เราต้องเรียนเกี่ยวกับพุทธศาสนา ทำไมเราไม่เรียนเกี่ยวกับศาสนาเปรียบเทียบให้รู้ว่านี่พุทธ คริสต์ อิสลาม หรือบางรายการทีวีก็มีพระสงฆ์พุทธมาพูด แต่นานๆ ครั้งจะเห็นพระสงฆ์คาทอลิก ไม่ค่อยได้เห็นโต๊ะอิหม่ามในทีวี เห็นแต่พระสงฆ์พุทธมากกว่า คิดว่ามันไม่เท่าเทียมเลย”

“อย่างเรื่องวันหยุดทางศาสนา พุทธได้หยุดแต่ทำไมคริสต์กับอิสลามไม่ได้หยุด มันรู้สึกไม่ยุติธรรม อย่างคริสต์มาสที่จะถึง ผมต้องไปมิสซาที่โบสถ์ตอนคืนวันที่ 24 แต่ผมกลับไม่ได้สิทธิหยุด ต้องลาหยุด หรือต้องหวังว่ามหาวิทยาลัยจะเลิกก่อน ผมจะได้ไปมิสซา”

“มันส่งผลกับความเชื่อของคนไทย เพราะคำสอนพุทธ ไม่มีแนวความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม ประชาธิปไตย แม้ในศาสนาพุทธ คำสอนพุทธที่ถูกเลือกมาสอนประชาชน เอื้ออำนวยกับผลประโยชน์ของรัฐ เช่น กตัญญูกับพ่อแม่ ต้องเคารพพ่อแม่ ต้องเคารพพระ เราทำอย่างงี้ไปเพื่อปกป้องอำนาจรัฐ โดยที่มันไม่ได้เพื่อผลประโยชน์ของเรา เน้นความจงรักภักดี กับคนชั้นบนๆ เราต้องไปทำแบบนี้ โดนสอนว่าใครที่จงรักภักดี แทนที่เราจะได้เลือกเอง ว่าถ้าเกิดใครบางคน ผู้นำไม่ดี พ่อแม่ไม่ดี เราก็อาจจะเลือกที่จะเอาตัวเองแยกออกมาต่างหาก”

“แต่ว่าเราไม่สามารถทำได้ด้วยความเชื่อที่ยัดเข้ามา แล้วก็ความเชื่อเนี่ยเปรียบเสมือนต้นทุนมนุษย์อย่างหนึ่งที่ต้องใช้เวลาในการปลูกฝัง คนเราถ้าเชื่ออะไรบางอย่างแล้วจะเปลี่ยนกันยาก การที่รัฐเอาศาสนามาปลูกฝังความเชื่อแต่เด็ก เป็นเวลาสิบกว่าปี ทำให้ต้นทุนของประชาชนตรงนี้หายไป แล้วคนก็จะไม่มีเสรีภาพในการเลือกความเชื่อของตัวเอง แล้วก็การที่จะเปลี่ยน มันก็เป็นเรื่องที่ยากขึ้น”

“อยากให้พื้นที่กับคนที่ไม่มีศาสนาและคนที่ไม่เชือ่ในพระเจ้าด้วย แน่นอนคนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าเขาไม่ดีหรอ แต่ประสบการณ์สำหรับผมเขาส่วนใหญ่ดีทุกคน อยากให้คนที่มีศาสนา เปิดกว้าง และต้อนรับพวกเขาด้วยความรัก อย่าแบ่งแยกว่าไม่มีศาสนา ไม่เชื่อในพระเจ้า ตกนรกนะ อย่าพูดแบบนี้กับเขา เราต้องรักเขา แล้วอยากให้รัฐบาลตรวจสอบเกี่ยวกับนิกายและลัทธิที่เข้ามา เพราะไม่ว่าศาสนาไหน ก็มีคนชอบแอบอ้างศาสนา เพื่อหาผลประโยชน์บนความเชื่อคนอื่น”

“ในรัฐธรรมนูญใหม่ อยากให้บัตร 30 บาทมีพื้นที่สำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่ว่าคุณมีประกันสังคม แล้ววันหนึ่งคุณป่วย ประกันสังคมจ่ายได้แค่นี้ มันไม่ครอบคลุมทั้งหมด เช่น คนเป็นครูมีเงินเท่านี้ แล้วเขาป่วย ประกันสังคมไม่จ่ายให้ทั้งหมด รายจ่ายที่คุณจะต้องจ่ายในการผ่าตัดมันยังเหลือเยอะอยู่ แต่เขาบอกครูว่าใช้บัตรประกันสังคมไม่ได้แล้ว ทำให้ครูที่ป่วยและต้องผ่าตัดต้องลาออกจากงานเพื่อมาเอาสิทธิ 30 บาท นี่เป็นประสบการณ์ของครูของน้องคนนี้ ครูเขาป่วยเป็นหัวใจเต้นผิดจังหวะ”

“ครูคนนี้เป็นครูที่สนิทกัน เขาเป็นครูที่ดี สอนนักเรียนได้ดี แล้ววันหนึ่งเขาป่วย เขาก็ไม่ได้สวัสดิการอะไรเลย แล้วเขาต้องเลือกที่จะเสียงานเพื่อจะได้สิทธิรักษาตัวเอง นี่มันสมควรเป็นสิ่งที่เขาได้รับเหรอ”

“ครูทำงานโรงเรียนเอกชน แล้วเขาก็ได้ประกันสังคม 150,000 ต่อปี แล้วจำนวนเงินนี้ใช้ไปกับการฉีดสีเข้าหัวใจไปแล้ว ซึ่งเขาต้องผ่าตัดอีกเพื่อกระตุ้นหัวใจให้มันเต้น เป็นเงิน 400,000 บาท แล้วมันมันไม่พอค่ะ คือ 150,000 ที่ได้จากประกันสังคมก็หมดไปแล้ว เอาเงินเก็บทั้งหมดมา มันก็ยังเหลือที่ต้องจ่ายอีก 150,000 ก็เลยคิดว่าทำไมคนไม่มีสิทธิได้รักษาชีวิตตัวเองถ้าป่วย ถ้าแก้รัฐธรรมนูญ เราอยากให้มีการรักษาฟรี และอยากให้สวัสดิการ 30 บาทครอบคลุมทุกคน”

“ถ้าทุกคนรู้ว่าการตีเด็กมันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร มันก็ควรจะหยุด เพราะว่ามันน่าจะเป็นวิธีที่เก่าไปแล้ว ต้องใช้วิธีที่เป็นเหตุเป็นผลมาคุยกัน ปัญหาเรื่องการตีเด็กควรหมดไปได้แล้ว ผมคิดว่าถ้าเยาวชนได้รับการเลี้ยงดูด้วยเหตุด้วยผล ผมว่าก็จะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ถ้ามีผู้ใหญ่ดีเยอะๆ ประเทศเราก็จะเจริญครับ”

“อีกอย่าง ความรุนแรงจากรัฐก็ไม่อยากให้เกิดไม่ว่ากับใครครับ ก็อยากให้เสียงของประชาชนที่อยู่ในสภามันเป็นเสียงของประชาชนที่แท้จริง โดยที่เป็นที่การเลือกตั้งเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่การแต่งตั้ง การเมืองถ้าเราเคารพเสียงของประชาชน ถ้าประชาชนเป็นเยาวชน หรืออาจจะเป็นคนชายขอบ คนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เขาก็จะปฏิบัติกันด้วยเคารพ เราต้องเคารพเสียงของประชาชน บนพื้นฐานที่ห้ามใช้ความรุนแรง”

“ความมั่นคงของชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ตำรวจ ทหาร อาวุธสงคราม เรือดำน้ำรถถัง แต่มันยังมีเรื่อง เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อมด้วย”

“ประเทศไทยการจัดการปัญหาขยะยังไม่ดี แต่อย่างน้อยก็มีกระบวนการ อย่างที่คนเอาของเหลือใช้ เช่น หนังสือพิมพ์เก่า ขวดนำ้ไปขาย เมื่อก่อนยังมีราคาพอขายได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีราคาแล้ว เคยมีด็อกเตอร์คนหนึ่งที่เป็นเจ้าของโรงงานขยะรีไซเคิล บอกว่าขยะคือทองคำ คนที่เขาเก็บขยะเป็นอาชีพ อย่างซาเล้งเก็บของเก่า หรือแม้แต่พนักงานเทศบาล เขาให้ความสำคัญกว่าเก็บขยะไปขายมากกว่าเงินเดือนซะอีก พ่อค้าคนกลางที่รับซื้อแล้วส่งต่อไปโรงงานรีไซเคิล อันนี้เป็นการหมุนเวียนรายได้ระหว่างประเทศ แต่ระยะหลังก็สงสัยจริงๆทำไมราคาตก?”

“ระยะหลังเพิ่งมารู้ว่าที่ราคามันตกเป็นเพราะว่ารัฐบาลอนุญาตกลุ่มทุนต่างชาติที่มาตั้งโรงงานในประเทศไทยให้นำเข้าขยะจากต่างประเทศ ซึ่งราคามันต่ำมาก มากดราคาขยะในประเทศ ทำให้คนที่เคยเก็บขยะขายได้ เคยพึ่งตัวเองได้ กลายเป็นตกงาน ซาเล้งก็ตกงาน ไม่รู้ว่าจะว่ายังไง มันทรุดมากเลย เขาเคยเลี้ยงตนเอง เลี้ยงครอบครัวได้ แต่เมื่อรัฐบาลอนุญาตให้นำเข้าขยะจากต่างประเทศ ทำให้เขาตกงาน ต้องเปลี่ยนอาชีพไปหางานทำใหม่ ซึ่งงานก็ไม่ได้หาง่ายๆ นี่คือความไม่มั่นคงอย่างนึง”

“ต้องเริ่มต้นจากให้ความสำคัญกับประชาชน ต้องยอมรับฟังเสียงของประชาชน ที่เห็นคือรับฟังแค่เสียงของกลุ่มๆ เดียว โดยเฉพาะกลุ่มทุนต่างชาติ ทำให้คนในประเทศย่ำแย่ กลุ่มทุนต่างชาติมาตั้งโรงงานในประเทศแล้วอ้างว่าขยะในประเทศไม่มีคุณภาพ ปริมาณไม่พอ”

“และเมื่อราคาขยะในประเทศต่ำ คนขายก็ไม่รู้ว่าจะไปขายให้ใคร ทำให้ขยะล้นเมือง กลุ่มทุนต่างชาติพอนำขยะเข้ามาก็คัดเอาแต่ขยะดีๆ มีคุณภาพไปรีไซเคิล ก็ทำให้เหลือแค่แบบเศษๆ ไว้ที่ไทย มีแต่ขยะที่ไม่ต้องการ ก็ทำให้ขยะเพิ่มขึ้นไปอีก”

“เรากำลังมีการเรียกร้องให้แก้มาตรา 301 เกี่ยวกับการทำแท้งถูกกฎหมายกับมาตรา 1448 สมรสเท่าเทียม รวมถึงการสร้างประชาธิปไตยที่ปราศจากอำนาจปิตาธิปไตย ไม่ให้มันมาบดบัง กดทับไม่ว่าใครก็ตาม และเรื่องความปลอดภัยจากการคุกคามทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นอยู่ที่ไหนก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น”

“ปิตาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมาย แต่อยู่ที่ความเข้าใจ การปลูกฝังปิตาธิปไตยมันมีอยู่ทุกที่ ตั้งแต่ครอบครัวยันที่โรงเรียน สถาบันเหล่านี้ควรจะต้องบอกว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ อะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง อย่างเรื่องที่สามีปกครองภรรยา มันเห็นมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ถ้ามันมีถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ที่ครอบครัว ว่าเราต้องทำตัวอย่างไรกับเพศอื่นๆ ว่าเราไม่ควรกดทับเขา มันเริ่มจากจิตใต้สำนึก ความเข้าใจของเราด้วย”

“เรื่องของแกนนำที่ยังมีความชายเป็นใหญ่ พูดคุยกับแกนนำในม็อบหรือที่มีชายเป็นใหญ่ ของอย่างนี้เปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ แต่เราก็พยายามพูดคุยกันว่าสิ่งนี้เขาไม่ควรทำนะ สมมติเขาพูดไปผิด เราก็ติงเลยว่าสิ่งที่เขาพูดมันไม่ถูกนะ เขาไม่ควรพูดแบบนี้ มันไม่ดี เราก็จะมีการติติงกันตลอด พอจบการประชุม เราก็จะบอกว่าอย่าพูดอีกมันเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง”

“เขาจะยืดหยุ่นกับเราขึ้น ถ้าเขาเผลอพูดออกมา เขาจะขอโทษ เราก็เข้าใจ บางทีเขาทำด้วยความเคยชิน ความชายเป็นใหญ่มันมีอภิสิทธิ์ชน พอมันติดมาแต่ต้นมันก็มีบางช่วงหลุดพูดออกมาไม่รู้ตัว แต่พอหลุดแล้วเขาขอโทษ แสดงว่าเขารู้ตัว มันเป็นสิ่งที่พัฒนามาจากการที่ไม่ได้สนใจอะไรเลย”

“ถ้าใครที่เราเตือนแล้วเขายังทำซ้ำอีก เราก็คงปล่อยเขาไป เตือนแล้วเขาก็มีความคิดอย่างงั้นอยู่ มันก็อยู่ที่เขาต้องพยายามเปิดใจ ถ้าเขาไม่เปิดรับก็เหมือนปล่อยสิ่งที่เราพูดเป็นสายลมผ่านไป ดังนั้น เราอยากให้ทุกฝ่ายเปิดใจกันคุยกันดีกว่า อย่างวันนี้เวลาเราว่าเขา เขาไม่โอเค เขาก็ต้องรับรู้ว่าถ้าเขาทำกับเราแบบนี้ เราก็ไม่โอเคเหมือนกัน”

“เรามองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการแก้รัฐธรรมนูญอย่างแรกเลย คือปิดสวิตซ์ ส.ว. ก่อน น่าจะเป็นอะไรที่รีบทำที่สุดแล้ว รัฐธรรมนูญได้มันต้องมารจากประชาชนจริงๆ ให้มันได้ประโยชน์จากประชาชนจริงๆ ถ้าเราจะพูดถึงการสมานฉันท์ เห็นการปรองดอง การก้าวข้ามปัญหาของประเทศนี้ได้ แน่นอนตัวการของปัญหาก็คือพลประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นศูนย์การทุกอย่างที่เป็นปัญหา ทำให้รัฐธรรมนูญที่ได้มาไม่เป็นธรรม ดังนั้น จะให้สมานฉันท์จริงๆ ต้องแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นธรรมแล้วก็ยึดโยงกับประชาชนให้ได้มากที่สุด มันถึงจะก้าวต่อไปได้ ถ้าวันที่ 17 ที่เขาจะเอาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นสภา แล้วเขาไม่รับร่าง iLaw นี้ เรามองว่ามันคงไม่สมานฉันท์ ไม่สงบในเร็ววันแน่นอน”

“ต้นตอของปัญหากระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยวก็รัฐธรรมนูญนี่แหล่ะค่ะ รัฐธรรมนูญปี 60 ทำให้องค์กรอิสระมันไม่ได้อิสระจริงๆ แทนที่จะมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล กลับกลายเป็นว่าขจัดคนเห็นต่างจากรัฐบาล ซึ่งกลไกของรัฐธรรมนูญ 60 มันบิดเบี้ยว ถ้าเราแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ เราก็ไปต่อไม่ได้ เพราะว่าปัญหามันเกิดจากประยุทธ์ แล้วประยุทธ์ก็ร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นธรรม ที่เอื้อต่อระบบอประยุทธ์อีก เพราะฉะนั้นก็ต้องแก้รัญฐธรรมนุญให้ได้สำเร็จ”

“คนมักมองว่าการแก้กฏหมายแต่งงานเพศเดียวกันกับการแก้รัฐธรรมนูญว่าเป็นคนละเรื่องกัน จริงๆ มันเรื่องเดียวกัน ถ้าเราแก้รัฐธรรมนูญได้ สมรสเท่าเทียมมันก็ได้ด้วย การแก้เรื่องการสมรสของเราคือแก้ที่ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแน่นอน กฎหมายแม่ของกฎหมายต่างๆ ก็คือรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้พูดถึงคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ก็แปลว่าไม่ได้พูดถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลจริงๆ ที่อยู่ในประเทศนี้”

“เราก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง เราไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น แต่ทำไมสิทธิขั้นพื้นฐานของเราเรายังไม่มี เราไม่มีกระทั้งสิทธิพื้นฐานที่จะจดทะเบียนสมรส เพราะฉะนั้นการแก้รัฐธรรมนูญและการแก้ ป.พ.พ. 1448 เรื่องการสมรสเท่าเทียามมันจึงเป็นเรื่องเดียวกันค่ะ”

#แก้ได้ถ้าแก้รัฐธรรมนูญ
#ม็อบเฟสต์ #ม็อบ14พฤศจิกา
#MOBFEST #จากทางเท้าถึงสถาบัน

อ้างอิง
MOBFEST: https://bit.ly/3kwgb5o
#Spectrum #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
นักเขียนและนักอ่านที่จบเอกอังกฤษ โทปรัชญา จากอักษรฯ จุฬา นอกจากทุกอย่างที่เกี่ยวกับ LGBTQ+ สนใจในประวัติศาสตร์และการเมืองอเมริกาเป็นพิเศษ เวลาว่างชอบถ่ายรูปกล้องฟิล์มและหากาแฟแปลก ๆ มาลองดริป (queer, she/her)
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer