การเมืองเรื่องเพศของอเมริกา


นี่คือโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา โดยวันที่ 3 พ.ย. นี้ เราจะได้รู้กันแล้วว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 ของอเมริกา ระหว่าง Donald Trump (โดนัลด์ ทรัมป์) จากพรรครีพับลิกัน หรือ Joe Biden (โจ ไบเดน) จากพรรคเดโมแครต ซึ่งก็ได้มีการชูประเด็นหาเสียงหลักๆ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทางทรัมป์เน้นดำเนินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด-19 ส่วนไบเดนให้ความสำคัญกับสุขภาพความปลอดภัยและเรื่องปากท้องของคนที่เดือดร้อนจากการระบาดที่ยังไม่จบลงนี้ นอกเหนือจากประเด็นนี้ การเมืองเรื่องอัตลักษณ์ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คนอเมริกาให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งทรัมป์กับไบเดนมีมุมมองและนโยบายที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

SPECTROGRAM: การเมืองเรื่องเพศของอเมริกา

#โจไบเดน: “นักการเมืองระดับชาติน้อยคนนักที่จะมีประวัติที่ยาวขนาดนี้ในการทำงานเพื่อความเท่าเทียมของกลุ่ม LGBTQ+” – Human Rights Campaign องค์กรเพื่อสิทธิความเท่าเทียมของ LGBTQ+
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ โจ ไบเดน ซึ่งถือว่ามีอุดมการณ์เอียงไปทางซ้ายแบบปานกลาง (center-left) พยายามอย่างมากที่จะนำเสนอตัวเองให้แตกต่างจากโดนัลด์ ทรัมป์ โดยการออกมาประกาศชัดเจนว่าสนับสนุนสิทธิความเท่าเทียมของคนกลุ่มน้อย รวมถึงผู้หญิง หรือ LGBTQ+ อย่างเช่น ร่วมประณามโปแลนด์ที่อนุญาตให้มีการกำหนด “เขตปลอดคนหลากหลายทางเพศ” (LGBT-free zones) และเมื่อวันเปิดเผยตัวตนแห่งชาติที่เพิ่งผ่านไป (11 ต.ค.) ไบเดนก็ได้ใช้โอกาสนั้นในการปฏิญาณว่า จะต่อสู้เพื่อให้คน LGBTQ+ ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างไม่ต้องหวาดกลัว
“ผมจะทำให้การผ่านกฎหมาย Equality Act เป็นเรื่องทางนิติบัญญัติที่มีลำดับความสำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่โดนัลด์ ทรัมป์ต่อต้าน” – เสียงของโจ ไบเดน กับการให้คำมั่นสัญญาว่าจะออกกฎหมาย ‘ห้ามการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลเรื่องเพศสภาพและเพศวิถี’ นี้ ภายใน 100 วันแรกของการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี โดยกฎหมายฉบับนี้ จะคุ้มครองคน LGBTQ+ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ‘การจ้างงาน’ ‘ที่อยู่อาศัย’ ‘การศึกษา’ ‘กระบวนการยุติธรรม’ และอื่นๆ ซึ่งเป็นเสรีภาพที่ทรัมป์เชื่อว่าจะไป “ลดทอนสิทธิของผู้ปกครองและสิทธิเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล”
ไบเดนยังได้เสนอนโยบายอื่นๆ มากมายเพื่อแก้ไขปัญหาการกดขี่เชิงโครงสร้าง และความรุนแรงที่เกิดกับคน LGBTQ+ เช่น ในด้านสิทธิของคนข้ามเพศ จะยกเลิกกฎห้ามไม่ให้คนข้ามเพศสมัครเข้าเป็นทหารของทรัมป์ และหยุดปัญหาการเลือกปฏิบัติเพราะ HIV ในกองทัพ รวมถึงรับรองว่านักเรียนข้ามเพศสามารถใช้ห้องน้ำ และเล่นกีฬาตามเพศสภาพได้ ตลอดจนสนับสนุนการรับรองเพศในเอกสารประจำตัวให้กับคนข้ามเพศและคนนอนไบนารี่
ส่วนในด้านของสาธารณสุข ไบเดนรับรองว่าคน LGBTQ+ จะได้รับสวัสดิการสุขภาพอย่างครอบคลุม รวมถึงการข้ามเพศด้วยวิธีทางการแพทย์และการรักษา HIV อีกทั้งจะปรับเปลี่ยนกระบวนการคัดกรองการบริจาคเลือดให้อิงหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่อคติทางเพศ ความเข้าใจผิดๆ หรือการตีตราแบบเก่า ในเรื่องของปัญหาเยาวชน LGBTQ+ ไร้บ้าน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มานาน ไบเดนยังประกาศว่าจะจัดสรรงบเพื่อสนับสนุนมาตรการแก้ไขเรื่องนี้แบบองค์รวมและรอบด้าน
แต่ไบเดนเองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบในเรื่องเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศ เพราะเคยถูกวิจารณ์ในกรณีที่ไปแตะเนื้อตัวผู้หญิงที่ทำงานด้วยกันอย่างไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จหนึ่งในช่วงชีวิตนักการเมืองของไบเดนก็คือได้ยื่นกฎหมายเพื่อหยุดความรุนแรงต่อผู้หญิง (Violence Against Women Act) ซึ่งผ่านเมื่อปี 1994 และยังยืนยันแล้วว่า ในฐานะประธานาธิบดี จะสนับสนุนสิทธิเสรีภาพของผู้หญิงต่อไป โดยทำให้เสรีภาพในการทำแท้งเป็นกฎหมายบังคับใช้ทั่วประเทศ ต่อสู้เพื่อกระชับความเหลื่อมล้ำด้านค่าแรงระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ขยายขอบเขตการเข้าถึงสวัสดิการยาคุมกำเนิด
 
#โดนัลด์ทรัมป์: “ต่อต้าน LGBTQ+ อย่างร้ายแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา” – Alphonso David นักกฎหมายและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนของ LGBTQ+
ถึงแม้ว่ารัฐบาลของทรัมป์จะเคยประกาศว่า ทรัมป์นั้นเคารพและสนับสนุนสิทธิของคน LGBTQ+ และเพิ่งมีการจัดงาน ‘Trump Pride’ ไปเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา แต่นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของ LGBTQ+ ก็ต่างเห็นตรงกันว่า ความจริงแล้ว ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของอเมริกาทำให้ความก้าวหน้าของสิทธิ LGBTQ+ ในอเมริกาเหมือนถอยหลังกลับ เพราะได้รื้อถอนกฎหมายที่คุ้มครองคนหลากหลายทางเพศซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากสมัยของรัฐบาลโอบามาจนเกือบหมด
จากประวัติการทำงานของทรัมป์ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ก็ยืนยันชื่อเสียงในด้านลบเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างที่เด่นสุดคือการริดรอดสิทธิคนข้ามเพศในหลายๆ ด้าน เช่น ห้ามไม่ให้คนข้ามเพศสมัครเข้าเป็นทหาร ยกเลิกประกาศของโอบามาที่อนุญาตให้นักเรียนทรานส์ใช้ห้องน้ำโรงเรียนตามเพศสภาพได้ ตีความคำว่า “sex” ในบัญญัติสิทธิพลเมืองเพื่อหยุดการเลือกปฏิบัติ (Civil Rights Act 1964) ให้คุ้มครองแค่ “ชาย-หญิง ตามหลักชีววิทยา” ตลอดจนอนุญาตให้ที่พักคนไร้บ้านปฏิเสธที่จะช่วยเหลือผู้หญิงข้ามเพศจากรูปลักษณ์ภายนอกได้
ด้านสิทธิของคนหลากลายทางเพศในสาธารณสุข ทรัมป์ก็ได้ยกเลิกกฎของโอบามาที่คุ้มครอง LGBTQ+ จากการถูกเลือกปฏิบัติโดยบุคลากรทางแพทย์ อีกทั้งยังจะออกกฎอนุญาตให้แพทย์อ้างความเชื่อทางศาสนาในการปฏิเสธที่จะรักษาคนไข้ LGBTQ+ ได้ การไม่คุ้มครองคนหลากหลายทางเพศในด้านอื่นๆ ของทรัมป์ รวมไปถึง การสนับสนุนให้องค์กรสงเคราะห์เด็กกำพร้าเลือกที่จะไม่ให้คู่รัก LGBTQ+ รับเลี้ยงเด็กเป็นลูกบุญธรรมได้ และเผยแพร่คำแถลงการณ์ที่ยืนยันว่าโรงเรียนคาทอลิกสามารถไล่ครูที่เป็นเกย์ออกได้
“Grab them by the pussy” (จับไปตรงจิ๋มเลย) – ประโยคโด่งดังของทรัมป์ ที่ได้พูดเอาไว้เกี่ยวกับการที่ผู้ชายฐานะดีอย่างเขาจะเข้าหาผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ซึ่งชัดเจนว่าเข้าข่าย ‘การคุกคามทางเพศ’ และยังบอกความเป็นตัวตนของทรัมป์ในด้านการปฏิบัติต่อผู้หญิงได้เป็นอย่างดี นี่ยังสะท้อนออกมาในรูปแบบของนโยบาย ซึ่งนักสิทธิมนุษยชนต่างเป็นกังวลว่าลดทอนเสรีภาพของผู้หญิงเป็นอย่างมาก ที่เห็นได้ชัดที่สุดคงเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการทำแท้ง โดยการตัดงบของคลินิกทำแท้ง ทำให้หลายแห่งทั่วประเทศต้องปิดตัวลง และการจะทำแท้งเป็นไปได้ยากมาก นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้แต่งตั้งผู้พิพากษาอย่าง ‘Amy Coney Barrett’ ที่มีแนวโน้มจะโหวตยกเลิกคำตัดสินศาลสูงสุดที่อนุญาตให้ผู้หญิงทำแท้งได้อีกด้วย
‘ทรัมป์อาศัยคะแนนเสียงจากกลุ่มคริสต์เคร่งศาสนา’ – นี่คือเหตุผลว่าทำไมทรัมป์ถึงได้ออกนโยบายที่กดทับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศมากมายขนาดนี้ และยังเป็นสิ่งยืนยันว่า ถ้าทรัมป์ชนะอีกสมัย สิทธิ LGBTQ+ และสิทธิผู้หญิงแนวโน้มจะมีแต่แย่ลง โดยเมื่อปี 2016 กว่า 81% ของชาวคริสต์อนุรักษ์นิยมกลุ่ม Evangelicals โหวตให้ทรัมป์ ซึ่งเป็นกลุ่มศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา และยังเชื่ออยู่ว่ากฎหมายแต่งงานเพศเดียวกันไม่ควรเกิดขึ้น และการทำแท้งเป็นเรื่องผิดบาป เพื่อกอบโกยคะแนนเสียงฝ่ายขวากลุ่มนี้ ทรัมป์จึงออกกฎที่สนับสนุน ‘เสรีภาพทางศาสนา’ ซึ่งเป็นใบอนุญาตให้เกิดการแบ่งแยก กดทับ และเลือกปฏิบัติกลุ่ม LGBTQ+ และผู้หญิงที่ทำสิ่งที่ถูกเชื่อว่าผิด
#Spectrogram #DataDigest
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่นๆ: https://bit.ly/3hhRUzp
อ้างอิง
#Spectrum #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน