จากสนามฟุตบอลรร.เตรียมอุดมศึกษาสู่สนามการเมืองประชาธิปไตย

ว่าด้วยการเหยียดเพศในสถาบันการศึกษาและพื้นที่ทางการเมืองและวัฒนธรรมของเด็กผู้หญิงวัยมัธย – ช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในแพลทฟอร์มทวิตเตอร์มีการถกเถียงกันระหว่างนักเรียนหญิงโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษากับนักเรียนชายโรงเรียนเดียวกัน มีการโพสต์ข้อความบรรยายคลิปสั้นๆที่ปรากฎภาพเด็กผู้ชายหลายคนชูนิ้วกลาง ตะโกนโห่ ไปยังกลุ่มเด็กนักเรียนหญิงที่ยืนกางร่มกันฝนอยู่กลางลานอเนกประสงค์ที่ันักเรียนในโรงเรียนเรียกกันว่า ลานเอทีเอ็ม

พวกเขาบางคนยังแสดงละครล้อเลียนการปฐมพยาบาลเด็กผู้ชายในลักษณะของคนที่ถูกเตะฟุตบอลอัดจนได้รับบาดเจ็บ ท่ามกลางเสียงหัวเราะสนุกสนานของบรรดาเด็กผู้ชายที่อยู่รอบๆ
วาทกรรมระหว่างสองกลุ่มเด็กนักเรียนดำเนินไป โดยฝ่ายหนึ่งแสดงเจตจำนงขอพื้นที่บริเวณลานนั้นคืนจากกลุ่มเด็กผู้ชาย ส่วนกลุ่มเด็กผู้ชายให้เหตุผลว่า สนามฟุตบอลของพวกเขาไม่ได้รับการดูแลจากทางโรงเรียน มีหญ้าขึ้นปกคลุม มีความชื้นเฉอะแฉะ จนต้องเปลี่ยนมาใช้ลานเอทีเอ็ม ซึ่งเป็นลานอเนกประสงค์สำหรับทุกคน
นอกเหนือจากการกระทำที่กล่าวถึงไปแล้ว ยังมีการนำภาพแบบฟอร์มที่สร้างขึ้นเพื่อเปิดให้นักเรียนลงชื่อร้องเรียนกับทางผู้บริหารโรงเรียนให้จัดการเรื่องการใช้พื้นที่ของกลุ่มเด็กผู้ชาย และเรียกร้องให้โรงเรียนจัดการปรับปรุงสนามฟุตบอลให้เด็กผู้ชายมาเผยแพร่ โดยในแบบฟอร์มที่นำมาโพสต์ลงทวิตเตอร์ พบว่าเต็มไปด้วยข้อความเหยียดเพศ และล้อเลียนวิถีทางเพศของเด็กนักเรียนที่เป็นแกนนำของกลุ่ม เช่น นาย…เป็นตุ๊ด เลิกเกย์ หยุดใจตุ๊ดหาเรื่องคนอื่น และอื่นๆ
หลังจากที่มีการโพสต์ภาพ คลิป และแบบฟอร์มลงบนทวิตเตอร์ นักเรียนชายบางคนเข้ามาโพสต์ขู่แกนนำนักเรียนในลักษณะของการขู่ทำร้ายร่างกาย บ้างก็เข้ามาด่าทอ ประชดเสียดสี
แต่ความขัดแย้งระหว่างนักเรียนสองกลุ่มนี้ จบลงด้วยการที่ผู้บริหารเรียกนักเรียนที่มีปัญหากันเข้าพบ และมีการสัญญาว่าจะแก้ไขให้กลุ่มนักเรียนชายได้กลับไปใช้สนามฟุตบอลของโรงเรียน และไม่ใช้ลานเอทีเอ็มเป็นสถานที่เตะฟุตบอลอีก
ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ดูเผินๆเหมือนเด็กมัธยมสองกลุ่มทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงพื้นที่ในโรงเรียน แต่หากเรานำปรากฎการณ์นี้มาวิเคราะห์สถานการณ์ความไม่เท่าเทียมทางเพศในปัจจุบัน เราก็จะสามารถมองเห็นปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศในการใช้พื้นที่สาธารณะได้เช่นกัน โดยมีภาพจำลองเป็นสนามฟุตบอลในโรงเรียน ที่สะท้อนไปสู่ภาพของพื้นที่ทางการเมืองขนาดใหญ่ในรูปแบบของพื้นที่ทางการเมืองในที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งกำลังเป็นปรากฎการณ์ของสังคมไทยในห้วงเวลานี้ กรณีสนามฟุตบอลนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการถูกลิดรอนสิทธิของกลุ่มเด็กผู้หญิง แต่นอกเหนือจากนี้ ยังมีเรื่องการคุกคามทางเพศ การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ การถูกควบคุมเนื้อตัวร่างกายผ่านเครื่องแบบนักเรียนและทรงผม  และนี่อาจเป็นคำตอบว่าทำไมเด็กนักเรียนหญิงถึงออกมาร่วมการชุมนุมทางการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบันจำนวนมาก

สนามฟุตบอลกับพื้นที่ของความเป็นเพศ

หากเราพูดถึงสนามฟุตบอลในโรงเรียน ภาพของผู้ใช้สนามในสายตาของคนส่วนใหญ่ มักเป็นภาพของกลุ่มเด็กผู้ชายที่ได้ใช้พื้นที่ในสนามฟุตบอลมากกว่าเด็กผู้หญิง และไม่ใช่แค่พื้นที่ในสนามฟุตบอลที่โรงเรียนจัดไว้ให้ ภาพเด็กนักเรียนชายจับกลุ่มกันเตะลูกบอลพลาสติกพบได้ทุกที่ที่เป็นลานและมีบริเวณ ไม่ว่าจะพื้นที่ขนาดเล็กหรือใหญ่ และบ่อยครั้งมักเกิดเหตุการณ์ลูกฟุตบอลไปกระแทกหน้าคนที่อยู่บริเวณนั้นโดยไม่ตั้งใจ การเล่นฟุตบอลของกลุ่มนักเรียนชายจึงดูเหมือนเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไปภายในโรงเรียน
แต่หากเราลองใช้แว่นตาความเป็นเพศส่องดูปรากฎการณ์นี้ เราจะพบว่า สนามฟุตบอลนั้นเป็นภาพจำลองของการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะของคนในสังคม ที่มีความไม่เท่าเทียมทางเพศเป็นปัจจัยในการใช้พื้นที่ กรณีของการทวงคืนลานเอทีเอ็มในโรงเรียนเตรียมอุดม เห็นได้ชัดว่า กลุ่มคนที่ออกมาเรียกร้องทวงคืนการใช้ลานเอทีเอ็ม เป็นกลุ่มเด็กผู้หญิงและเด็กที่มีความหลากหลายทางเพศ พวกเขาไม่สามารถใช้พื้นที่ตรงลานนั้นได้ เนื่องจากกลุ่มเด็กผู้ชายได้ยึดเอาพื้นที่ไปใช้เป็นสนามฟุตบอล และนอกจากการผูกขาดพื้นที่ที่ควรเป็นของทุกคนไปเป็นของคนกลุ่มเดียวแล้ว เมื่อการใช้พื้นที่นั้นเกิดผลกระทบกับคนกลุ่มอื่นๆ คนที่ผูกขาดพื้นที่นั้นไว้ ก็เพิกเฉยหรือไม่ได้แก้ไขปัญหาให้กับคนกลุ่มอื่นๆ เช่น เมื่อเกิดอุบัตเหตุ พวกเขากลับเรียกร้องให้คนที่เดินผ่านลานนั้นหลบเอาเอง หรือกระทั่งมองว่า การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุลูกฟุตบอลไปกระแทกโดนคนอื่น เป็นเรื่องขำขันและเล็กน้อย นำมาสู่การแสดงละครล้อเลียนในเวลาต่อมา 
จะเห็นได้ว่า เด็กผู้ชายไม่ได้รู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมที่พวกเขาได้ยึดเอาพื้นที่ที่ควรจะเป็นส่วนร่วม ไปใช้เป็นของกลุ่มตัวเอง ซึ่งการกระทำเหล่านี้ ไม่ใช่การกระทำที่เป็นนิสัยจากปัจเจกบุคคลล้วนๆ แต่เป็นผลมาจากระบอบสังคมที่เอื้อให้กลุ่มเด็กผู้ชายใช้พื้นที่สาธารณะได้มากกว่าซึ่งถูกหล่อหลอมมายาวนาน จากแนวคิดเรื่องของพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งผูกติดกับความเป็นเพศ คือบรรทัดฐานที่เชื่อว่า เพศชายสามารถออกไปนอกบ้านได้ ไปทำงาน ไปร่วมกิจกรรมทางการเมือง และส่งผลต่อวิธีคิดว่า เด็กผู้ชายควรไปเตะฟุตบอล เล่นกีฬากลางแจ้ง ในขณะที่ผู้หญิงถูกสังคมกำหนดให้ต้องอยู่กับบ้าน ทำหน้าที่แม่และเมีย ดูแลสามี ดูแลลูก และรับผิดชอบงานบ้าน ไม่ออกไปทำงานนอกบ้าน ดังนั้นจึงส่งผลให้เกิดวิธีคิดในสังคมปัจจุบันว่า  เด็กผู้หญิงควรทำกิจกรรมในร่ม เช่น เย็บปักถักร้อย เป็นต้น ดังนั้นเด็กผู้ชายจึงคิดว่าพวกเขามีสิทธิที่จะเตะฟุตบอลที่ไหน เวลาใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงคนกลุ่มๆอื่นในโรงเรียนที่อาจได้รับผลกระทบจากการใช้พื้นที่ของพวกเขา หรือกระทั่งไม่สามารถใช้พื้นที่ร่วมกับพวกเขาได้อย่างปลอดภัย 

ผู้หญิงกับการใช้พื้นที่สาธารณะ

เมื่อกลับมาดูในมุมของผู้หญิง เราจะพบว่าข้อเรียกร้องเรื่องใหญ่ของกลุ่มผู้หญิงคือการเน้นเรื่องพื้นที่ปลอดภัยในทางกายภาพ เพราะอัตราการถูกล่วงละเมิดทางเพศของผู้หญิงนั้นมีสูงในหลายๆ ประเทศ ในประเทศไทยก็มีข่าวข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงเกิดขึ้นตลอดเวลา แม้แต่ในสถานศึกษา ที่ครูเป็นผู้ล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนเสียเอง แต่นอกเหนือจากพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงแล้ว การเรียกร้องให้เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงสามารถใช้พื้นที่สาธารณะก็มีไม่น้อยเช่นกัน ยกตัวอย่าง ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้หญิงในประเทศอินเดีย เช่น กลุ่ม Pinj tod ที่เรียกร้องให้หอพักมหาวิทยาลัยยกเลิกเคอร์ฟิวเวลา เพื่อที่ผู้หญิงจะสามารถอยู่นอกหอพักได้นานเท่าที่ต้องการ และไม่ต้องถูกควบคุมจากกฎเคอร์ฟิว  หรือการเรียกร้องให้ผู้หญิงสามารถเตร็ดเตร่ยามค่ำคืนได้ โดยไม่ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนแปลกหน้า เพราะค่านิยมที่เชื่อว่าผู้หญิงที่ดีไม่ควรออกจากบ้านตอนกลางคืน ส่วนในประเทศไทย ก็มีกรณีการเรียกร้องให้ผู้หญิงสามารถเข้าร่วมการชุมนุมในการเรียกร้องประชาธิปไตยได้โดยไม่ถูกคุกคามทางเพศ เช่น การทำงานของคณะผู้หญิงปลดแอก ที่มีการรับเรื่องร้องเรียนการคุกคามทางเพศในที่ชุมนุม หรือกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นในพิพิธภัณฑ์ที่ฝรั่งเศส ที่ผู้หญิงถูกห้ามเข้าเนื่องจากการแต่งตัวที่เปิดเผยร่องอกมากเกินไปโดยอ้างว่าเป็นการรบกวนความสงบของผู้เข้าชมคนอื่นๆ 
จะเห็นได้ว่า ผู้หญิง มักเป็นเพศที่ถูกควบคุมและจำกัดการใช้พื้นที่ อันเนื่องมาจากความเป็นเพศที่สังคมหล่อหลอม ไม่ว่าจะเป็น ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงควรอยู่ในบ้าน ไม่ออกมานอกบ้าน ผู้หญิงไม่ควรแต่งตัวโป๊ในที่สาธารณะ หรือผู้หญิงไม่ควรจะเข้ามาในพื้นที่ของผู้ชาย เช่น สนามฟุตบอล เป็นต้น นอกจากนี้ในสถาบันการศึกษา ผู้หญิงยังถูกควบคุมการแสดงออกทางเพศในพื้นที่สาธารณะอีกด้วย เช่น การไม่อนุญาติให้ใส่เสื้อชั้นในสีดำ บังคับให้ใส่ชุดซับใน กำหนดระดับกระโปรง หรือสีของโบว์ผูกผม ทั้งหมดนี้เกี่ยวโยงกับเรื่องของการควบคุมการแสดงออกทางเพศในพื้นที่สาธารณะด้วยเช่นกัน ซึ่งมีรากฐานทางความคิดจากการมองว่าร่างกายของผู้หญิงเป็นตัวกระตุ้นความต้องการทางเพศต่อนักเรียนชาย เมื่อมาอยู่รวมกันในพื้นที่สาธารณะอย่างในสถานศึกษา จึงจำเป็นต้องควบคุมเนื้อตัวร่างกายของผู้หญิงให้เคร่งครัด การควบคุมนี้ทำให้เด็กผู้หญิงจำนวนมากรู้สึกถึงการจำกัดการแสดงออก และการไม่มีพื้นที่ในเชิงกายภาพ เช่น การใช้พื้นที่ในบริเวณต่างๆ ของสถานศึกษา ผนวกรวมกับการไม่มีพื้นที่แสดงออกทางเสรีภาพในการแต่งกายทั้งในโรงเรียนและนอกรั้วโรงเรียน ทั้งหมดนี้หลอมรวมกับชีวิตประจำวันในฐานะผู้หญิงที่ถูกควบคุมทางเพศตั้งแต่เกิดจนตาย เริ่มตั้งแต่ที่บ้าน ที่โรงเรียน และสังคมนอกบ้าน ก็นำมาสู่การลุกขึ้นมาประท้วงสถานศึกษา และนำไปสู่การเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเด็กผู้หญิงในที่สุด

ความเป็นเพศ และพื้นที่ในการชุมนุมทางการเมือง

จากสถานการณ์ที่ผ่านมา การชุมนุมทางการเมืองแบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยและกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ หากใครติดตามจะเห็นว่าในหลายๆการจัดการชุมนุมประท้วงรัฐบาล แกนนำในการชุมนุมและผู้เข้าร่วมจำนวนมากเป็นเด็กผู้หญิงวัยมัธยม ไม่ว่าจะเป็น ม็อบแฮมทาโร่ ม็อบนักเรียนเลว ม็อบหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ม็อบฮาบ่อเอาคิง ที่จังหวัดเชียงใหม่ ม็อบที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งนอกจากการเข้าร่วมชุมนุมแล้ว เด็กผู้หญิงหลายคนขึ้นปราศรัยในที่ชุมนุม และในบรรดาข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลที่เป็นเรื่องของการเมืองในภาพใหญ่ เช่น การยุบสภา การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการหยุดคุกคามประชาชน ยังมีข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องความเป็นธรรมทางเพศด้วย เช่น การแก้ไขกฎระเบียบที่บังคับเนื้อตัวร่างกายของเด็กผู้หญิงในโรงเรียน การยุติการเหยียดเพศในโรงเรียน การเรียกร้องเรื่องยุติการเอาผิดผู้หญิงที่ทำแท้ง และการเรียกร้องในประเด็นอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ จะเห็นได้ว่าเด็กผู้หญิงจำนวนมากมีข้อเรียกร้องที่เป็นประเด็นเฉพาะ ในขณะที่เด็กผู้ชายไม่ได้มีประเด็นเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องเพศมากเท่าเด็กผู้หญิง 
นอกจากนี้ หากมองในระดับภาพรวม แกนนำที่ขึ้นปราศรัยในการชุมนุมครั้งล่าสุดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีผู้ชายในสัดส่วนที่มากกว่าผู้หญิงถึง 18 ต่อ 3 และยังมีเหตุการณ์ที่ผู้ปราศรัยชายคนหนึ่งกล่าวข้อความที่มีปัญหาในการเหยียดเพศและตีตราผู้หญิงอีกด้วย จนกระทั่งผู้ปราศรัยผู้หญิงที่มีความหลากหลายทางเพศต้องขึ้นมากล่าวตำหนิทักท้วง และเรียกร้องให้สังคมทำลายระบอบปิตาธิปไตยและยุติการเหยียดเพศ จากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้มีการพูดถึงการใช้พื้นที่สาธารณะในการชุมมทางการเมืองมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาในหลายๆการชุมนุม ผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ไม่ได้รับความปลอดภัยในการเข้าร่วม หลายคนถูกคุกคามทางเพศจากทั้งคนที่เข้ามาร่วมชุมนุมและจากเจ้าหน้าที่รัฐ นักข่าวคนหนึ่งถูกติดตามโดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภายหลังจึงทราบว่าแอบอ้าง และต้องการเข้าถึงตัวเนื่องจากสนใจในรูปร่างหน้าตาของนักข่าวท่านนั้น หรือกรณีที่ถูกพูดถึงในทวิตเตอร์ คือการพูดจาเหยียดเพศจากผู้เข้าร่วมชุมนุมชายในระหว่างที่ผู้ปราศรัยหญิงคนหนึ่งกำลังกล่าวถึงประเด็นการเหยียดเพศอยู่บนเวที ยังไม่นับกรณีเฟมทวิตที่เข้าร่วมการชุมนุมแล้วถูกกลุ่มผู้ชายที่สนับสนุนประชาธิปไตยนำภาพถ่ายไปโพสต์ลงกลุ่มต่างๆเพื่อคุกคามทางเพศออนไลน์ 
พื้นที่ในการชุมนุมทางการเมือง จึงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ไม่มีความเท่าเทียมทางเพศ ทั้งในระดับแกนนำที่ปราศรัยบนเวที หรือระดับของผู้เข้าร่วมชุมนุมที่ไม่มีการทำให้พื้นที่ปลอดภัยเพียงพอสำหรับคนทุกเพศ ผู้หญิงหลายคนไปร่วมชุมนุมด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกล่วงละเมิดทางเพศ ทำให้ต้องประกาศหาเพื่อนไปร่วมชุมนุมด้วย และหลายคนที่ไปชุมนุมก็ถูกล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศทั้งโดยวาจาและทางกาย

การออกแบบพื้นที่สาธารณะเพื่อความเป็นธรรมทางเพศในชีวิตประจำวัน

เมื่อย้อนกลับมาที่สถานศึกษา ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะขนาดเล็กที่นักเรียนหลากหลายเพศต้องมาอยู่ร่วมกันเป็นเวลานานในแต่ละวัน การออกแบบพื้นที่เพื่อเอื้อให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศจึงเป็นสิ่งจำเป็น ทางผู้บริหารโรงเรียนต้องไม่ปล่อยให้นักเรียนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยึดครองพื้นที่ในการใช้จัดกิจกรรมไปเป็นของกลุ่มตัวเองโดยเฉพาะ แต่จะต้องจัดสรรพื้นที่ให้ทุกกลุ่มสามารถเข้าใช้พื้นที่ได้อย่างเสมอภาค และไม่ถูกจำกัดการใช้พื้นที่อันเนื่องมาจากพื้นฐานทางเพศที่แตกต่าง เช่น สนามฟุตบอล ควรจะเป็นพื้นที่สำหรับเด็กทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกับเพศชายเท่านั้น เด็กผู้หญิงหรือเด็กที่มีความหลากหลายทางเพศ ก็ควรจะได้ใช้สนามฟุตบอลหากพวกเขาต้องการ 
และการใช้สนามฟุตบอลของกลุ่มเด็กผู้ชาย ก็จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้พื้นที่ร่วมกันของคนกลุ่มอื่นๆด้วย เช่นกัน เด็กผู้ชายควรถูกสอนให้เคารพพื้นที่ของคนกลุ่มอื่น และเมื่อมีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการเล่นฟุตบอลของพวกเขา ก็ควรจะได้ร่วมรับผิดชอบและแก้ไขหาทางป้องกัน ไม่มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา หรือเรื่องเล็กน้อย เพราะเรื่องที่ดูเล็กน้อยในชีวิตประจำวันในโรงเรียน จะส่งผลต่อการกระทำของพวกเขาในอนาคต ตัวอย่างเช่น การยึดครองพื้นที่ส่วนรวมไปเป็นสนามฟุตบอลที่กลุ่มเด็กผู้ชายมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ก็อาจนำไปสู่การยึดครองพื้นที่ทางการเมืองในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย เพราะการปลูกฝังว่าพื้นที่สาธารณะใดๆเป็นของผู้ชายมากกว่า และผู้หญิงควรอยู่ในบ้าน ดังนั้นหากเราต้องการให้การใช้พื้นที่ใดๆก็ตามมีความเท่าเทียมและเป็นธรรมทางเพศ การออกแบบการใช้พื้นที่และการกระตุ้นให้เกิดสำนึกของการใช้พื้นที่ร่วมกัน จึงต้องเริ่มตั้งแต่พื้นที่ในระดับเล็กๆ อย่างในสถานศึกษา ในครอบครัว เพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมการใช้พื้นที่สาธารณะให้กับคนทุกเพศทุกวัยได้ใช้พื้นที่ร่วมกันอย่างเคารพกันและกัน

การออกแบบพื้นที่ทางการเมืองที่เอื้อสำหรับคนทุกเพศในขบวนการประชาธิปไตย

สำหรับพื้นที่ทางการเมืองในขบวนการประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน หากเราเรียกร้องประชาธิปไตยด้วยความเชื่อว่าคนทุกคนเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน พื้นที่ในการเรียกร้องประชาธิปไตยก็จะต้องเป็นพื้นที่ที่ปราศจากวิธีคิดแบบปิตาธิปไตยด้วย เพราะปิตาธิปไตยทำให้คนบางเพศเข้าไม่ถึงการใช้พื้นที่ทางการเมืองได้ตามต้องการ เช่น การไม่เปิดโอกาสให้แกนนำผู้หญิงได้ขึ้นไปส่งเสียงในอัตราส่วนที่เท่ากัน เช่นเดียวกับคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่ควรต้องมีพื้นที่มากกว่าที่เป็นอยู่ 
หรือกระทั่งการเข้าร่วมการชุมนุมที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้หญิงและคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ก็จะต้องได้รับการแก้ไขและป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดจาเหยียดเพศในระหว่างการปราศรัยจะต้องยุติและไม่นำเรื่องเพศมาใช้ในการด่าทอฝ่ายตรงข้าม หรือใช้ในการเปรียบเทียบในลักษณะของการตีตราทางเพศ และการจัดการการชุมนุม จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อคนทุกเพศ เช่น หามาตรการรับเรื่องร้องเรียนกรณีมีการคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศ จัดทำคู่มือทำความเข้าใจเรื่องเพศ เพื่อให้คนเข้าร่วมปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมที่มีความหลากหลายทางเพศได้อย่างมีความเข้าใจและไม่เลือกปฏิบัติหรือตีตรา มีการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเพื่อให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมมีความเข้าใจเรื่องเพศมากขึ้น ไม่ไปล่วงละเมิดทางเพศผู้เข้าร่วมชุมนุมคนอื่นๆ
นอกจากนี้ การออกแบบกิจกรรมในการชุมนุมทางการเมือง หากมีกิจกรรมที่ทำให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศได้มากขึ้น ก็จะทำให้พื้นที่ทางการเมืองในการเรียกร้องประชาธิปไตยนั้นมีความเป็นปิตาธิปไตยน้อยลง จนกระทั่งนำไปสู่การใช้พื้นที่ที่เท่าเทียมทางเพศได้ในที่สุด เช่น การจัดนิทรรศการให้ความรู้เรื่องการทำแท้งปลอดภัย การพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ การฉายวีดีโอเกี่ยวการยุติการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ ก็เป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างพื้นที่ที่เท่าเทียมทางเพศให้เกิดขึ้นได้ในพื้นที่ทางการเมืองของขบวนการประชาธิปไตย 
โดยสรุป การใช้พื้นที่สาธารณะนั้นมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องความเป็นเพศ ทั้งในระดับของการชีวิตประจำวันทั่วไปและการใช้พื้นที่ทางการเมือง ซึ่งจากสถานการณ์ที่ผ่านมาในสังคมไทย ยังมีความไม่เท่าเทียมในการใช้พื้นที่อันเนื่องมาจากเหตุแห่งเพศอยู่ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบการใช้พื้นที่ที่ไม่คำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายทางเพศ หรือการจำกัดพื้นที่ไว้เฉพาะสำหรับเพศใดเพศหนึ่ง หรือการคุกคามทางเพศต่อเพศใดเพศหนึ่งเพื่อมีการเข้าใช้พื้นที่นั้นๆ ทั้งนี้ หากเราต้องการสังคมที่มีความเป็นธรรมทางเพศและมีความเท่าเทียมกัน คนในสังคมทุกๆคนก็ต้องช่วยกันออกแบบการใช้พื้นที่ให้เอื้อต่อการเข้าถึงของคนทุกเพศให้ได้มากที่สุด ซึ่งรวมไปถึงคนกลุ่มอื่นที่มีความแตกต่างในด้านอื่นๆด้วย เช่น สภาพร่างกาย ชาติพันธุ์ ภาษา วัย เพราะพื้นที่ที่มีความหลากหลายและทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากอันตราย ย่อมสะท้อนถึงสังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตยและมีความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง

ดาราณี ทองศิริ
ดาราณี ทองศิริ
นักสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิผู้หญิงและความหลากหลายทางเพศ สนใจขับเคลื่อนเรื่องเพศในมิติทางการเมือง สังคม ศิลปะและวัฒนธรรม เวลาว่างชอบท่องเฟซบุคกับกินปีกไก่นิวออลีนส์