เมื่อความเป็นหญิงถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อด่าทอ


“พี่ตำรวจเอากระโปรงหนูไปนุ่งมั้ยค่ะ” – หลายๆ คนคงเคยเห็นคำพูดบนป้ายประท้วงในการชุมนุมเพื่อประชาธิปไตยที่สถานทูตเยอรมนีเมื่อวานนี้ (26 ต.ค.) โดยก่อนหน้านี้ยังมีการตะโกนใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่มีการสลายการชุมนุมด้วยการฉีดน้ำด้วยว่า “เอากระโปรงไปใส่มั้ย” มันจึงย้อนแย้งอยู่เหมือนกัน กับความลักลั่นอันไม่ลงลอยของวิธีคิดที่ไม่สอดคล้องกันแบบนี้ ว่าสุดท้ายคนที่กำลังเรียกหา ‘ความเท่าเทียม’ แต่ใช้คำด่าทอแบบเหยียดเพศ (Sexist Slurs) รู้ตัวไหม? หากไม่ แล้วความเท่าเทียมแบบไหนที่เขากำลังถามหา?


Spectoscope: เมื่อความเป็นหญิงถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อด่าทอ


ความเป็นหญิง = สิ่งเลวร้าย – การให้ ‘กระโปรง’ กับผู้ชายที่สังคมมองว่าควรถูกประณาม เป็นแนวคิดที่อยู่ในวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นคำด่าชุดหนึ่งที่ใช้กันอย่างกว้างขวางไปแล้ว ทั้งที่ความจริง การให้ ‘ใส่กระโปรง’ ในบริบทนี้เป็นคำด่าได้ ก็เพราะเป็นสิ่งที่ผูกติดกับ “ความเป็นหญิง” ส่วนคำด่าอื่น ๆ อย่าง “หน้าตัวเมีย” “หน้าหี” ก็นำมาใช้เหยียดหยามได้ด้วยเพราะนัยยะเดียวกัน ซึ่งนี่สะท้อนชุดความคิดที่ฝังลึกลงไปว่า ‘ผู้หญิง’ และ ‘ความเป็นหญิง’ ที่ว่านั้น ‘ต่ำต้อย’ และ ‘น่ารังเกียจ’ และผู้ชายคนใดก็ตามที่ทำพฤติกรรมที่ต่ำทางศีลธรรม หรือล้มเหลวในการทำหน้าที่ของตัวเอง ต้องถูกมอบความเป็นหญิงให้ และถูกลดทอนความเป็นชายลง
Internalized Misogyny: เมื่อผู้หญิงกดความเป็นหญิงซะเอง – ในขณะที่ผู้หญิงบางคนโดนทำร้ายความรู้สึกและตั้งคำถามว่า “ใส่กระโปรงแล้วผิดตรงไหน” ผู้หญิงอีกหลายๆ คนก็อยากเอากระโปรงตัวเองให้ผู้ชายใส่กันอย่างเป็นเรื่องปกติ โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังผลิตซ้ำวาทกรรมที่กดขี่ตัวเองและเพศของตัวเองอยู่ ซึ่งนี่เรียกได้ว่าเป็นอาการหนึ่งของ ‘Internalized Misogyny’ หรือการเหยียดหยามความเป็นหญิง ที่ถูกปลูกฝังมาในผู้หญิงอย่างไม่รู้ตัว เนื่องจากทุกส่วนของวัฒนธรรมสังคมปิตาธิปไตยต่างร่วมกันตอกย้ำสถานะทางสังคมที่ต่ำกว่าและความเป็นอื่นของผู้หญิง ไม่ว่าจะแนวตรงหรือแนวแฝง จึงหล่อหลอมให้ผู้หญิงเป็นผลผลิตของสังคมชายเป็นใหญ่และเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความไม่เท่าเทียมแบบไม่ได้จงใจ
กระโปรงในฐานะศัตรูของความเป็นชาย – อีกปัญหาหนึ่งที่เห็นผ่านวาทกรรมการให้กระโปรงกับผู้ชายก็คือ ‘Toxic Masculinity’ หรือ ‘ความเป็นชายที่เป็นพิษ’ ตามธรรมเนียมของสังคมแล้ว ผู้ชายถูกจำกัดว่าต้องใส่กางเกงเท่านั้น แม้แต่ชุดเครื่องแบบของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยของผู้ชายก็เป็นกางเกง หากใส่กระโปรง จะถือว่าน่าอาย ผิดแผกไปจากวิถีของคนส่วนมาก ซ้ำยังถูกตัดสินว่า “ออกสาว” หรือ “เป็นเกย์” ซึ่งนอกจากจะจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกด้านการแต่งกายของผู้ชายแล้ว การรังเกียจลักษณะ “ความเป็นหญิง” ในผู้ชายก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเกลียดกลัวชายรักเพศเดียวกัน ที่บางครั้งไม่ได้มีความเป็นชายตามขนบของสังคมทุกอย่างด้วย 
ประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นที่กำลังรณรงค์กันทั่วโลก – โดยเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนักเรียนชายกว่าร้อยคนในโรงเรียน Collège Nouvelles Frontières จังหวัดควิเบก ประเทศแคนาดา ใส่กระโปรงไปโรงเรียน เพื่อประท้วงความ ‘สองมาตรฐาน’ เกี่ยวกับชุดเครื่องแบบ ซึ่งบังคับให้ผู้หญิงใส่กระโปรง แต่ผู้ชายกลับถูกล้อเลียน คาดเดาเพศวิถีต่างๆ นานา เมื่อทำสิ่งเดียวกัน รวมถึงนักเรียกกลุ่มนี้ยังรณรงค์ให้เอา ‘นัยยะทางเพศ’ และ ‘การทำให้ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ’ ออกจากการใส่กระโปรงด้วย 
คำด่าที่ส่อนัยยะเรื่องเพศ: นอกจากการไล่ไปใส่กระโปรง คำด่าทอมากมายในภาษาไทยยังอิงอยู่กับเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็น  “หัวควย” “หน้าหม้อ” “เย็ดพ่อ” “เย็ดแม่”  เป็นต้น ซึ่งในเวลาที่ทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงการกดขี่ทางเพศ และให้ความสำคัญต่อนัยยะที่ติดมากับภาษาในชีวิตประจำวัน การใช้คำด่าที่เหยียดเพศยังเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดในไทย โดยเฉพาะในกลไกการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย นำมาสู่คำถามใหญ่ว่าในกระแสการเรียกร้องเสรีภาพและความยุติธรรม การด่าที่ผลิตซ้ำอคติเทางเพศแบบนี้ ใครเจ็บ? หรือเรากำลังจะกดทับซ้ำเติมกันเองอยู่กันแน่?

#LanguagePolitics
#InternalizedMisogyny #Homophobia
#DoubleStandards #SexualObjectification
#Spectroscope #WeScopeForYou

อ้างอิง
#Spectrum #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
นักเขียนและนักอ่านที่จบเอกอังกฤษ โทปรัชญา จากอักษรฯ จุฬา นอกจากทุกอย่างที่เกี่ยวกับ LGBTQ+ สนใจในประวัติศาสตร์และการเมืองอเมริกาเป็นพิเศษ เวลาว่างชอบถ่ายรูปกล้องฟิล์มและหากาแฟแปลก ๆ มาลองดริป (queer, she/her)
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer