Monogamy: ประวัติศาสตร์ผัวเดียวเมียเดียว

ตั้งแต่นาทีแรกที่เราเกิดมามีเรื่องราวหนึ่งที่ถูกพร่ำสอนเกือบทุกวัฒนธรรมทั่วทุกทวีปบนผืนโลกเป็นเทพนิยายที่คุ้นเคยที่ว่าการค้นพบรักแท้คือกุญแจสู่ชีวิตที่น่าพอใจและมีความสุขเราถูกกดดันให้ยอมรับ ความหมายของการมีคู่ครองคนเดียว (monogamy) ด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียวคือมนุษยชาติเรานั้นจัดการกับการมีคู่ครองหลายคน (polygamy) ได้อย่างยากลำบาก และเป็นเรื่องที่ยุ่งยากวุ่นวาย ถ้าเราถามคู่รักว่าทำไม พวกเขาถึงเลือกการมีคู่ครองคนเดียว เราจะได้คำตอบเดียวซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือพวกเขามี “ความรัก”

         ในปี 2016 คู่รักในสหรัฐอเมริกาสองล้านสองแสนคู่ จดทะเบียนสมรสแต่งงานกัน แต่ไปกันไม่รอดและหย่ากันกว่า 80,000 คู่[1] ในประเทศไทยในปี 2562 ที่ผ่านมา มีสถิติการจดทะเบียนสมรสจำนวน 328,875 คู่[2] และมีสถิติการหย่าร่างสูงถึง 128,514 คู่[3] เมื่อเทียบเป็นอัตราส่วนอย่างหยาบๆจะพบว่าการสมรสกว่า 1 ใน 3 จบลงด้วยการหย่าร้าง
         ถ้าหากการมีคู่ครองคนเดียวมันยากนักสำหรับมนุษย์ ทำไมพวกเราส่วนใหญ่ทั่วโลกถึงทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในชีวิต ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมาในใจผู้เขียนว่า มนุษย์นั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้มีคู่ครองคนเดียวจริงหรือเพราะเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามธรรมชาติเพราะเพศไม่ใช่เรื่องราวของการสืบพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเพลิดเพลินและความสนุกสนานที่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่คนเดียว สองคน มากกว่าสองคนขึ้นไป ไล่จนไปถึงระดับสังคมหรือทั้งโลก เพศจึงมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการสื่อสารของบุคคลอื่นเพราะเป็นเรื่องของปฏิกิริยาตอบสนองระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และขยายไปยังส่วนอื่นๆได้อีกด้วย[4] ดังนั้นในทรรศนะของผู้เขียนเรื่องเพศ จึงเป็นการต่อสู้กันระหว่างธรรมชาติและกรอบวัฒนธรรมในสังคม
         ในบทความสิ่งสำคัญที่ผู้เขียนพยายามจะชี้ให้เห็นก็คือความสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียว หรือมากผัวมากเมีย (polygamy) นั้นเป็นเรื่องปกติทั้งสองแบบ เพราะในลำดับขั้นของการวิวัฒนาการของมนุษย์การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ในการปรับตัวดังกล่าวมนุษย์ไม่ได้ใช้เพียงแค่การปรับตัวทางด้านร่างกายหรือทาง กายภาพ แต่มนุษย์นั้นมีความสามารถในการปรับตัวทางวัฒนธรรมเพื่อความอยู่รอดได้อีกด้วย ในบางสังคมนั้นจึงต้องอาศัยการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียวหรือบางสังคมก็ต้องอาศัยความสัมพันธ์แบบมากตัวมากเมียเพราะแต่ละสภาพแวดล้อมช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์นั้นมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน

มุมมองผัวเดียวในสายตาของนักมานุษยวิทยา

                มีนักสำรวจและชาวยุโรปจำนวนมากมองเห็นสังคมชนเผ่าที่มีวัฒนธรรมแบบมาผัวมากเมีย ก่อนที่พวกเขาจะได้รับผลกระทบจากวัฒนธรรมจากภายนอก พวกเขาประหลาดใจในความแตกต่างของวัฒนธรรมทางเพศบาทหลวงคนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่กับชาวอินเดียนาสคาปี เขาถามขึ้นมาว่าถ้าท่านปล่อยให้ภรรยาของท่านมีอิสระถึงเพียงนี้ ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กที่เธออุ้มท้องอยู่เป็นลูกของท่าน ชาวเยซูอิตคนนั้นตอบว่าอาจฟังดูไม่เข้าท่าแต่คนฝรั่งเศสอย่างท่านรักแค่เด็กที่เกิดจากร่างกายของท่านแต่เรารักเด็กทุกคนในเผ่าของเรา ถ้าเด็กร้องไห้ ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้สุดจะอุ้มเด็กขึ้นมาโดยไม่ได้สนใจว่าเด็กที่ร้องไห้นั้นเป็นลูกของใคร มันคือความรู้สึกเป็นพ่อแม่ร่วมกันของเหล่านักล่านักเก็บของป่า อีกวัฒนธรรมของการมากตัวมากเมียคือเผ่าบารีแห่งเวเนซูเอลาซึ่งผู้ชายทุกคนที่หลับนอนกับผู้หญิงคนหนึ่งระหว่างที่เธอตั้งท้องจะถูกมองว่าเป็นพ่อของเด็กคนนั้นและช่วยกันเลี้ยงดูเด็ก ในสังคมชนเผ่าบารีการที่เด็กคนหนึ่งมีพ่อหลายคนเพราะแม่นอนกับผู้ชายหลายคนนั้น ทำให้เด็กมีโอกาสรอดจนเป็นผู้ใหญ่ได้มากกว่าเพราะผู้ชายเหล่านั้นช่วยเลี้ยงดูเด็กๆ[5]

ผัวเดียวเมียเดียวกับทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionism)

                 เราจึงไม่ควรแปลกใจที่บางวัฒนธรรมเป็นแบบคู่ครองหลายคนเพราะที่แท้จริงแล้วนั้น การมีคู่นอนคนเดียวที่แท้จริงนั้นไม่เคยมีมาก่อนเลย สิ่งมีชีวิตที่โรแมนติกที่สุดอาจเป็นดิพโพลซูน พาราดอกซัม (Diplozoon Paradoxum) ปรสิตตัวตืดเวลาพวกมันเลือกคู่ผสมพันธุ์แล้วตัวของพวกมันจะติดแน่นไปกับคู่ของมันตลอดชีวิตจริงๆอย่างถาวรแต่มนุษย์ไม่ใช่พยาธิตัวตืดและสัตว์โลกที่ใกล้เคียงกับเราที่สุดคือซิมแปนซีและลิงโบโนโบ มนุษย์เรานั้นมีความใกล้เคียงกันทางสายพันธุ์กับซิมแปนซีและลิงโบโนโบคล้ายกันมากกว่าที่ช้างอินเดียคล้ายกับช้างแอฟริกาเสียอีก[6]
          มนุษย์เรานั้นมีความใกล้เคียงกับซิมแปนซีลิงโบโนโบทั้งขนาดกระดูก โครงสร้างกล้ามเนื้อและความสามารถในการตอบสนองต่อสิ่งเร้า การแก้ปัญหาชัดเจนว่าทั้งซิมแปนซีและมนุษย์มีความใกล้เคียงกันเกือบทุกอย่างยกเว้นการมีคู่ครองคนเดียว กล่าวคือลิงโบโนโบมีเพศสัมพันธ์ได้ในทันที พวกมันมีเพศสัมพันธ์เพื่อเป็นการทักทาย มีเพศสัมพันธ์เพื่อเป็นการบอกลา มีเพศสัมพันธ์เวลาเครียด ทั้งตัวผู้และตัวเมีย มีเพศสัมพันธ์อย่างอิสระ ตัวผู้ต้องแพร่น้ำเชื้อกับตัวเมียให้ได้หลายตัวที่สุด และตัวเมียต้องรับน้ำเชื้อจากตัวผู้หลายตัว ซึ่งต่อจากนั้นอสุจิของตัวผู้หลายๆตัวก็ต้องแข่งขันกันเพื่อปฏิสนธิกับไข่ของเธอ นี่จึงเป็นการอยู่รอดของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด อสุจิตัวที่ว่ายเร็วที่สุดย่อมไปถึงไข่ของตัวเมียก่อนตัวอื่นๆ จึงเป็นการรับประกันว่าลูกที่เกิดจากอสุจิตัวที่แข็งแรงย่อมมีโอกาสสูงที่จะอยู่รอดและเติบโต[7]
         ปัจจุบันมีหลักฐานมากมายว่าการมีคู่ครองคนเดียวนั้นเป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ตลอดระยะเวลากว่า 300,000 ปีที่ Homo Sapiens ถือกำเนิดขึ้น มนุษย์เพิ่งเลิกเป็นนักล่าสัตว์และนักเก็บของป่าและเปลี่ยน มาทำไร่ไถนาและเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อบริโภคเมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว[8] ผู้เขียนพยามจะชี้ให้เห็นว่าในช่วง 300,000-10,000 ปีที่แล้ว มนุษยชาติของเราเหมาะกับการสืบพันธ์แบบมากผัวมากเมียมากกว่า เพราะการเป็นนักล่าสัตว์และนักเก็บของป่าต้องอาศัยร่างกายที่แข็งแรง ทารกที่มาจากการแข่งขันของอสุจิที่แข็งแรงย่อมมีโอกาสที่จะอยู่รอดและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้มากกว่า การมีเพศสัมพันธ์ผู้ชายหลายคนก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้อสุจิที่แข็งแรงมากว่ามีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายเพียงคนเดียว อีกทั้งการที่เด็กมีพ่อหลายคนก็เหมาะสมกับสภาวการณ์ตอนนั้น คือเมื่อพ่ออีกคนออกไปล่าสัตว์และเก็บของป่า ก็ยังมีพ่ออีกคนที่คอยดูแลปกป้องทารกและแม่ซึ่งอ่อนแอกว่า สิ่งที่ต้องตระหนักในความแตกต่างในธรรมชาติของทั้งสองเพศนั้นคือ เพศผู้ต้องการมีเพศสัมพันธ์อิสระและแพร่น้ำเชื้อของตนเองไปทั่วโลก ในขณะที่เพศเมียเธอเป็นคนเลือกผู้ที่จะให้น้ำเชื้อแก่เธอ ลูกๆของเธอต้องได้รับการดู มีร่างกายและพันธุกรรมที่แข็งแรงจึงจะเป็นผู้ที่อยู่รอด อีกผลหนึ่งคือเพศชายผลิตอสุจิได้ตลอดเวลา ในขณะที่เพศหญิงผลิตเซลล์ไขได้เพียงเดือนละเซลล์ การมีความสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียวในสมัยนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่จะผูกขาดน้ำเชื้อของเพศชายที่แข็งแรงไว้กับตัวเมียเพียงตัวเดียว และการผูกขาดผู้ชายที่แข็งแรงไว้ที่ผู้หญิงไว้เพียงคนเดียวนั้น จึงอาจถือว่าเป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่าและไม่เกิดประโยชน์สูงสุด
ประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของระบบผัวเดียวเมียเดียว
        ในขณะที่สังคมในยุคหลังก่อน 10,000 ปีมานี้ มนุษย์ได้เริ่มลงหลักปักฐาน มีวิวัฒนาการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อบริโภค (Agricultural Revolution) ทำให้มนุษย์เริ่มมีความกังวลในเรื่องทรัพย์สิน การแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว จึงมีประโยชน์ในฐานะที่ช่วยทำให้เกิดการครอบครองและสะสมทรัพย์สินส่วนบุคคล (private property) เพื่อไม่ให้ผลผลิตและสัตว์ที่เลี้ยงไปปะปนกับของคนอื่นในเผ่า และในอีกด้านหนึ่งการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียวยังมีประโยชน์ในแง่ของการเพิ่มแรงงานให้กับครอบครัว เหมือนข้อตกลงเพื่อสันติภาพและพันธมิตรทางธุรกิจ การแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียวจึงไม่ใช่แค่เพื่อจัดความสัมพันธ์ส่วนบุคคลของผู้ชายและผู้หญิง แต่เพื่อเป็นญาติกัน เป็นเหตุผลทางสังคมด้วย

คริสต์ศาสนากับระบบผัวเดียวเมียเดียว

         การเกิดขึ้นของระบบ “ผัวเดียวเมียเดียว” มีส่วนเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันอย่างมากกับการเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 17 ผ่านการประกอบสร้างของรัฐ สถาบันศาสนา และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อสอดส่องตรวจตราและบงการร่างกายของสมาชิกในรัฐให้อยู่ภายใต้การกำกับ ควบคุม ดูแล ของรัฐ ทำให้อุดมการณ์หลักผัวเดียวเมียเดียวให้เป็นภาพแทนถึงวัฒนธรรมสมัยใหม่ ซึ่งไปเบียดขับให้อุดมการณ์หลายผัวหลายเมียให้เป็นชุดวาทกรรมชายขอบ โดยการสร้างภาพแทนให้กับการมีหลายผัวหลายเมียนั้นเท่ากับความป่าเถื่อนไม่รู้จักควบคุมความต้องการทางเพศ การร่วมเพศเพื่อแสวงหาความสุขนอกสถาบันครอบครัวเป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้
         ก่อนที่วาทกรรมผัวเดียวเมียเดียวจะกลายเป็นวาทกรรมหลักในปัจจุบันนั้น แรกเริ่มเดิมที่ความคิดเรื่องเพศถูกจัดให้เป็นสิ่งเลวร้าย นักการศาสนาบางคนเห็นว่ามนุษย์ไม่สมควรร่วมเพศ เช่นพวก Encratite ที่ห้ามร่วมเพศอย่างเด็ดขาด แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ถ้าไม่ร่วมเพศมนุษยชาติก็ต้องสูญพันธุ์ที่สุดแล้ว แม้คริสต์ศาสนาจะเห็นว่าการร่วมเพศเลวร้ายเพียงใด แต่คริสตจักรก็จำต้องทนให้มีการรวมเพศอยู่ต่อไปเพราะไม่เช่นนั้น อาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า (Kingdom of God) จะต้องสูญสิ้น นับแต่ปฐมกาล การที่อดัม (Adam) เอาใบไม้ปิดอวัยวะเพศแสดงให้เห็นว่าร่างกายของเขาไม่เชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้า ร่างกายจึงเป็นเพียงส่วนที่เลี้ยงไม่เชื่อง แสดงถึงการเป็นกบฏต่อพระผู้เป็นเจ้า การแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย (erection) เป็นการแสดงถึงการแข็งข้อต่อพระผู้เป็นเจ้าหรือเจตนาของมนุษย์ที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของพระผู้เป็นเจ้า เพียงแต่ว่าการร่วมเพศในคริสต์ศาสนาจะมีแค่ในสถาบันการแต่งงานที่ได้รับการรับรองโดยศาสนาเท่านั้น ซึ่งเป้าหมายการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียวของคริสต์ศาสนา อยู่ที่การมีลูกและการมีสุขอานามัย ไม่สำส่อน และทั้งหมดเป็นพันธะสัญญาที่ต้องกระทำต่อพระเจ้า การละเมิดสัญญาจึงเป็นเรื่องร้ายแรงมาก[9]
         ซึ่งความคิดเหล่านี้ ไม่ได้วางอยู่บนรากฐานของการแสวงหาความสุข การร่วมเพศในฐานะของความสุขสำราญใจถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ฟุ่มเฟือยและถูกมองว่าเสพติดการร่วมเพศ อย่างน้อยๆก็แสดงให้เห็นความคิดแบบ “อดข้าวชีวาวาย ไม่ตายดอกอดเสน่หา” กล่าวคือ ไม่สมควรมีกิจกรรมทางเพศมากเกินไปหรือไม่มีก็ไม่ตาย นอกจากนั้น เป้าหมายหลักไม่ได้อยู่ที่ความรื่นรมย์จากการร่วมเพศ แต่เป็นไปเพื่อการสืบพันธุ์หรือส่งผ่านพันธุกรรมไปยังรุ่นถัดไป มาตรฐานของศาสนาคริสต์ศาสนากำหนดให้การร่วมเพศอยู่ในรูปแบบนี้มากกว่าการแสวงหาความสุขทางเพศ มาตรฐานของการห้ามร่วมเพศในวันสำคัญของศาสนาคริสต์คือความพยายามห้ามไม่ให้คนร่วมเพศหรือถ้ามีก็ต้องน้อยที่สุด การร่วมเพศต้องมีอยู่ในครอบครัวที่มีผัวเดียว เมียเดียวเท่านั้น[10]
         อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์ของคริสต์ศาสนาเองได้พัฒนาไปในทิศทางที่แตกต่างจากศาสนายิวที่ไม่ได้ยึดหลักการมีผัวเดียวเมียเดียวแต่อย่างใด เพราะประวัติศาสตร์ของยิวตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ได้เป็นแบบผัวเดียว เมียเดียว แม้ว่าจะยึดมั่นในพระเจ้าองค์เดียวหรือเอกเทวนิยม (monotheism) แบบเดียวกันก็ตาม นอกจากนั้นศาสนาอิสลามที่มีพระเจ้าองค์เดียวซึ่งเป็นองค์เดียวกับยิวและคริสต์ศาสนา ก็ไม่ได้เป็นระบบผัวเดียวเมียเดียว มาตรฐานของการมีผัวเดียวเมียเดียวทำให้การรักษาความสัมพันธ์ไปจนวันตายหรือซื่อสัตย์ต่อคู่ครองของตนเพียงคนเดียว (เพราะมีผัวมีเมียได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น) กลายเป็นความสำคัญอย่างมาก ความคิดที่ว่าการร่วมเพศและกิจกรรมทางเพศเป็นสิ่งที่ต้องการเชื่อมโยงหรือมีความสัมพันธ์ทางอารมณ์เพื่อสร้างความผูกพันธ์มาเกี่ยวข้องด้วย โดยสายสัมพันธ์นี้ต้องดำเนินไปกับคนๆเดียวตามระบบความคิดที่มากำกับด้วย “หนึ่งเดียว” (mono) ที่ดำเนินอยู่ภายใต้หลักการของพระเจ้าองค์เดียวและหลักการมีผัวเดียวเมียเดียว ดังนั้นการผูกพันทางอารมณ์และการร่วมเพศต้องดำเนินไปกับคนคนเดียว การมีความสัมพันธ์ทางเพศแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโสเภณีหรือชู้รัก หรือเพื่อนสนิท แม้กระทั่งการดูหนังสือโป๊แล้วสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงการอยู่นอกมาตรฐานของความเป็น “ หนึ่งเดียว” ที่มีเพียงอันเดียวเท่านั้น[11]

ระบบผัวเดียวเมียเดียวในฐานะกลไกการควบคุม สอดส่อง ตรวจ บงการพลเมืองของรัฐสมัยใหม่

       ความพยายามของคริสต์ศาสนาที่ทำให้การแต่งงานอยู่ภายใต้อาณัติของศาสนานั้นต้องใช้เวลากว่าพันปี ถึงจะทำให้การแต่งงานเป็นเรื่องของพระผู้เป็นเจ้า กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการแต่งงานในโบสถ์ แต่เมื่อความเป็นสมัยใหม่และรัฐประชาชาติ (nation-state) ซึ่งต้องควบคุมวิถีปฏิบัติของประชาชนในระดับชีวิตประจำวันทรงอำนาจมากยิ่งขึ้น ไม่เว้นแม้เสียกระทั่งเรื่องบนเตียง รัฐจึงเข้ามาทำหน้าที่ตรวจตรา สอดส่อง ดูแลมวลสมาชิกเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับคริสต์ศาสนาที่กำลังอ่อนลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกตะวันตก ความคิดที่ว่าการแต่งงานเพราะความรักนั้นเพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นบนโลกเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17 นี้เอง เมื่อเราเปลี่ยนความคิดว่าการแต่งงานตั้งอยู่บนความรัก ซึ่งได้ทำให้คนในสังคมกลัวความคิดใหม่จึงถือกำเนิดขึ้น ผู้ชายและผู้หญิงต้องพบรักกันและนำไปสู่การแต่งงานกัน แต่ถ้าการมีคู่ครองเพียงคนเดียวเป็นเพียงความคิดที่กุขึ้นมาก็คงจะเป็นเพียงเรื่องที่กุขึ้นมาเพื่อสร้างวิธีการบังคับบทบาททางเพศและการจัดระเบียบทางสังคม
         ในทางการเมืองพลังของฝ่ายอนุรักนิยมที่มีความเคร่งครัดในเรื่องผัวเดียวเมียเดียวทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อโรคเอดส์ระบาดในทศวรรษที่ 1980  โดยต่างฝ่ายต่างต้องการยึดกุมพื้นที่ทางการเมืองและรัฐสภา ฝ่ายอนุรักษ์นิยมและพวกเคร่งศาสนามุ่งหวังควบคุมเหล่าพลเมืองหรือสมาชิกของรัฐ ให้ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดที่ชั่วร้ายกอปรกับภายใต้พลังอำนาจของวิทยาศาสตร์การแพทย์ “สิ่งชั่วร้าย” ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเพศกำลังถูกจัดระเบียบให้เป็นส่วนหนึ่งของอาการป่วย ดังนั้นรัฐจึงไม่ควรแค่รณรงค์ต่อต้าน แต่รัฐควรเข้าไปห้ามปรามด้วยการออกกฎหมาย ข้อเสนอดังกล่าวทำให้รัฐเป็น “รัฐอภิบาลทารก” ที่ทำหน้าที่ประหนึ่งว่าเป็นพ่อแม่ที่รู้ดีที่สุดว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก โดยรัฐที่ร่ำรวยกระทำผ่านศาสตร์ที่ซับซ้อนและดูน่าเชื่อถือ ขณะที่รัฐยากจนจะใช้กลไกง่ายๆ ทางศาสนาในการควบคุมพฤติกรรม ทางเพศของมนุษย์[12]
         เมื่อรัฐสมัยใหม่เข้ามาเป็นตัวแสดงหลักแทนศาสนจักรซึ่งกำลังอ่อนแรงลงไป วาทกรรมผัวเดียวเมียเดียวจึงกลายมาเป็นวาทกรรมสำคัญที่รัฐใช้ในการสอดส่องตรวจตราประชาชน เช่น การจัดทำสำมโนประชากร การจัดทำสถิติเกี่ยวกับจำนวนเพศหญิงเพศชายภายในรัฐ อีกทั้งนวัตกรรมสำคัญที่เข้ามาแทนที่การมีเพศสัมพันธ์ที่ได้รับรองจากพระเจ้าคือ การจดทะเบียนสมรส” เมื่อการอนุญาติให้มีเพศสัมพันธ์ต้องจดทะเบียนเป็นลายลักษณ์อักษรส่งผลให้การควบคุมจำนวนประชากร ลูกที่เกิดจากการสมรสโดยถูกกฎหมายจะต้องไปแจ้งเกิดเพื่อที่จะได้รับการถูกรับรองในฐานะเป็นพลเมืองของรัฐมีการมอบสัญชาติซึ่งจะกลายมาเป็นอัตลักษณ์ของเด็กไปตลอดชีวิต สิ่งเหล่านี้นั้นล้วนกระทำภายใต้การตรวจส่องตรวจตราคอยนับจำนวนประชากร เมื่อเกิดต้องไปแจ้งเกิดเมื่อจากไปก็ต้องไปแจ้งตายต่อ เจ้าหน้าที่ของรัฐเฝ้ามองและนับจำนวนประชากรอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้รัฐจะกระทำไม่ได้เลยหากปราศจากสถาบันครอบครัวที่มีรูปแบบการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว ความคิดดังกล่าวดำเนินไปภายใต้กรอบความคิดที่ว่ามนุษย์เป็นทรัพยากร (human resources) อันเป็นความคิดที่เกิดในคริสต์ศตวรรษที่ 18 จนทำให้รัฐสมัยใหม่ต้องเข้ามามีบทบาทในการบริหารชีวิตประวันของมนุษย์ให้ดำเนินไปอย่างถูกต้องลงลึกไปจนถึงระดับการมีเพศสัมพันธ์

สรุป

         การมีคู่ครองคนเดียวไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ หมายความว่าเราต้องยอมรับว่ามันไม่ธรรมชาติ มันจึงเป็นอะไรที่เราต้องทำมัน ถ้าเราต้องการมันเพราะมันไม่ได้เกิดจากแรงขับหรือสัญชาตญาณตามธรรมชาติ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจเป็นพิเศษและอาจถึงขึ้นไม่เหมือนใครเลยในโลกของสัตว์โลกนั่นก็คือเรามีความสามารถทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติได้ การมีคู่ครองคนเดียวก็อาจเปรียบเหมือนการเป็นมังสวิรัติ (Vegetarian) คุณอาจเลือกที่จะเป็นมังสวิรัติได้และนั่นอาจดีต่อสุขภาพ และการเลือกนั้นอาจวางอยู่บนความเชื่อที่ว่าอาจถูกศีลธรรม มันอาจเป็นการตัดสินใจที่ดีเยี่ยมแต่เพียงเพราะคุณเลือกที่จะเป็นมังสวิรัติ ไม่ได้หมายความว่ากลิ่นเบคอนจะเลิกหอมได้ ในเรื่องความสัมพันธ์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเรายอมรับการมีความสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียวแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่อยากมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นๆที่ไม่ใช่แฟนของตัวเองหรือเห็นแฟนคนอื่นที่ตรงสเปคแล้วเราจะไม่เงี่ยน
         ปัจจุบันระบบ “ผัวเดียวเมียเดียว” ได้กลายมาเป็นความปกติ เราจึงเห็นการไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นที่ไม่ใช่แฟนของตัวเองเป็นความผิด ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเราได้ยึดคือระบบผัวเดียวเมียเดียวไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการตัดสินใจเชื่อในอุดมการณ์แบบผัวเดียวเมียเดียวก็เป็นเรื่องที่บอกไม่ได้เต็มปากอีกว่าเรามีสิทธิ์ตัดสินใจเลือกเองหรือสังคมเลือกให้กันแน่ ถ้าเราโชคดีคงไม่มีคำถามว่าเราควรมีความสัมพันธ์แบบไหนอีกแล้วในโลกยุคใหม่ (modern world) มันควรเป็นเรื่องของการออกแบบประเภทของความสัมพันธ์ที่เราอยากมีมากกว่า มนุษย์อาจไม่ได้วิวัฒนาการมาเพื่อเป็นผัวเดียวเมียเดียว แต่เราวิวัฒนาการมาเพื่อให้ปรับตัวได้ (Adaptable) มีความสามารถทำสิ่งที่ฝืนเป็นธรรมชาติได้สิ่งนั้นเรียกว่า “วัฒนธรรม”
             ผู้เขียนมีความมุ่งหวังว่าการอธิบายมุมมองของระบบผัวเดียวเมียเดียวในมิติที่แตกต่างกันนี้จะช่วยให้สังคมมองวัฒนธรรมการมีมากผัวมากเมีย ความสัมพันธ์ที่มากไปกว่าคน 2 คนหรือปรากฏการณ์ทางสังคมเกี่ยวกับเรื่องเพศอื่นๆ ในสังคมปัจจุบันที่นับวันเรื่องเพศนั้นจะมีความซับซ้อนได้อย่างละเอียดและมีความลุ่มลึกหลากมิติมากยิ่งขึ้น
 

 
[1] Ranjani Chakraborty, dir. “Monogamy” in Explained Documentary. Netflix Original and A Vox Production, 2018. https://www.netflix.com/title/80216752
[2] สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง, รายงานสถิติทะเบียนสมรส, 2562. สืบค้นจาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/marry/new/staticMarry.php
[3] สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง, รายงานสถิติทะเบียนสมรส, 2562. สืบค้นจาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/marry/new/staticDivorce.php
[4] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, เพศจากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ, (กรุงเทพฯ: สมมติ, 2559), 59.
[5] Reuben Gold Thwaites, Travels and Explorations of the Jesuit Missionaries in New France 1610-1791, (Cleveland: The Burrows Brothers,1898), 2555.
[6] Ranjani Chakraborty, dir. “Monogamy” in Explained Documentary. Netflix Original and A Vox Production, 2018. https://www.netflix.com/title/80216752
[7] Ranjani Chakraborty, dir. “Monogamy” in Explained Documentary. Netflix Original and A Vox Production, 2018. https://www.netflix.com/title/80216752
[8] Ranjani Chakraborty, dir. “Monogamy” in Explained Documentary. Netflix Original and A Vox Production, 2018. https://www.netflix.com/title/80216752
[9] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, เพศจากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ, (กรุงเทพฯ: สมมติ, 2559), 79.
[10] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, เพศจากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ, (กรุงเทพฯ: สมมติ, 2559), 312.
[11] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, เพศจากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ, (กรุงเทพฯ: สมมติ, 2559), 316.
[12] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, เพศจากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ, (กรุงเทพฯ: สมมติ, 2559), 311.

สุธาวัฒน์ ดงทอง
สุธาวัฒน์ ดงทอง
ฟรีแลนซ์ กราฟิกดีไซเนอร์ นักวิจัย และติวเตอร์ ที่เพิ่งเรียนจบรัฐศาสตร์ ออกมาเป็นนักวิจัยได้ซักพัก และตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาขายหนังสือสังคมศึกษาฉบับเซ็กซี