วิชาสุขศึกษาทางไกล 2563 ยังสอนเด็กด้วยอคติทางเพศ ว่าด้วยบทเรียนล้าหลังจากโครงการ “ครูตู้” กับการปลูกฝังนักเรียนไทยไม่ให้เป็น LGBT+


เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2563 ที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่บทเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่อยู่ในหลักสูตรการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ครูตู้” ซึ่งเป็นบทเรียนที่ว่าด้วยกลุ่ม LGBT+ ซึ่งมีความพยายามที่จะแสดงความก้าวหน้าและการยอมรับ LGBT+ ในบางส่วน เช่น เน้นย้ำว่าการเบี่ยงเบนทางเพศไม่ถือว่าเป็นโรคจิต สอนให้เคารพสิทธิทางเพศ ต่อต้านการล้อเลียนและใช้ความรุนแรง และมีรูปประกอบที่แสดงถึงการเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ แต่เนื้อหาส่วนใหญ่นั้นกลับขาดความเข้าใจ ไม่ตรงตามความรู้เรื่องเพศระดับสากล โดยมี 10 ปัญหาที่เห็นได้เด่นชัด ดังนี้

  1. นิยามกลุ่ม LGBT+ ว่ามีพฤติกรรม “เบี่ยงเบนทางเพศ” (Sexually deviant) และ “ไม่พึงประสงค์” ซึ่งคำนี้เป็นคำที่ถูกรณรงค์ให้เลิกใช้กับกลุ่ม LGBT+ มาเป็นเวลานานแล้ว เพราะเป็นการตอกย้ำแนวคิดที่ว่ากลุ่ม LGBT+ แปลกประหลาดและไม่ควรได้รับการยอมรับจากสังคม
  1. ใช้คำว่า “พฤติกรรมทางเพศที่ผิดปกติ” เพื่อเรียกรสนิยมแบบมีความสุขจากการทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดและการได้รับความเจ็บปวด (ที่รู้จักกันว่า BDSM) ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นรสนิยมที่ขึ้นอยู่กับสิทธิส่วนบุคคลตราบใดที่มีความยินยอมของทั้งสองฝ่าย
  1. สอนว่าการเป็นคน “เบี่ยงเบน” ทางเพศ มี ‘ผลกระทบ’ ต่อตัวเอง ครอบครัว และสังคม ซึ่งขัดกับการเสริมสร้างการยอมรับและภาคภูมิใจในตัวเองของ LGBT+ ที่เป็นส่วนสำคัญสำหรับการมีชีวิตและสุขภาพจิตที่ดีของพวกเขาเอง
  1. เสนอว่า การเป็น LGBT+ สามารถ “แก้ไข” ได้ด้วยปัจจัยภายในและภายนอก อย่างการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งขัดกับงานวิจัยมากมายที่ชี้ว่าอัตลักษณ์ทางเพศและเพศวิถี สำหรับคนจำนวนมากนั้นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และยังเห็นได้จากผลรุนแรงของการบำบัดแก้เพศวิถี (Conversion therapy) ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังสร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับเยาวชนที่ต้องเจอกับการบำบัดนั้น
  1. สนับสนุนการปลูกฝังค่านิยมที่ “ถูกต้องตามบรรทัดฐานของสังคมไทย” เพื่อไม่ให้เกิดการเบี่ยงเบนทางเพศ นี่มีนัยยะว่าสิ่งที่ยอมรับได้ตามวัฒนธรรมไทย คือการที่ผู้หญิงและผู้ชายต้องชอบเพศตรงข้าม และมีอัตลักษณ์ทางเพศตรงตามเพศกำเนิดเท่านั้น 
  1. แนะว่าพ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกตาม ‘บทบาททางเพศ’ (Gender roles) อย่างเคร่งครัด ให้เด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงใช้เสื้อผ้าสีที่แตกต่างกัน ให้เล่นของเล่นคนละประเภทกัน สอนวิธีการพูดแตกต่างกัน “ผู้หญิงต้องเรียบร้อย” “ผู้ชายห้ามลากเสียง” เป็นต้น
  1. เรียกคนชอบแต่งตัวแบบเพศตรงข้ามว่า “ลักเพศ” ซึ่งเป็นคำเหยียดหยามที่เอาไว้ใช้เรียกกลุ่มคนข้ามเพศและเกย์ในสมัยก่อน เทียบได้กับคำว่า “Transvestite” ซึ่งไม่ใช่คำเรียกที่ถูกต้องแล้ว
  1. นิยามว่า “เกย์ควีน” คือผู้ชายที่มีลักษณะท่าทางคล้ายผู้หญิง ซึ่งเป็นการไปมอบหมายบทบาททางเพศให้กับความสัมพันธ์ของคนรักเพศเดียวกัน และไม่ใช่ผู้ชายหรือเกย์ที่มีคุณสมบัติของ ‘ความเป็นหญิง’ ทุกคนจะเรียกตัวเองว่า “เกย์ควีน”
  1. มีแบบฝึกหัดสอนให้สังเกตภาพจำ (Stereotypes) เพื่อบ่งบอกว่าใครเบี่ยงเบนทางเพศ เช่น ผู้หญิงที่แต่งตัวเป็นผู้ชายคือ “เบี่ยงเบน” เป็นต้น นอกจากการแต่งตัวยังไม่สามารถบอกอะไรเกี่ยวกับเพศวิถีหรืออัตลักษณ์ทางเพศแล้ว การคาดเดาเพศคนอื่นยังเป็นการล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวอีกด้วย เพราะการเป็น LGBT+ เป็นสิ่งที่ควรจะรอให้เจ้าตัวเปิดเผยเองเมื่อพร้อม

  2. หลักสูตรนี้ยังตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะหลักสูตรการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมนี้ ก่อนที่จะเอามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแบบผสมเพื่อคุมการระบาดของโควิด แต่เดิมมีจุดประสงค์เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครูในพื้นที่ชนบทห่างไกล นั่นแปลว่า นักเรียนที่ไม่มีทุนทรัพย์มากพอ ก็ไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องหรือการศึกษาที่ได้คุณภาพ นำไปสู่ปัญหาอคติในสังคมที่เพิ่มขึ้นไปอีก 

#SexEducation 
#LGBTinclusiveCurriculum
#DistanceLearningTelevision
อ้างอิง
#Spectrum #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน