ศิลปะแห่งการไร้ตัวตน ในยุคที่ทุกคนถูกจับตามอง Hito Steyerl – ศิลปินที่ตั้งคำถามต่อโลกยุคโพสดิจิทัล ที่เทคโนโลยีถูกนำมาใช้ร่วมกับอำนาจรัฐเพื่อจับจ้องผู้คน

 
“จะทำยังไงให้ตัวตนของเราไม่ถูกมองเห็น” – ในวันที่หลายๆ คนยกประเด็นเรื่องการมีอยู่ของอัตลักษณ์ที่แตกต่างและสนับสนุนให้มีการ ‘Come Out’ ก็มีคำถามอีกแง่มุมที่ถูกตั้งขึ้นมาในเวลาเดียวกันคือ: การมีอยู่ของตัวตนเรานั้นจำเป็นไหมที่ต้องให้ใครเห็น? และหากไม่จำเป็น เรามีสิทธิที่จะไม่ถูกมองเห็นไหม? ถ้าทำได้ต้องทำอย่างไร? นี่คือคำถามจากงานวิดีโออาร์ตชื่อดัง ‘How Not To Be Seen: A Fucking Didactic Educational.MOV File (2013) ของศิลปินหญิงคนแรกผู้ที่ถูกจัดอันดับโดย ArtReview ว่ามีอิทธิพลสูงสุดในปี 2017 
 
Spectrum of Human: Hito Steyerl – ศิลปินที่ตั้งคำถามต่อโลกยุคโพสดิจิทัลที่เทคโนโลยีถูกนำมาใช้ร่วมกับอำนาจรัฐเพื่อจับจ้องประชาชน
 
‘ฮิโตะ สเตเยิร์ล’ คือศิลปิน นักเขียน นักคิด และ อาจารย์ชาวเยอรมันวัย 54 ปี ผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานผ่านทั้งงานเขียน (Text) และงานภาพ (Image) ซึ่งโด่งดังอย่างมากจากงานศิลปะที่ถูกใช้เพื่อวิพากย์วิจารณ์สังคม และสะท้อนถึงความอันตรายของอำนาจรัฐ ซึ่งใช้เทคโนโลยีเข้ามาควบคุมประชาชนในโลกยุค Post Digital หรือโลกปัจจุบัน สเตเยิร์ลสร้างงานศิลป์ที่ตลกร้ายแสนเสียดสีเพื่อต่อต้าน ‘สังคมแห่งการควบคุม’ หรือ ‘Society of Control’ ที่ทุกตัวตนต้องอยู่บนฐานแห่งการถูกควบคุม ผ่านกฎระเบียบและวิถีปฏิบัติต่างๆ (Discipline) ที่เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นทุกวัน เมื่อเทคโนโลยีปัจจุบันเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
 
Ontology of Projection – What is more important to you, privacy or security?  นี่คือคำถามรอบ 5 คนสุดท้ายของ Miss Universe 2019 ซึ่งถือเป็นคำถามในลักษณะ ‘False Dilemma’ ซึ่งเป็นภาวะกระอักกระอ่วน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ที่บังคับให้เลือกทั้งๆ ที่ความจริงนั้นไม่ควรเป็นสิ่งที่ต้องเลือก และเป็นสิ่งที่ทุกคนควรได้รับควบคู่กันไป เพราะความเป็นส่วนตัวนั้นก็นับว่าเป็นความปลอดภัยด้วย แต่การที่มีคำถาม + ความรู้สึกว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแบบนี้เกิดขึ้น เป็นดัชนีที่สะท้อนว่าแนวคิด ‘Nation State’ หรือ ‘รัฐประชาชาติ’  ได้หายหรือสึกกร่อนไปแล้ว โดยเปลี่ยนไปเหลือเพียงคำว่า ‘รัฐ’ แต่ขาดความหมายร่วมกับคำว่า ‘ประชา(ชน)’ ดังนั้นเมื่อเราถูกบังคับให้เลือกก็ให้พึงระลึกไว้ว่า ไม่มีความจำเป็นต้องเลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะสิ่งทั้งสองนั้นล้วนสัมพันธ์ต่อประโยชน์สูงสุดของคนทุกคน หาก ‘ไม่ใช่’ คำถามที่ต้องเกิดขึ้นคือ “รัฐ” นั้นคือใคร ถ้าไม่ใช่ของประชาชน? 
 
“สถานการณ์ที่คนส่วนมากพบเจอนั้นคือต้องอยู่ภายใต้การถูกบันทึกภาพตลอดเวลา และนั่นเป็นสิ่งที่น่าเศร้า ฉันคิดว่าคนอยากที่จะหนีจากการตรวจตราจับจ้องในระดับที่เกินปกตินี้  แต่ในขณะเดียวกัน การไม่ถูกมองเห็นอาจจะทำให้พวกเขาเป็นอันตรายถึงชีวิตได้” เสียงของฮิโตะที่พยายามเปิดให้เห็นถึงความสำคัญของเรื่อง ‘Privacy’ แล้วจะทำอย่างไรให้เกิดที่จะไม่ถูกจับตามอง? – นี่คือ 5 วิธีจาก ‘ฮิโตะ สเตเยิร์ล’ ที่ได้นำเสนอออกมา ผ่านงานวีดีโอ How To ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกยุคนี้ที่เต็มไปด้วยอันตรายจากการถูกจับจ้อง
.
 

บทเรียนที่ 1: How to make something invisible for a camera – วิธีไร้ตัวตนจากการจับตามองของกล้อง 
 
ในบทเรียนแรกนี้สเตเยิร์ลพูดถึง การทำตัวเองให้ไร้ตัวตนจากการถูกจับตามองของอุปกรณ์ที่เรียกว่า ‘กล้อง’ โดยนำเสนอไอเดียผ่าน ‘Resolution Test Chart’ หรืออุปกรณ์ปรับเทียบขนาดในการถ่ายภาพและวิดีโอทางอากาศ ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยกองทัพอากาศของสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี 1950 โดยสเตเยิร์ลได้นำเสนอหนทางหลบหลีกจากการถูกถ่ายที่เรียบง่ายที่สุด เช่น ก็ซ่อนตัวสิ (To hide) เดินหนีออกจากจอไปเลย (To get of off screen) หรือ ไม่ก็หายๆ ไปซะ (To disappear) ฯลฯ ซึ่งวิธีเหล่านี้ที่นำเสนอนั้นดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ทำได้จริง แต่ในตอนจบสเตเยิร์ลได้เผยให้เห็นถึงอำนาจของกล้องดาวเทียมที่สามารถจับภาพถ่ายทางอากาศได้ โดยสามารถซูมเข้าซูมออกให้เห็นตั้งแต่ที่พื้นดินยันโลกทั้งใบ และทำยังไงจะหลบกล้องถ่ายอากาศได้ล่ะทีนี้?
 

บทเรียนที่ 2: How to be invisible in plain sight – วิธีไร้ตัวตนในที่โล่งแจ้ง
 
ต่อเนื่องจากบทแรก มาดูกันว่าเราจะซ่อนตัวจากกล้องถ่ายอากาศได้อย่างไรบ้าง ในขณะที่ไม่ได้อยู่ในตัวอาคาร? สเตเยิร์ลแนะนำว่า ก็แกล้งทำเป็นว่าไม่ได้อยู่ในที่นั่นสิ (Pretend you are not there) ลืมๆ ไปซะว่าโดนภาพถ่ายดาวเทียมถ่ายอยู่นะ หรือก็ไปหลบในที่โล่งสิ (Hide in plain sight)  ขณะอยู่ที่โล่งแต่ก็บอกให้หลบ ซึ่งสิ่งที่แนะนำแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ WTF! หรือทำไม่ได้นั่นแหละ นอกเหนือไปจากนั้น สเตเยิร์ลยังได้แสดงให้เห็นทิศทางการมองเห็นภาพในแนวระนาบ ล้อไปกับการใช้เครื่องมือดิจิทัลทัชสกรีนในยุคปัจจุบัน: ซึ่งการใช้การเลื่อน (to scroll) การปัด (to wipe) การลบ (to erase) การย่อ (to shrink) และการถ่ายรูป (to take a picture) โดยสเตเยิร์ลได้อธิบายการจะถูกมองเห็นจากกล้องมากน้อยเพียงใดไว้ว่า ‘Resolution determines visibility หรือ ‘ความละเอียดกำหนดการถูกมองเห็น’  คำถามคือเราสามารถเปลี่ยนความละเอียดที่กำหนดการถูกมองเห็นของเราได้ไหม? อย่างไร? เพื่อไม่ให้ตัวเราปรากฏอยู่ในรูปภาพ?

บทเรียนที่ 3: How to become invisible by becoming a picture – วิธีไร้ตัวตนด้วยการกลายเป็นรูปภาพ  
 
บทนี้สเตเยิร์ลจะพาไปหลบซ่อนโดยการทำตัวให้กลืนไปกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เพื่อให้เวลาคนมองภาพมาแล้วไม่เห็นเรา โดยเธอแนะนำรวมๆ ทั้งสิ้น 7 วิธี: พรางตัว (to camouflage) ปกปิด (to conceal) หาอะไรมาคลุม (to cloak) ใส่หน้ากาก (to mask) เพนท์ตัว (to painted) ปลอมตัว (to disguise) และ เลียนแบบ (to mimic) โดยสเตเยิร์ลทิ้งท้ายให้เห็นถึงศักยภาพการมองเห็นของเทคโนโลยีกล้องทางอากาศ ที่ในปัจจุบันนั้นมีความคมชัดถึง 1 ส่วน 4 ตารางกิโลเมตร ต่อ 1 พิกเซลหรือหน่วยที่เล็กที่สุดในที่กล้องมองเห็น (อ้างอิงจากข้อมูลในวิดีโอเมื่อปี 2013)  ซึ่งสเตเยิร์ลเสนอว่าหากจะคุณอยากจะหลบซ่อนจากกล้องทางอากาศ ก็ต้องย่อตัวลงให้เล็กกว่าหรือเท่ากับ 1 พิกเซล (เป็นไปไม่ได้) โดยการเล่าเรื่องพิกเซลนั้นสเตเยิร์ลได้รับแรงบรรดาลใจจากผู้ประท้วงในเมือง ‘Kiev’ (เคียฟ) ประเทศยูเครน ที่พูดไว้ว่า “ผมต้องอยู่ที่นี่ ทำงานเหมือนพิกเซล” “I have to be here, working as a pixel.” โดยเปรียบเทียบ “Pixel” เสมือนกับคนกลุ่มน้อย หรือคนชายขอบ ที่ไม่มีความสำคัญในสายตาของรัฐ
 

บทเรียนที่ 4: How to be invisible by disappearing – วิธีไร้ตัวตนโดยการหายไป 
 
ในบทเรียนนี้ สเตเยิร์ลนำเสนอวิธีการถูกมองไม่เห็นด้วยวิธี ‘Impossible Possiblity’ (ความเป็นไปไม่ได้ที่เป็นไปได้) อีกครั้ง โดยเธอได้เสนอภาพในจินตนาการของบ้านเมืองที่ทุกคนใช้ชีวิตอย่างโดยไร้ร่องรอย ด้วยวิธีต่างๆ เช่น เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ (Being super hero) สวมผ้าคลุมล่องหน (Being fifty with an Invisibility cloak) เป็นพิกเซลที่พัง (Being a dead pixel) เป็นสัญญาณไวไฟที่เคลื่อนตัวผ่านร่างกายมนุษย์ (Being wifi signal moving through human bodies) 
 
อีกทั้งเธอยังเทียบให้เห็นด้วยว่าการที่ ‘ไม่ถูกมองเห็น’ ในสังคมปัจจุบันนั้นเป็นไปได้ด้วยอะไรบ้าง ยกตัวอย่าง เช่น อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรที่มีรั้วรอบขอบชิด (Living in a gated community) อาศัยอยู่ในพื้นที่ทหาร (Living in military zone) อยู่ในสนามบิน โรงงาน หรือ พิพิธภัณฑ์ (Being in an airport, factory or museum) เป็นผู้หญิงที่อายุมากกว่า 50 (Being female and over 50) ใช้บริการดาร์คเว็บ (Surfing the dark web) ผู้ที่ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร หรือเป็นคนจน (Being undoccumented or poor) โดนจับว่าเป็นแสปม (Being spammed by filter) เป็นเจ้าของกระเป๋าปาปิรุสที่ว่างเปล่า (Owning empty papyrus handbag) หรือเป็นคนที่หายตัวไปจากการทำตัวเป็นศัตรูของรัฐ (Being a disappeared person as an enemy of the state)
 
ซึ่งสเตเยิร์ลได้ทิ้งท้ายบทนี้โดยการทิ้งตัวเลขจำนวนคน 170,000 คนที่ถูกทำให้หายไปในช่วงยุคการปฏิวัติโลกดิจิทัล ซึ่งอาจจะมาจากสาเหตุของการถูกถอนรากถอนโคน  (annihilated) ถูกกำจัดไป (eliminated) ถูกสลายไป (irradiated) ถูกลบล้าง (deleted) ถูกกรองออกไป (dispensed with filter) ถูกคัดเลือก (selected) ถูกแบ่งแยก (separated) หรือถูกขจัดไป (wiped out) และตบท้ายด้วยการนำเสนอภาพจินตนาการความเป็นไปได้ที่คนที่เป็นพิกเซลเหล่านี้ สามารถมารวมตัวกันกันประกอบสร้างเป็นเวกเตอร์ภาพสามมิติของสังคมที่ทุกคนอยากเห็น
 

บทเรียนที่ 5: How to become invisible by merging into a world made of pictures –
วิธีไร้ตัวตนโดยแทรกซึมเข้าไปสู่โลกของรูปภาพ
 
ในบทเรียนสุดท้าย สเตเยิร์ลรวบรวมหลายวิธีที่เคยพูดมาก่อนหน้า พูดถึงการหนีไปสู่อีกโลกหนึ่ง การรวมกันเพื่อนำไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่สร้างขึ้นมาจากรูปภาพ และหายตัวไปจากโลกแห่งความจริงอย่างสมบูรณ์ รวมไปถึงการละทิ้งซึ่งสภาวะของการมีตัวตน (The throw off the cloak of representation) พร้อมปิดท้ายด้วยเพลง ‘when will I see you again’ ของ ‘Three Degrees’ วงศิลปินชาวอเมริกาที่มีเนื้อร้องถามไถ่ว่าวันไหนที่เราจะ ‘เห็น’ กันและกันอีกครั้งในโลกที่เราฝันด้วยกัน โลกแห่งสังคมอุดมคติที่เหล่าพิกเซลฝันถึง กับโลกแห่งความสุขที่เต็มไปด้วยความหวัง ความรัก ชีวิต และความถึงพอใจ  (A World Full of Hope, Love, Life, Contentment)
 
ภายใต้วันที่เหล่าพิกเซลได้ไฮแจคอุปกรณ์การจับจ้องคืนมา
วันที่การก้าวสู่ตัวตนของทุกๆ คนไม่ถูกจับจ้อง
วันที่เรากลายเป็นฝ่ายที่ตรวจสอบพวกที่เคยจับจ้องพวกเราแทน
วันที่เครื่องบินรบ โปรยกากเพชร แทนการหย่อนระเบิด
ณ วันนั้น เหล่าพิกเซลโบยบินเป็นอิสระไปพร้อมกับโดรน นิรันดร์
(เปลี่ยนโดรนที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งการจดจ้อง ให้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งอิสระภาพ)
 
Shoot this for real!

อ้างอิง

#Human # Hito Steyerl
#Spectrum #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
นักเขียนและนักอ่านที่จบเอกอังกฤษ โทปรัชญา จากอักษรฯ จุฬา นอกจากทุกอย่างที่เกี่ยวกับ LGBTQ+ สนใจในประวัติศาสตร์และการเมืองอเมริกาเป็นพิเศษ เวลาว่างชอบถ่ายรูปกล้องฟิล์มและหากาแฟแปลก ๆ มาลองดริป (queer, she/her)
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
Visual Designer, Content Creator & Occult lover https://ppapuru.com/