ไม่มีความเท่าเทียมทางเพศในขบวนประชาธิปไตยไทย? ไม่มีประชาธิปไตยในการเคลื่อนไหวสิทธิทางเพศ?

“วันที่สหรัฐฯ มีประชาธิปไตย คนดำยังเป็นทาส
วันที่คนดำเป็นไท ผู้หญิงยังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์แบบ
มีแต่ไม่ถอยหลัง ก็ก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว”

ข้อความข้างต้นเป็นคำกล่าวของคนที่ทำงานเรื่องประชาธิปไตยในสังคมไทยท่านหนึ่ง ที่ผู้เขียนได้อ่านผ่านตาในโซเชียลมีเดีย ในช่วงเวลาที่ผู้คนในสังคมไทยกำลังต่อสู้เรื่องประชาธิปไตย สิทธิสมรสเท่าเทียมของกลุ่ม LGBTIQ สิทธิความเท่าเทียมทางเพศของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าเฟมินิสต์
หากย้อนไปดูลำดับเวลาในประวัติศาสตร์การต่อสู้เรื่องสิทธิเสรีภาพของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่การออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย จนถึงการเรียกร้องการเลิกทาสของคนผิวดำและการเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้งของผู้หญิง ประโยคดังกล่าวเป็นการพูดถึง “ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์” ที่เกิดขึ้นจริง แต่ในบรรทัดสุดท้ายที่บอกว่า “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์แบบ มีแต่ไม่ถอยหลัง ก็ก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว” ประโยคนี้เป็นจริงหรือไม่ เราควรใช้ความคิดแบบนี้เป็นบรรทัดฐานในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเรียกร้องสิทธิใดๆ หรือไม่ ผู้เขียนอยากชวนมาทำความเข้าใจและมองมิติของขบวนการเคลื่อนไหวให้มากขึ้นในบทความนี้ เพื่อที่เราจะได้เห็นภาพกว้างขึ้นว่าทำไม ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในไทยถึงมีปัญหากับสิทธิความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิความเท่าเทียมทางเพศจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในขบวนการประชาธิปไตยอย่างไร

กระแสการเคลื่อนไหวเรื่องสมรสเท่าเทียมของพรรคก้าวไกลกับกลุ่ม LGBTIQ

ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีความพยายามผลักดันจากพรรคก้าวไกลเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในร่างพ.ร.บ.แก้ไขปพพ.เกี่ยวกับการสมรส โดยจุดประสงค์เพื่อให้กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถจดทะเบียนสมรสกันได้เฉกเช่นเดียวกับคู่ชายหญิงรักต่างเพศ คนที่เห็นด้วยกับสิทธิในการสมรสเท่าเทียมต่างพากันเข้าไปให้ความเห็นต่อร่างพ.ร.บ. ของพรรคก้าวไกล จนเกิดเป็นกระแสแฮชแท็ก #สมรสเท่าเทียม ในทวิตเตอร์และมีการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ในเฟซบุคเป็นสีรุ้งเพื่อสนับสนุนการสมรสเท่าเทียมอีกด้วย
หลังจากที่กระแสสมรสเท่าเทียมกลายเป็นที่พูดถึง ในเวลาต่อมา มีข่าวออกมาว่า รัฐบาลได้มีมติเห็นชอบให้ผ่านร่างพ.ร.บ. คู่ชีวิตซึ่งเป็นกฎหมายคนละฉบับกับของพรรคก้าวไกล ทำให้มีเสียงวิพาษ์วิจารณ์ถึงการไม่มีส่วนร่วมของประชาชน การช่วงชิงกระแสสมรสเท่าเทียมไปเป็นของรัฐบาลเพื่อทำผลงาน จนก่อให้เกิดการใช้แฮชแท็ก  #ไม่เอาพรบคู่ชีวิต ตามมา เพื่อแสดงจุดยืนในการสนับสนุนร่างแก้ไขปพพ. ของพรรคก้าวไกล 
จากกระแสที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำให้คนจำนวนมากเข้าใจไปว่า กลุ่ม LGBTIQ กำลังจะได้สิทธิสมรสเท่าเทียมจากรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นรัฐบาลที่มีความเป็นเผด็จการและคุกคามประชาชน ไม่เป็นประชาธิปไตย จนทำให้นักจัดรายการ จอห์น วิญญู ออกมาพูดถึงกรณีที่รัฐบาลจะผ่านกฎหมายคู่ชีวิตให้กลุ่ม LGBTIQ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โดยในรายการ Dailty Topics ได้มีการกล่าวถึงกลุ่ม LGBTIQ ว่าขาดการมีส่วนร่วมและสนับสนุนประชาธิปไตย และระบุว่า ถ้าประชาธิปไตยไม่มา สิทธิของ LGBTIQ ก็ไม่น่าจะมาก่อน ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จนกระทั่งมีการตั้งค่ารายการเป็นวีดีโอส่วนตัวไม่สามารถเข้าไปชมรายการได้อีก และภายหลังจอห์นก็ได้ออกมากล่าวขออภัยต่อกลุ่ม LGBTIQ ที่ได้พูดในเชิงกล่าวหาหรือตำหนิการเคลื่อนไหวของกลุ่ม LGBTIQ ในรายการ
สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น มีการถกเถียงกันในสังคมอย่างต่อเนื่องว่ากลุ่ม LGBTIQ ไม่สนับสนุนประชาธิปไตยจริงหรือ? กลุ่ม LGBTIQ ที่จอห์นกล่าวถึงคือกลุ่มไหนกันแน่? เพราะ LGBTIQ จำนวนมากก็ออกมาโต้แย้งว่าพวกเขาเข้าร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยกับขบวนการมาโดยตลอด แต่ไม่เคยถูกนับเป็นส่วนหนึ่ง และในหลายๆครั้งกลับถูกกันออก หรือถูกมองว่าเป็นตัวตลกเสียด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิของผู้หญิง ซึ่งมักมีข้อถกเถียงกับฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยในเรื่องเพศ และกระแสการต่อต้านเฟมินิสต์ในกลุ่มนักประชาธิปไตยก็ได้เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันกับเรื่องสมรสเท่าเทียม

ไม่มีประชาธิปไตยในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ?

หากเราย้อนกลับไปดูลำดับเวลาการต่อสู้เรื่องกฎหมายสมรสของกลุ่ม LGBTIQ ในสังคมไทย จะเห็นว่าขบวนการผลักดันกฎหมายได้ดำเนินการเรื่อยมาในทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารหรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นในห้วงเวลาที่ประเทศไทยเคยมีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยหรือรัฐบาลพลเรือน และในห้วงเวลานี้ที่รัฐบาลปัจจุบันนำโดยทหารและมาจากการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ 
กลุ่มคนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิสมรสเท่าเทียมมีทั้งกลุ่มนักกิจกรรมที่ทำงานได้กับทุกรัฐบาล และมีกลุ่มที่ปฏิเสธจะเรียกร้องสิทธิในรัฐบาลเผด็จการเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่ม LGBTIQ ที่เป็นชนชั้นกลางบางส่วน ซึ่งมองไม่เห็นปัญหาของการไม่เป็นประชาธิปไตย กลุ่มเหล่านี้นอกจากจะต่อต้านการออกมาชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงแล้ว ยังเข้าร่วมกับม็อบ กปปส ในการต่อต้านการเลือกตั้งและเรียกหารัฐประหารอีกด้วย ในขณะที่กลุ่ม LGBTIQ ที่เรียกร้องประชาธิปไตย เลือกที่จะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและการทำงานของกลุ่มที่เรียกร้องสิทธิสมรสเท่าเทียมด้วยกันเอง เพราะมองเห็นความไม่เป็นประชาธิปไตยในกระบวนการออกกฎหมาย รวมไปถึงการมองเห็นสิทธิเสรีภาพของคนกลุ่มต่างๆที่กำลังถูกละเมิดโดยรัฐบาลเผด็จการเมื่อครั้งการรัฐประหารในปี 2557 เสร็จสิ้นใหม่ๆ แต่เสียงของกลุ่ม LGBTIQ ที่สนับสนุนประชาธิปไตย ไม่ได้ถูกไฮไลท์ขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการประชาธิปไตย น่าสังเกตว่าทำไมกลุ่ม LGBTIQ ในขบวนการต่อต้านประชาธิปไตย จึงมีพื้นที่ในการส่งเสียงมากกว่ากลุ่ม LGBTIQ ที่อยู่ในขบวนการประชาธิปไตย
อาจสรุปได้ว่า ในกลุ่มขบวนการผลักดันสิทธิสมรสเท่าเทียมเอง ก็มีทั้งคนที่สนับสนุนประชาธิปไตยและคนที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิทธิมา โดยไม่สนว่าจะรัฐบาลนั้นจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ซึ่งภาพของกลุ่ม LGBTIQ ที่เป็นชนชั้นกลาง สนับสนุนรัฐประหารและทหาร ออกมาต่อต้านการเลือกตั้งและการชุมนุมของคนเสื้อแดง อาจเป็นที่มาในการออกมาวิพากษ์วิจารณ์กลุ่ม LGBTIQ ของจอห์น วิญญูในรายการ แต่เขาอาจลืมนึกถึงกลุ่ม LGBTIQ ที่สนับสนุนประชาธิปไตยมาโดยตลอด สิ่งที่เขาพูดในรายการวันนั้น จึงทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจและรู้สึกถึงการกล่าวหาว่าไม่มีส่วนร่วมในการผลักดันประชาธิปไตย ดังนั้นการบอกว่ากลุ่ม LGBTIQ ไม่สนับสนุนประชาธิปไตย ก็อาจจะต้องพูดให้ชัดว่า คือ LGBTIQ กลุ่มไหน และใครบ้างที่ร่วมสังฆกรรมกับการสนับสนุนรัฐประหารหรือการต่อต้านการเลือกตั้งในช่วงประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่ผ่านมา รวมไปถึงคำถามใหญ่ว่า ทำไมในขบวนการประชาธิปไตย พื้นที่และเสียงของ LGBTIQ จึงไม่เปิดกว้างและไม่ถูกมองเห็น?

ไม่มีความเท่าเทียมทางเพศในขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยไทย?

ถ้าหากขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย วิพากษ์ว่าในกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียมทางเพศหรือสิทธิสมรสของกลุ่ม LGBTIQ มีปัญหาเรื่องการไม่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่สนับสนุนประชาธิปไตยแล้ว คำถามต่อมา ในขบวนการประชาธิปไตยเองให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางเพศมากน้อยแค่ไหน? 
เราอาจจะไม่ต้องพูดถึงบทบาทการนำที่ยังคงเป็นพื้นที่ของผู้ชายมากกว่าผู้หญิงและเพศหลากหลายในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็ได้ เพราะดูเหมือนว่าในช่วงเวลาปัจจุบันมีตัวแทนของผู้หญิงในพื้นที่ของขบวนการประชาธิปไตยมากขึ้น แต่สถานการณ์ในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในช่วงที่ผ่านมา นอกจากจะมีประเด็นนักกิจกรรมทางการเมืองหญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศจากผู้ชายในขบวนแล้ว ยังมีการคุกคามทางเพศนักกิจกรรมหญิงบนพื้นที่ออนไลน์ เช่น กรณีของ นักกิจกรรมหญิง สิรินทร์ มุ่งเจริญ ที่มักจะถูกผู้ชายที่ออกปากว่าสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตย นำรูปภาพไปโพสต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ในลักษณะของการล้อเลียนรูปร่างหน้าตา หรือคุกคามทางเพศตามกลุ่มการเมืองหรือเพจการเมืองต่างๆ อยู่เสมอ 
หรือล่าสุด กรณีมีการนำเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศของคนที่มีความหลากหลายทางเพศไปทำป้ายในการชุมนุม โดยใช้คำว่า “อีตุ๊ดชิบูย่า” โดยคนที่เข้าร่วมการชุมนุมไล่รัฐบาลที่รังสิต ซึ่งเนื้อหาของป้ายไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการขับไล่รัฐบาลเลย และการคุกคามกลุ่มวัยรุ่นผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่า ‘เฟมทวิต’ โดยการนำรูปภาพของพวกเธอไปโพสต์บนพื้นที่ออนไลน์และปล่อยให้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความเห็นในเชิงคุกคามทางเพศกับบุคคลเหล่านี้ รวมถึงกรณีของวัยรุ่นผู้หญิงข้ามเพศ น้องปาหนัน ที่ออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่เชียงใหม่ และถูกนำภาพไปโพสต์ล้อเลียนกลั่นแกล้งด้วยเหตุแห่งอัตลักษณ์ทางเพศ โดยกลุ่มที่ต่อต้านประชาธิปไตยและสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ 
คำถามสำคัญคือ ขบวนการประชาธิปไตยคิดเห็นอย่างไรกับการกระทำเหล่านี้ทั้งการกระทำที่มาจากฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกันเองและฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย? ได้ออกมาปกป้องคุ้มครองหรือช่วยเหลือผู้หญิงหรือกลุ่ม LGBTIQ ที่ถูกคุกคามทางเพศจากฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตยหรือไม่? และช่วยอย่างไรบ้าง? หรือมองเห็นว่าเรื่องนี้ไม่สลักสำคัญเท่ากับการเรียกร้องประชาธิปไตยและขับไล่รัฐบาลก่อน แล้วค่อยพูดถึงเรื่องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ?

เสียงของผู้หญิงและ LGBTIQ ที่ไม่ถูกนับอยู่ในขบวนประชาธิปไตย

ข้อสังเกตส่วนตัวของผู้เขียน ผู้เขียนเห็นว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่กลุ่ม  LGBTIQ ออกไปร่วมขับเคลื่อนในขบวนการประชาธิปไตยและทำในสิ่งที่เป็นการสนับสนุนขบวนการ หรือในมาตรฐานที่ขบวนตั้งเอาไว้ได้ ก็จะได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งในขบวน เช่น การปราศรัยโจมตีรัฐบาลด้วยวิวาทะอันเผ็ดร้อน หรือมีอารมณ์ขัน การแสดงใดๆที่ทำให้การชุมนุมมีสีสันเรียกเสียงหัวเราะ  ยกตัวอย่างในการชุมนุมครั้งล่าสุดที่มีชื่อว่า 
“ม็อบไม่มุ้งมิ้งแต่ตุ้งติ้งค่ะคุณรัฐบาล” ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ได้รับการชื่นชมจากฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก ด้วยการชุมนุมที่มีเนื้อหาที่หนักแน่นและรวมเอาประเด็นชายขอบเข้าไปในการปราศรัยเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เช่น เรื่องของการอุ้มหายวันเฉลิม การทำให้งานบริการทางเพศเป็นเรื่องถูกกฎหมาย ปัญหาของการเกณฑ์ทหาร เป็นต้น รวมไปถึงการแสดงออกที่เต็มไปด้วยความรื่นเริงและสนุกสนาน แต่การยอมรับนั้นอยู่ในระดับที่เท่ากันหรือไม่เป็นอีกคำถามที่ผู้เขียนอยากชวนคิด 
เพราะบ่อยครั้ง LGBTIQ ถูกมองว่าเป็นได้แค่สีสันหรือตัวตลกของคนในขบวน เป็นกลุ่มที่เอนเตอร์เทน สร้างรอยยิ้มให้คนในขบวน แต่เมื่อไหร่ที่กลุ่ม LGBTIQ หันมาวิพากษ์ฝ่ายประชาธิปไตยด้วยเรื่องใดก็ตาม กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยก็พร้อมจะกดพวกเขาลงไปให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า ด้วยการล้อเลียนอัตลักษณ์และวิถีทางเพศของพวกเขา และใช้ข้ออ้างเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกอันเป็นหนทางของประชาธิปไตย โดยไม่แม้แต่จะหันไปมองว่า LGBTIQ คนนั้นตลอดชีวิตที่ผ่านมาต้องถูกล้อเลียนกลั่นแกล้งอย่างไรบ้าง และพื้นที่อันเป็นประชาธิปไตยที่ควรจะโอบรับความหลากหลายนั้น ได้กลายมาเป็นพื้นที่ที่สนับสนุนการกดขี่ทางเพศแทนได้อย่างไร
เช่นเดียวกับกลุ่มผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่าเฟมินิสต์และออกมาเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยร่วมกับขบวนใหญ่ เมื่อพวกเธอพูดเรื่องประชาธิปไตย คนในขบวนการจะยอมรับและยกย่อง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเธอหันมาวิจารณ์คนในขบวนการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเหยียดเพศ การคุกคามทางเพศ การล่วงละเมิดทางเพศ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการพยายามผลักผู้หญิงกลุ่มนี้ออก และบอกว่าพวกเธอสนใจแต่เรื่องหยุมหยิม กราดเกรี้ยวเกินไป และนำมาซึ่งประโยคที่ว่า ถ้ามีประชาธิปไตย สิทธิอื่นๆ ก็จะตามมาเอง ดังนั้นเราควรร่วมมือกันเรียกร้องประชาธิปไตยก่อน และควรพูดเรื่องสิทธิทางเพศทีหลัง

แนวคิดเรื่องอำนาจและอัตลักษณ์ที่ทับซ้อนของผู้ถูกกดขี่กับสังคมไทย

ทำไมเราจึงไม่สามารถเคลื่อนไหวในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียวได้ ทำไมประชาธิปไตยต้องไม่ดูเบาปัญหาของคนในกลุ่มอื่นๆ และทำไมคนที่เรียกร้องสิทธิของกลุ่มต่างๆ จึงต้องร่วมกันสนับสนุนประชาธิปไตยไปพร้อมๆกัน?
ก็เพราะว่าคนๆหนึ่งนั้นสามารถตกอยู่ภายใต้การกดขี่จากผู้มีอำนาจได้ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ถูกกดขี่โดยอำนาจรัฐจากการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ถูกอุ้มหายหรือถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่ หรือการที่คนๆหนึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศจากผู้ใช้อำนาจกระทำความรุนแรงทางเพศ และคนๆหนึ่งอาจถูกชุมชน สังคม และรัฐ เลือกปฏิบัติ เข้าไม่ถึงการจ้างงาน การศึกษา เพราะไม่มีสัญชาติ หรือพิการทางสภาพร่างกายและสมอง หรือมีความหลากหลายทางเพศ คนๆหนึ่งอาจไม่ได้รับสวัสดิการทางการรักษาพยาบาล เพียงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาเนื่องจากยากจน 
ดังนั้น คนหนึ่งคนในฐานะประชาชนไทย อาจถูกกระทำ ถูกกดขี่ได้จากทั้งรัฐ ในฐานะที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง จากสังคมในฐานะของคนที่เป็นชนเผ่า จากชุมชน จากครอบครัว และจากประชาชนด้วยกันเองในฐานะที่เป็นคนหลากหลายทางเพศ สิ่งเหล่านี้เรียกว่า อำนาจและอัตลักษณ์ที่ทับซ้อน ซึ่งเป็นการมองมิติของอำนาจที่คนๆหนึ่งไม่มีหรือมี และนำมาซึ่งการกระทำต่างๆ การเข้าไม่ถึงสิทธิและโอกาสในแง่มุมต่างๆ 
การออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย จึงไม่ใช่มิติเดียวที่จะแก้ปัญหาชีวิตของคนๆนั้นได้ เพราะในความเป็นจริง หลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาการเลือกปฏิบัติเพราะสีผิวจะหมดไป หรือในหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ก็ไม่ได้มีกฎหมายรับรองการสมรสเท่าเทียมของคนหลากหลายทางเพศ ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีการกดขี่ทางเพศต่อผู้หญิง 
ดังนั้นผู้เขียนเห็นว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตยควรจะเดินไปพร้อมๆกับการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของกลุ่มต่างๆ ไม่ใช่บอกให้ก้าวไปทีละก้าว หรือเปลี่ยนแปลงไปทีละขั้นทีละตอน ค่อยเป็นค่อยไป แบบที่นักประชาธิปไตยหลายคนกล่าวกับคนกลุ่มอื่นๆ ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเองภายใต้การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย 

วิธีคิดเรื่อง การเปลี่ยนแปลงตามลำดับ หรือการเปลี่ยนแปลงทีละก้าว มีปัญหาอย่างไร?

ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในขบวนการประชาธิปไตยไทย ณ ขณะนี้ คือการที่หลายคนไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องแนวคิดความเท่าเทียมของคนทุกคนในสังคมประชาธิปไตย เข้ากับสิทธิทางเพศของผู้หญิงและกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ รวมไปถึงสิทธิของคนกลุ่มที่เป็นชายขอบของสังคมด้วย เช่น กลุ่มคนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มคนทำงานบริการทางเพศ กลุ่มแรงงานข้ามชาติ กลุ่มมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้ เพราะสิทธิของคนกลุ่มต่างๆในสังคมนั้น ถูกมองว่าเป็นสิทธิเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเห็นได้ชัดจากการออกมาพูดเรื่องสมรสเท่าเทียมที่บอกว่าต้องให้เป็นประชาธิปไตยก่อน หรือการที่สิทธิของคนชนเผ่าพื้นเมือง คนไร้สัญชาติไม่ค่อยถูกพูดถึงเหมือนเรื่องอื่นๆ เช่น สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง 
การที่นักประชาธิปไตยจำนวนมากเห็นว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด และการเรียกร้องสิทธิของคนกลุ่มต่างๆเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทีละก้าวทีละขั้น ค่อยเป็นค่อยไป เป็นวิธีคิดแบบ Gradualism ซึ่งมองการขับเคลื่อนขบวนการเคลื่อนไหวแบบมีลำดับขั้นตอน และเรียกร้องให้คนในกลุ่มต่างๆที่เป็นชายขอบและกำลังถูกกดขี่จากโครงสร้างของสังคมและรัฐให้ต้องอดทนไปก่อน แล้วเดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้นหลังได้รับประชาธิปไตยแล้ว 
คำถามสำคัญคือ เราจำเป็นหรือไม่ที่ต้องรอให้มีประชาธิปไตยก่อน แล้วจึงเรียกร้องสิทธิของกลุ่มต่างๆ? หรือ เราสามารถเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิของคนทุกกลุ่มไปด้วยกันได้พร้อมๆกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังขบวน?
ผู้เขียนขออ้างถึงบทความชิ้นหนึ่งในเว็บไซต์ The Atlantic.com ซึ่งผู้เขียนบทความนี้ได้อธิบายถึงการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิแบบ Gradualism หรือการเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เอาไว้ว่า 
“การเรียกร้องให้ยุติการเหยียดผิวในอเมริกา โดยบอกว่าต้องอดทนและรอ เพราะมันมีหลายสิ่งที่ต้องรอให้เกิดก่อน เช่น ต้องรอหลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ออกจากตำแหน่งก่อน รอจนกว่าพรรคเดโมแครทชนะในสภาปี 2022 ก่อน รอและอดทน การเปลี่ยนแปลงนั้นใช้เวลา และการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ การพูดแบบนี้เป็นการบอกให้ผู้ถูกกดขี่ต้องอดทนต่อการถูกกดขี่ไปเรื่อยๆ”
และผู้เขียนบทความยังได้ตั้งคำถามว่า “เราปล่อยให้ความชั่วร้ายของความไม่เท่าเทียมทางชาติพันธุ์มีอยู่ต่อไปเรื่อยๆได้อย่างไร” และสุดท้าย ผู้เขียนบทความนี้ ยังได้กล่าวอีกว่า 
“สำหรับคนที่พูดว่าให้อดทนและรอคอย พวกเขาได้พูดมายาวนานแล้วว่าพวกเขาไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับที่ จอห์น ลูอิส นักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวเรื่องการยุติการเหยียดผิว ได้กล่าวเอาไว้ในการปราศรัยของเขาว่า”  ‘พวกเราไม่ต้องการอิสรภาพแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป แต่พวกเราต้องการเป็นอิสระเดี๋ยวนี้!’
ซึ่งบทความนี้ผู้เขียนมองว่าสามารถปรับใช้กับความคิดของขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยกับเรื่องสิทธิของคนกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่ม LGBTIQ  กลุ่มผู้หญิง ในประเทศไทย ได้ด้วยเช่นกัน ทำไมเราจึงบอกให้กลุ่ม LGBTIQ รอจนกว่าประเทศจะเป็นประชาธิปไตยก่อน ปัญหาของคนกลุ่มนี้สำคัญน้อยกว่าปัญหาอื่นๆหรือ เช่นเดียวกับเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ทำไมเราไม่สามารถผลักดันมันไปพร้อมๆ กับการขับเคลื่อนประชาธิปไตยและถูกบอกว่ามันเป็นเรื่องที่รองลงมาและจะต้องไปทีละขั้นละตอน ค่อยเป็นค่อยไป 
สุดท้ายนี้ ผู้เขียนเชื่อว่า ในสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริง การเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ ก็ตาม จะต้องคำนึงถึงเสียงของคนกลุ่มน้อยหรือคนชายขอบให้ได้มากที่สุด และสังคมประชาธิปไตยจะต้องเอื้อให้เสียงทุกเสียงได้มีพื้นที่อยู่ในสังคมอย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี และไม่ถูกนำอัตลักษณ์ที่มาจากเพศ สีผิว ชาติพันธุ์ ภาษา สภาพร่างกาย มาใช้เป็นเครื่องมือในการกดขี่ หรือเหยียดกันเองในขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตย
ความเท่าเทียมในระบอบประชาธิปไตยจะเป็นได้แค่หลักการ แต่ไม่สามารถใช้ได้จริง ถ้าหากขบวนการประชาธิปไตยยังไม่แก้ไขปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศที่แฝงฝังอยู่ในความคิดและการกระทำของกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิไตยในปัจจุบัน เพราะหากเราเชื่อในหลักการคนเท่ากัน เชื่อเรื่องความเท่าเทียมแล้ว ไม่มีสิทธิของใครหรือคนกลุ่มใดที่ต้องถูกบอกให้รอก่อน หรือถูกผลักออกไปจากขบวนการประชาธิไตยในภาพรวม
อ้างอิง
  • Patience Is a Dirty Word: https://bit.ly/3i0WEt9
  • “แค่เพศตัวเองยังหลงทาง” อัปลักษณ์แต่อยากดัง กรณีนักกิจกรรมหญิงข้ามเพศถูกบุลลี่จากการออกไปชุมนุมทางการเมือง: https://bit.ly/3gkPjEg
  • เพจมิตรสหายท่านหนึ่งกับภาพการถือป้ายเรียกคนที่มีความหลากหลายทางเพศโดยผู้ชุมนุม: https://bit.ly/3k2TjLK 
  • ม็อบไม่มุ้งมิ้งแต่ตุ้งติ้งค่ะคุณรัฐบาล: https://reut.rs/2Ph9Xck
ดาราณี ทองศิริ
ดาราณี ทองศิริ
นักสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิผู้หญิงและความหลากหลายทางเพศ สนใจขับเคลื่อนเรื่องเพศในมิติทางการเมือง สังคม ศิลปะและวัฒนธรรม เวลาว่างชอบท่องเฟซบุคกับกินปีกไก่นิวออลีนส์
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer