กดทับด้วยความเป็นกลาง: ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ กับการกีดกันคนที่มีความหลากหลายทางเพศ

เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า นับตั้งแต่มีการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 17  อารยธรรมของมนุษยชาตินั้นได้ก้าวไกลมาถึงขนาดนี้ด้วยความรู้วิทยาศาสตร์ ซึ่งความรู้ดังกล่าวได้กลายเป็นความรู้พื้นฐานในการพัฒนาด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ ในขณะเดียวกัน ไม่เพียงแค่อารยธรรมของมนุษย์เชิงกายภาพนั้นจะมีการพัฒนา ระบบความคิดของคน ก็ได้รับการพัฒนามาพร้อม ๆ กับการปฏิวัติที่เกิดขึ้น กล่าวคือ มนาย์รู้จักการใช้สิ่งที่เรียกว่า เหตุผล เข้ามาอ้าง เพื่อสนับสนุนสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ในขณะเดียวกัน ก็ผลักความเชื่อ ศาสนา หรือสิ่งเร้นลับออกไปกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผล เหตุผลดังกล่าวที่เอามาใช้อ้างนั้น เป็นเหตุผลที่มีรากฐานของการที่พิสูจน์ว่าถูก หรือผิดได้
 
ซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ที่เกิดจากกระบวนการที่ของการทดลอง และให้เหตุผลเชิงประจักษ์ หรือพิสูจน์ได้ ต่อมา ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายถึงความเป็นไปของโลกใบนี้ได้อย่างสมเหตุสมผลมากกว่าศาสนา จักรวาลวิทยา หรือความเชื่อต่าง ๆ จึงทำให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กลายเป็นความรู้ที่ได้รับความนิยม และอำนาจในการที่จะบอกว่าอะไรถูก หรือผิดตามกฎของธรรมชาติที่วิทยาศาสตร์จะใช้เป็นแหล่วงในการสร้าง และอ้างความรู้มาและด้วยกระบวนการสร้างเหตุผล ที่เกิดจากการค้นความ ทดลอง และสามารถหาข้อสรุปเชิงประจักษ์ได้ จึงทำให้มนุษยชาติมีความเจริญก้าวหน้าอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้
 
อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เรามักจะเห็นบาดแผล ความย่อยยับของมนุษยชาติ วิทยาศาสตร์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้เช่นกัน อย่างประเด็นเรื่อง สุพันธุศาสตร์ หรือ Eugenics ที่เคยเป็นประเด็นมาก ๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่อยู่ในรูปแบบของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวของนาซี และการควบคุมความบริสุทธิ์ของเผ่าพันธุ์ของชายอารยัน โดยใช้แนวคิดดังกล่าวในการออกกฎหมายอย่าง Nuremberg Law ประเด็นเรื่องการเหยียดสีผิวในอเมริกา ที่สมันก่อนมีการค้นคว้าพยายามหาข้อด้อยของคนผิวดำ เพื่อมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จากเหตุการณ์ดังกล่าว จริงอยู่เราสามารถพูดได้ว่า มันขึ้นอยู่กับคนใช้ความรู้เหล่านั้นอย่างไร แต่ถ้าเราวิเคราะห์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้ดี ความรู้เหล่านี้มันมีความเอนเอียงทางการเมืองอยู่เสมอ และมันก็กลายเป็นเครื่องมือชั้นดีในการสร้างความชอบธรรมในฐานะของ เหตุผล และ “ความจริง” ที่มารองรับการกดขี่มนุษย์ของคนกลุ่มหนึ่ง และรองรับความเกลียดชังของตัวเองให้ฟังดูเป็นกลาง และชอบธรรมอยู่เสมอ

“ความเป็นกลาง” และอคติทางเพศของความรู้วิทยาศาสตร์

  • กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้เอาปัจจัยทางสังคมอย่าง ความเชื่อ วัฒนธรรม ศาสนา เพื่อให้ความรู้ที่สร้างขึ้นมานั้นมีความเป็นกลางมากที่สุด
  • แต่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้มีความเป็นกลางตั้งแต่แรก เพราะความรู้ที่สร้างมามักจะอยู่ในความรู้คู่ตรงข้ามของความปกติ และไม่ปกติ ซึ่งมันเป็นการเมืองตั้งแต่แรก
  • ความเอนเอียงทางเพศเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Heterosexism) คือกระบวนการใช้ความรู้วิทยาศาสตร์เพื่อมาสนับสนุนความผิดปกติของคนรักเพศเดียวกัน ในขณะที่ก็ให้อภิสิทธิ์ว่าเป็นบรรทัดฐานในการศึกษาค้นคว้าเรื่องเพศ ในฐานะของความเป็นปกติ

เรามักจะเลือกความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการที่จะมารองรับถึงข้อโต้แย้งของเรา ด้วยสาเหตุที่ว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นมีความเป็นกลางมาก ๆ ด้วยสาเหตุที่ว่า กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้เอา ความเชื่อ วัฒนธรรม ศาสนา หรือปัจจัยทางสังคม ออกจากการผลิตความรู้ เพื่อที่จะให้ความรู้ที่ถูกผลิตออกมานั้น มีความเป็นกลาง ให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ขับเน้นความเป็นกลาง และความน่าเชื่อถือของตัวเองด้วยการค้นคว้าจากธรรมชาติ มีการทดลอง และรายงานผลออกมาในรูปแบบที่สามารถประจักษ์ได้ ด้วยสาเหตุดังกล่าวทำให้ความรู้วิทยาศาสตร์ กลายเป็นความรู้ที่เป็นกลาง และ ทำให้เราเชื่อว่า วิทยาศาสตร์กับการเมืองเป็นสิ่งที่อิสระจากกันโดยสิ้นเชิง
 
แต่ทว่า ความจริงแล้ว เราไม่สามารถที่จะบอกว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นกลางได้จริง ๆ กล่าวคือ ความรู้วิทยาศาสตร์มักจะสร้างความรู้อยู่บนความสัมพันธ์คู่ตรงข้ามของความปกติ และไม่ปกติ ซึ่งขั้วความสัมพันธ์ดังกล่าวเห็นได้ตั้งแต่การศึกษาค้นคว้า การทดลอง โดยอิงจากความเป็นไปของธรรมชาติ และอะไรก็ตามที่ไม่เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มของความไม่ปกติ ซึ่งความสัมพันธ์คู่ตรงข้ามของความปกติ และไม่ปกติ มันคือการเมืองอย่างหนึ่ง ต่อมา ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มักจะสะท้อนให้เห็นถึงวาทกรรมของสังคมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งว่าสังคมให้คุณค่า หรือมองสิ่งที่วิทยาศาสตร์ศึกษานั้นเป็นอย่างไร ซึ่งนั่นก็หมายความว่าวิทยาศาสตร์ได้รับผลกระทบจากการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว และทำหน้าที่เป็นเหตุผลในการรองรับความเป็นจริงในสังคมระยะเวลานั้น ๆ ด้วย อย่างประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศที่เริ่มมีการศึกษากันอย่างจริงจังมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 18 ที่เริ่มมีการค้นคว้าว่า คนรักเพศเดียวกัน เกิดขึ้นมาได้อย่างไร แต่กระนั้นเอง ความรู้ที่ถูกผลิตขึ้นมาในช่วงนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความอคติทางเพศที่มีต่อกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน
 
กล่าวคือ มีการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นหลักการ การค้นพบ หรือกระบวนการต่าง ๆ มาสนับสนุนสมมติฐานที่ว่า คนทุกคนเกิดมาเป็นคนรักต่างเพศ แต่ด้วยความผิดพลาด หรือเหตุวิปริตบางอย่างในการพัฒนาของมนุษย์เลยทำให้คนบางคนกลายเป็นคนรักเพศเดียวกัน และความเป็นรักเพศเดียวกันนี่สามารถ “รักษา” หายกลายเป็นเพศ “แท้” ได้ดังเดิม ในขณะเดียวกันก็ให้ ความรักต่างเพศ มีอำนาจของความเป็นปกติ และกลายเป็นเกณฑ์ในการวัดว่าความรักเพศเดียวกันผิดปกติอย่างไร ซึ่งเป็นการขีดเส้นแบ่งให้รักต่างเพศ และรักเพศเดียวกันเป็นขั้วคู่ตรงข้าม และกำหนดให้ความรักต่างเพศเป็นมาตรฐานในการศึกษาค้นคว้า เพศสรีระ เพศวิถี เพศสภาพ และรสนิยมทางเพศ อีกด้วย ซึ่งอคติทางเพศที่อยู่ในวิทยาศาสตร์แหล่านี้เรียกว่า ความเอนเอียงทางเพศทางวิทยาศาสตร์ หรือ Scientific Heterosexism

ผิด เพราะชีววิทยาผิดปกติความเอนเอียงทางเพศในชีววิทยา

  • นักวิทยาศาสตร์พยายามใช้หาต้นตอของการรักเพศเดียวกันด้วยการใช้เหตุผลทางชีววิทยา โดยตั้งสมมติฐานว่ามันเกิดความผิดปกติทางร่างกายของคนคนหนึ่ง เลยทำให้โตมาเป็นรักเพศเดียวกัน
  • แต่การใช้แนวความคิดแบบ นิยัตินิยมเชิงชีววิทยา (biological determinism) แนวคิดที่ชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้มีเหตุปัจจัยทางชีววิทยาทำให้เกิดขึ้นนั้น ไม่สามารถเอามาอธิบายปรากฏการณ์ทางเพศในสังคมได้ทั้งหมด มิหนำซ้ำยังกกดทับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศอีกด้วย

แนวคิดความเอนเอียงทางเพศทางวิทยาศาสตร์มีจุดเริ่มต้นมาในช่วงราว ๆ ปี 1860 ที่มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนพยายามศึกษาเกี่ยวกับการเบี่ยงเบนทางเพศ ซึ่งนั่นหมายถึงพฤติกรรมทางเพศที่ไม่นำไปสู่การสืบพันธุ์ ซึ่งมุมมองดังกล่าว ทำให้การรักเพศเดียวกันถูกจัดอยู่ในหมวด พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศโดยปริยาย การศึกษาค้นคว้าที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ช่วงเวลานั้นเป็นต้นมา สร้างขึ้นจากสมมติฐานหลัก ๆ นั่นก็คือ ในระหว่างการเจริญเติบโตของมนุษย์คนหนึ่งนั้น ก็ได้เกิดความผิดปกติ หรือเหตุพิสดารผิดแปลกจากธรรมชาติ ส่งผลให้คนคนหนึ่งกลายมาชอบเพศเดียวกัน แทนที่จะชอบคนต่างเพศ เป็นเหตุให้งานวิจัยที่เกิดขึ้นนั้น มักจะมุ่งเน้นไปเกี่ยวกับการอธิบายถึงการมีอยู่ของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน อย่างในช่วงศตวรรษที่ 19 วิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ได้อธิบายว่า การที่คนคนหนึ่งกลายเป็นคนรักร่วมเพศได้นั้น เกิดจากการที่บรรพบุรุษ หรือญาติคนใดคนหนึ่งเป็นคนรักเพศเดียวกันมาก่อน เลยส่งผ่านยีนส์ด้อยนี้ลงมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน นอกจากนี้ การศึกษาถึงต้นตอของการรักเพศเดียวกัน ก็ซัดทอดไปยังอย่างอื่น อย่าง การศึกษาโครงสร้างของสมอง ต่อมไฮโพธาลามัส ลายนิ้วมือ ขนาดนิ้ว จนไปถึงขนาดองคชาติ
 
มากไปกว่านั้น ก็ยังมีการศึกษายีนส์เกย์ อย่างที่เราเคยได้ยินเกี่ยวกับยีนส์ xq28 ถ้าเราดูจากการตั้งสมมติฐาน และการค้นคว้าดังกล่าว เราจะเห็นได้ว่า พวกเขาได้ศึกษาเรื่องเพศภายใต้ความคิดที่ว่าในโลกนี้มีแค่สองเพศเท่านั้น ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเพศที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นที่มีการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างเพศ จนทำให้เกิดขั้วเพศชาย และหญิง โดยโยงความเป็นชายหญิงเข้ากับร่างกายของแต่ละเพศ ด้วยการสถาปนาขั้วทางเพศนี้ จึงทำให้คนที่เป็นคนรักเพศเดียวกันอยู่ระหว่างความเป็นชาย และหญิงโดยปริยาย กล่าวคือ นักวิทยาศาสตร์มองว่าคนที่เป็นเกย์ จะมีปัจจัยทางชีววิทยา อย่างสมอง ฮอร์โมน ที่เป็นหญิง อยู่ในร่างกาย ในขณะเดียวกัน คนที่เป็นเลสเบี้ยน คือคนที่มีปัจจัยทางชีวภาพของผู้ชายเลยทำให้กลายเป็นหญิงรักหญิง

ความรู้ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นสารัตถนิยมมาก ๆ ที่พยายามบอกว่าปัจจัยที่ทำให้เกิด รสนิยมทางเพศ อย่างการรักเพศเดียวกัน เกิดจากความผิดพลาดทางพันธุกรรม หรือปัจจัยทางชีววิทยาอื่น ๆ ซึ่งในความเป็นจริง ถ้าเรามองให้ดี หลาย ๆ ครั้งเราไม่สามารถที่จะใช้ นิยัตินิยมทางชีววิทยา (biological determinism) หรือ แนวคิดที่ชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้มีเหตุปัจจัยทางชีววิทยาทำให้เกิดขึ้น มาประกอบในการที่จะอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นได้ รวมไปถึงอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ได้จริง ๆ เพราะบางอย่างมันต้องใช้เหตุผลทางสังคม วัฒนธรรม การเมือง อำนาจ และประวัติศาสตร์ มาอธิบาย อย่างเช่น เราไม่สามารถจะบอกได้ว่าการที่ผู้หญิงใช้เครื่องสำอาง ก็เพราะผู้หญิงมีฮอร์โมนเพศหญิง มีสัญชาติญาณในการรักสวยรักงาม เพราะพฤติกรรมการใช้เครื่องสำอาง กับความรักสวยรักงาม มันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ การเมืองบนเรือนร่าง และความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างเพศ อย่างปิตาธิปไตย ที่ทำให้การใช้เครื่องสำอาง และความรักสวยรักงามเกิดขึ้นมา หรือการเกิดวัฒนธรรมฮาเร็มขึ้น มันไม่ใช่เพราะผู้ชายสามารถปล่อยน้ำเชื้อได้หลายครั้ง เลยทำให้วัฒนธรรมฮาเร็มเกิดขึ้นมา แต่เป็นโครงสร้างทางสังคม ประวัติศาสตร์ อำนาจ ความเชื่อต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมฮาเร็มขึ้น อย่างกรณีเรื่องเกย์ และเลสเบี้ยนก็เหมือนกัน เราไม่สามารถบอกว่า ผู้ชายคนหนึ่งมีกล้ามใหญ่ แต่เขาชอบผู้ชาย เพราะเขามีฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายเยอะ เลยทำให้เขากลายเป็นเกย์ ซึ่งมันก็จะเป็นการย้อนแย้งตัวเองทางชีววิทยา อีกอย่างการที่คนคนหนึ่งสมาทานเรื่องกล้ามใหญ่ นั้นเกิดจากปัจจัยทางสังคมอย่าง แนวคิดเรื่องความเป็นชาย กับความหมายของกล้ามเนื้อในเชิงการเมืองบนเรือนร่าง หรือมันอาจจะเป็นเพราะเขาชอบ จนสมาทานแนวคิดนี้ลงไปบนเรือนร่างของเขา ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า นิยัตินิยมทางชีววิทยา ที่วิทยาศาสตร์พยายามใช้ในการอธิบายถึงต้นตอของคนรักเพศเดียวกัน รวมไปถึงพฤติกรรม หรือรสนิยมทางเพศของแต่ละเพศนั้น ไม่สามารถที่จะอธิบายได้จริง ๆ ด้วยสาเหตุที่วิทยาศาสตร์ได้ละทิ้ง อารมณ์ ความรู้สึกของผู้ถูกศึกษา รวมไปถึงมองข้ามปัจจัยอย่างอื่นอย่าง ประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม ออกจากการศึกษาค้นคว้า และยังเป็นการมองข้ามคุณค่าของมนุษย์ที่เขาสร้างคุณค่าชีวิตของเขาจากปัจจัยทางสังคมที่มีผลกระทบให้เขาแสดงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับเพศอีกด้วย
 
นอกจากนี้ มันสะท้อนให้เห็นถึงความเอนเอียงทางเพศในวิทยาศาสตร์ตรงที่ว่า ความรู้ดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์ treat เพศชาย และหญิงเป็นเพศที่มีการพัฒนา “สมบูรณ์แบบ” ในขณะที่คนรักเพศเดียวกัน กลายเป็นเพศที่ไม่มีการพัฒนา หรือมีการพัฒนาที่ผิดพลาดเพราะเป็นเพศที่คาบเกี่ยวระหว่างสองเพศ นเป็นการกดทับเชิงอัตลักษณ์ที่ไปแปะป้ายว่าคนรักเพศเดียวกันนั้นคือความผิดปกติ นอกจากนี้ไม่เพียงแค่กลุ่มคนรักเพศเดียวกันจะได้รับผลกระทบเท่านั้น กลุ่มคนที่รักสองเพศ หรือ Bisexual ก็กลายเป็นเพศที่ถูกมองข้าม เพราะการที่มีคอนเซ็ปต์รักต่างเพศขึ้นมา มันไม่ได้แค่สร้างขึ้นมาเฉย ๆ แต่มันเป็นการขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์ที่อยู่คู่ตรงข้ามออกมา นั่นก็คือการรักเพศเดียวกันซึ่งในชีวิตจริง มันยังมีกลุ่มไบเซ็กชวลอยู่ กลายเป็นว่ากลุ่มนี้ไม่รู้จะอยู่ขั้วไหนระหว่างสองขั้วนี้ ปละถูกมองข้ามไปโดยปริยาย

ต่อมา กลุ่มคนที่มีสองเพศ หรือ intersex ก็ได้รับผลกระทบตรงที่ พวกเขาถูกมองข้าม และด้วยความคิดที่มองว่ามนุษย์จะต้องเป็นเพศได้เพศหนึ่งในสองขั้วเพศนี้ตกมาถึงปัจจุบัน ส่งผลให้คนที่มีสองเพศได้รับเคราะห์โดยที่คนเหล่านี้อาจจะโดนเลือกเพศโดยแพทย์ตั้งแต่เด็ก โดยตรวจสอบจากฮอร์โมน และการพัฒนาขององคชาติ ทั้ง ๆ ที่หลาย ๆ คนเติบโตมา เขาไม่ได้อาจจะเป็นเพศอย่างที่หมอเขาเลือกให้ก็ได้ ซึ่งถึงแม้หลาย ๆ ที่ก็ยืดอายุให้เด็กโตขึ้นถึงอายุหนึ่ง แล้วให้เลือกเอาเอง แต่ก็ยังมีอีกหลายแห่งที่เลือกเพศให้โดยพลการ ไม่ถามความสมัครใจของเด็ก ซึ่งมันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมาก

มากไปกว่านั้น ด้วย “ผลบุญ” ของการนิยามเพศชายหญิงว่าเป็น เพศที่พัฒนาสมบูรณ์ กล่าวคือมีอวัยวะเพศที่สามารถสืบพันธุ์ และใช้งานได้ รวมไปถึงมีปัจจัยทางกายภาพอื่น ๆ อย่างการมีทรวงอกของผู้หญิง ซึ่งความรู้ทางชีววิทยาไม่ได้แค่ผูกสารัตถะในเชิงของปัจจัยภายนอกอย่างอวัยวะ ก็ยังผูกหน้าที่ของอวัยวะนั้น ๆ ที่ทำงานสอดคล้องกับจุดประสงค์ของแต่ละอวัยวะ ว่าถ้าทำงานได้ปกติ อย่างมดลูก ช่องคลอดสามารถผลิตลูกได้ องคชาติสามาถปล่อยน้ำอสุจิออกมาได้ จึงถึงว่าเป็นเพศที่สมบูรณ์ หรือ เพศแท้ ด้วยแนวคิดความคิดดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มคนข้ามเพศ หรือ transgender ถูกกดทับว่าเป็นเพศที่ไม่แท้ เพราะอวัยวะเพศที่มี ไม่สามารถที่จะสืบพันธุ์ได้ บางครั้งก็โดนเหมารวมไปถึงเรื่องการให้ความรู้สึกทางเพศผ่านอวัยวะเหล่านั้นอีกด้วย อย่างที่เราจะได้ยินจากวลีที่มักทำร้ายจิตใจหญิงข้ามเพศ เช่น สวยแค่ไหน สุดท้ายก็ปลอมอยู่ดี เป็นต้น

ผิด เพราะ จิตผิดปกติ – ความเอนเอียงทางเพศในจิตเวช

  • คนรักเพศเดียวกันเคยถูกทำให้เป็นโรคทางจิต แต่สุดท้ายก็ถูกถอดออกจากบัญชีรายชื่อของอาการทางจิต
  • อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีแพทย์บางคนพยายามให้คนรักเพศเดียวกันกลายเป็นผู้ป่วยทางจิต ซึ่งการกระทำดังกล่าวกดทับกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน และยังมีความเอนเอียงทางเพศตรงที่ใช้ความรักต่างเพศเป็นบรรทัดฐานในการวินิจฉัยโรค
  • มีการใช้เหตุผลนี้ในการลิดรอนสิทธิมนุษยชน อย่างประเด็น conversion therapy

ในศตวรรษที่ 20 จิตเวชชาวอเมริกันได้ลุกขึ้นออกมาแย้งทฤษฎีว่า เกย์ไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม หรือชีววิทยา แต่มันเกิดจากปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ของมนุษย์ เลยทำให้คนกลายเป็นคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งทฤษฎีดังกล่าว ได้ทำหน้าที่เป็นเหตุผลสนับสนุนในการมองคนรักเพศเดียวกันว่า เป็นผู้ป่วยทางจิต อย่างในปี 1952 ได้มีการบัญญัติว่า การรักเพศเดียวกันเป็น โรคบุคลิกภาพต่อต้านสังคม (Sociopathic Personality Disorder) ลงในแนวทางมาตรฐานนการเรียกชื่อ อาการแสดง และใช้วินิจฉัยภาวะทางจิตเวช (Diagnostic and Statistical Manual) และในปี 1968 ก็เปลี่ยนเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ (Sexual Deviation) พอมาในปี 1973 ก็ถูกเอาอกจากลิสต์บัญชีรายชื่อของโรคทางจิตเวช แต่กระนั้นเอง ทางการแพทย์ก็พยายามที่จะบัญญัติ การรักเพศเดียวกัน ให้เป็นโรคให้ได้ อย่างโรคภาวะทางจิตที่เกิดกับคนรักเพศเดียวกันแต่ไม่พอใจ หรือไม่ชอบในรสนิยมทางเพศของตน ซึ่งด้วยการจำแนกโรคแบบนี้ ทำให้จิตแพทย์สามารถ treat การรักเพศเดียวกันให้เป็นโรคทางจิตได้ ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นจะมีการค้นพบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนี้มันเกิดจากปัจจัยทางสังคมก็ตาม

และถึงแม้ว่าในปัจจุบันได้มีการเอาการรักเพศเดียวกันออกจากบัญชีรายชื่อของความป่วยทางจิต แต่ก็ยังมีจิตแพทย์หลายคนพยายามที่จะวินิจฉัยพฤติกรรมรักร่วมเพศให้เป็นโรคผิดปกติทางจิตอยู่ดี นอกจากนี้ ถึงแม้นายแพทย์หลาย ๆ คนจะacknowledge ว่าการรักร่วมเพศไม่ใช่ความเจ็บป่วย แต่ก็ยังคงใช้ model เดิม ๆ ที่มองการรักเพศเดียวกันคือความผิดปกติ โดยการอธิบายถึง พฤติกรรมรักเพศเดียวกันว่าเป็นผลผลิตของการพัฒนาไม่เต็มขั้นทางจิต ที่อยู่ระหว่างชายและหญิง อันเป็นการกดทับกลุ่มคนรักเพศเดียวกันว่าเป็นกลุ่มที่จิตไม่สมประกอบ มากไปกว่านั้น จากการอธิบายดังกล่าว มันสะท้อนให้เห็นถึงการที่กลุ่มจิตแพทย์ใช้คนรักต่างเพศเป็นมาตรฐานของมนุษย์ในการวิเคราะห์ที่สภาพทางจิตเกี่ยวกับเพศ โดยมองว่าการรักต่างเพศเป็นสภาพทางจิตที่เป็นมาตรฐาน หรือ baseline ทางจิตเกี่ยวกับเพศ ในขณะที่การรักเพศเดียวกันถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมทางจิตที่ เบน ออกจากมาตรฐานดังกล่าว 

ในบางกรณี เราก็จะเห็นการใช้เหตุผลว่าคนรักเพศเดียวกันมีความผิดปกติทางจิตมาสนับสนุนกระบวนการทางการมืองบางอย่าง เพื่อให้ตัวเองดูเป็นกลาง ทั้ง ๆ ที่ตัวเองได้ซ่อนความเป็นการเมือง และอคติไว้ข้างใน อย่างเรื่อง conversion therapy ที่ยังมีกระจายอยู่หลายแห่งในโลกใบนี้โดยองค์กรที่ต่อต้านความหลากหลายทางเพศ พวกเขาอ้างเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ อย่างจิตไม่ปกติ เพราะฮอร์โมนไม่ปกติ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเหตุผล และความอคติของตัวเองที่มีต่อคนกลุ่มนี้ นอกจากนี้ยังใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนอีกว่า รักษาหายได้อย่างการใช้ไฟฟ้าช็อต ซึ่งก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อของการ รักษา เหล่านี้ บางครอบครัวก็เชื่อ และบังคับให้ลูกตัวเองไปรักษาด้วยการใช้ไฟช็อต จนทำให้คนรักเพศเดียวกันหลายคนได้รับอันตรายทางร่างกาย และได้สร้างบาดแผลภายในใจไปตลอดชีวิต

ผิด เพราะ เป็นผลผลิตจากสภาพแวดล้อมที่มีปัญหา

  • มีนักวิทยาศาสตร์บางคนกล่าวว่า การรักเพศเดียวกัน เกิดจากสภาพแวดล้อมที่เป็นปัญหา จึงทำให้โตมาเป็นคนรักเพศเดียวกัน
  • แต่เหตุผลดังกล่าวได้มองข้ามถึงความเป็นจริง เรื่องความหลากหลายของความสัมพันธ์ และมีหลายกรณีที่ลูกโตมาไม่ได้เป็นคนรักเพศเดียวกันอย่างที่นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้กล่าวอ้าง
  • ด้วยมุมมองแบบนี้มันเป็นการกดทับทางเพศทุกคนในสังคม ด้วยการยัดคนลงในกล่องเพศ ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลเสียต่อคนบางกลุ่มโดยเฉพาะ คนเป็นลูก
  • นอกจากนี้ยังมีการใช้เหตุผลดังกล่าวในการลิดรอนสิทธิบางประการในกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ อย่างเรื่องการรับบุตรบุญธรรม

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เกิดคนรักเพศเดียวกันบางแขนง ก็พยายามอธิบายว่า พฤติกรรมรักเพศเดียวกันนั้น มันไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม หรือ เกิดจากการพัฒนาทางจิตชายหญิงแบบไม่เต็มขั้นหรอก แต่มันเกิดจากปัจจัยภายนอกอย่างการเลี้ยงดู หรือสภาพแวดล้อมที่เป็น “ปัญหา” ที่ส่งผลให้คนเหล่านี้เกิดพฤติกรรมรักเพศเดียวกันในวัยผู้ใหญ่ อย่างการที่เกย์คนหนึ่ง โตมาเป็นเกย์ก็เพราะแม่โอ๋ลูกชายมากเกินไป ลูกชายถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้หญิง พ่อทำหน้าที่เป็นต้นแบบความเป็นชายให้กับลูกได้ไม่ดีพอ หรือขาดพ่อไป เลยทำให้โตมาเป็นตุ๊ดเป็นเกย์ จนทำให้เด็กคนหนึ่งเกิดพฤติกรรมดังกล่าว ในกรณีของเลสเบี้ยนก็เช่นเดียวกันที่มักจะมีเหตุผลอย่างติดพ่อมากเกินไปแม่ทำหน้าที่เป็น แบบอย่างของความเป็นหญิงไม่ดีพอหรือขาดแบบอย่างความเป็นหญิงอย่างแม่

จากเหตุผลดังกล่าว มันสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของครอบครัว หรือสภาพแวดล้อมที่ความจริงแล้วมันไม่ได้ส่งผลต่อการที่จะทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นคนรักเพศเดียวกันได้จริง ๆ กล่าวคือ มีมนุษย์ที่เติบโตมาเป็นคนรักเพศเดียวกัน ทั้งที่พ่อแม่ก็อยู่ในกรอบเพศชาย และหญิง และพยายามใช้แนวคิดของบรรทัดฐานรักต่างเพศในการเลี้ยงดูลูก ต่อมา มันก็มีหลายครอบครัวที่เป็นมีแค่เพศเดียว แต่พอเด็กคนนั้นโตมา เขาก็ไม่ได้เป็นคนรักเพศเดียวกัน หรือบางกรณีที่เด็กผู้ชาย ไปอยูในสภาพแวดล้อมที่มีแต่ผู้หญิง แต่เขาก็ไม่ได้ไปชอบผู้ชายตามเพื่อผู้หญิง หรือแม้แต่ไปโอบอุ้มความเป็นหญิงทั้งหมด เราจะเห็นได้ว่า ความรู้ดังกล่าวที่พยายามบอกว่าปัจจัยทางสภาพแวดล้อมนั้นส่งผลต่อรสนิยมทางเพศของเด็กนั้นมันไม่จริงเสมอไป แถมยังพยายามทำลายความหลากหลายทางความสัมพันธ์ อย่างครอบครัว หรือเพื่อน โดยการทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหา ทั้งที่มันไม่ได้เป็นปัญหาเลยด้วยซ้ำ
 
ต่อมา มันไม่ได้เพียงแค่ทำให้ความสัมพันธ์มีปัญหาอย่างเดียว แต่มันยังทำให้คนที่อยู่ในความสัมพันธ์เหล่านั้นกลายเป็นปัญหา ด้วยการพยายามยัดเยียดกรอบเพศให้กับคนที่อยู่ในความสัมพันธ์เหล่านั้นปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อที่จะไม่ให้คนที่อยู่ในความสัมพันธ์คนอื่นเป็นคนรักเพศเดียวกัน อย่างกรณีของครอบครัว ที่ความรู้วิทยาศาสตร์ดังกล่าวพยายามโยงเครื่องเพศ เข้ากับเพศวิถี รสนิยมทางเพศ เข้ากับบทบาททางเพศของคนในครอบครัว คนเป็นพ่อ จะต้องเป็นคนที่เป็นเพศชาย และจะต้องแสดงความเป็นชายให้สอดคล้องกับเครื่องเพศที่ตัวเองมี แม่ก็เช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นความรุนแรงเชิงอัตลักษณ์ ที่ไปบังคับให้คนอื่นทำตามกรอบเพศ หรือคนเหล่านี้ใส่ลงในกรอบเพศ และมันจะเป็นอันตรายต่อคนเป็นลูกมาก ๆ เมื่อพ่อแม่เหล่านั้นพยายามยัดเยียดสิ่งเหล่านี้ให้ลูกอีกทอด ซึ่งมันไม่ต่างอะไรกับการส่งผ่านความรุนแรงทางอัตลักษณ์ไปสู่ลูกอีกทอด

มากไปกว่านั้น เราจะเห็นได้ว่า ข้อโต้แย้งที่ความรู้เหล่านี้สร้างขึ้นมา มันอยู่บนสมมติฐานที่ว่า สภาพแวดล้อมส่งลกระทบต่อรสนิยมทางเพศของมนุษย์ ด้วยสมมติฐานนี้มันส่งผลให้เกิดการกดทับเกี่ยวกับสิทธิทางกฎหมายบางประการที่กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศได้รับ ด้วยการเป็นเหตุผลในการกีดกันสิทธิทางกฎหมายอย่างการรับบุตรบุญธรรม ที่มีหลายองค์กรพยายามต่อต้าน ด้วยเหตุผลที่ว่า กลัวเด็กจะกลายเป็นคนรักเพศเดียวกันเหมือนพ่อแม่ ทั้งที่อย่างกล่าวไปข้างต้นที่ว่า เราไม่สามารถจะใช้เหตุผลทางสภาพแวดล้อมมาบอกว่าเป็นตัวการที่ทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นคนรักเพศเดียวกันได้จริง ๆ
 
จากความเอนเอียงทางเพศเชิงวิทยาศาสตร์ที่เราเห็นกันทั้งสามอย่าง เราจะเห็นได้ว่า วิทยาศาสตร์ได้นำเอาปัจจัยทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ความรู้สึกของคนที่ถูกศึกษา ออกไป เพื่อสร้างความเป็นกลางทางความรู้ให้กับตัวเอง แต่หารู้ไม่ ความจริงแล้ววิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นกลางมาตั้งแต่แรกก็เพราะความรู้วิทยาศาสตร์สร้างความรู้อยู่บนขั้วตรงข้ามของความปกติ  และไม่ปกติ ซึ่งมันเป็นการเมืองในตัวมันเอง อย่างกรณีนี้คือการลากเส้นแบ่งรักต่างเพศ กับรักเพศเดียวกันโดยให้อย่างแรกเป็นความปกติ และเป็นบรรทัดฐานในการศึกษาเรื่องเพศ ในขณะที่อย่างหลังถูกทำให้เป็นสิ่งที่ผิดปกติ วิทยาศาสตร์ได้ใช้แนวความคิดของสารัตถนิยมในการอธิบายถึงความเกี่ยวข้องของเพศสรีระ เพศสภาพ เพศวิถี รสนิยมทางเพศ แบบเส้นตรง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ความจริงแล้ว เพศของมนุษย์มันมีความลื่นไหลอยู่ตลอดเวลา และมีความหมายมากกว่า 2 เพศอย่างที่นักวิทยาศาสตร์มักจะเข้าใจ และด้วยเหตุนี้เราไม่สามารถที่จะเอาปัจจัยทางสังคม หรือแม้กระทั่งความรู้สึกของมนุษย์ออกจากการศึกษาได้ แต่ที่เราเห็นจากประวัติศาสตร์ความรู้เหล่านี้ก็ได้กดทับคนที่มีความหลากหลายทางเพศตั้งแต่อดีต จวบจนถึงปัจจุบัน
และจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่พยายามหาต้นตอของการเป็นคนรักเพศเดียวกันในข้างต้น ยิ่งเราพยายามใช้เหตุผลเหล่านี้มากเท่าไหร่ มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราจะเดินเข้าสู่ประตูของสุพันธุศาสตร์ หรือ Eugenics มากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุผลที่พยายามทำให้เป็น ปกติทางธรรมชาติ มากที่สุด อย่างไรก็ดี ก็มีบุคคลทางวิทยาศาสตร์ อย่างแพทย์สาขาต่าง ๆ ออกมาให้ความรู้ที่จะพยายามลบล้างอคติทางเพศ โดยใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ของตัวเองบูรณาการเข้ากับความรู้ทางสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับสังคมมากขึ้น ว่าสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้น มันคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติของมนุษย์ และสิ่งเหล่านี้มันก็มีคุณค่าต่อโลกใบนี้เช่นกัน

References

  • Bohan, J. S. (1996). Psychology and sexual orientation: Coming to terms. New
    York: Routledg
  • Foucault, M. (1970) The Order of Things: An Archaeology of the Human Sciences,
    London: Tavistock.
  • Foucault, M. (1983a) ‘The Subject and Power’, in H.L. Dreyfus and P. Rabinow (eds)
    Michel Foucault: Beyond Structuralism and Hermeneutics, 2nd edn, Chicago, IL:
    University of Chicago Press.
  • Foucault, M. (1988b) ‘Technologies of the Self’, in L.H. Martin, H. Gutman and
    P.H. Hutton (eds) Technologies of the Self: A Seminar with Michel Foucault,
    Amherst, MA: University of Massachusetts Press.
  • Markula, P. and Pringle, R. (2006) Foucault, Sport and Exercise, Routledge UK.
  • Mccaughey, M. (1993) ‘Redirecting Feminist Critiques of Science’, Hypatia, 8(4), pp. 72–84.
  • Miller, E. M. and Costello, C. Y. (2001) ‘The Limits of Biological Determinism’, American Sociological Review, 66(4), pp. 592–598.
  • Mohr, J. M. (2009) ‘Oppression by Scientific Method: The Use of Science to “Other” Sexual Minorities’, Journal of Hate Studies, 7(1), p. 21.
  • Ortiz, D. R. (1993) ‘Creating Controversy : Essentialism and Constructivism and the Politics of Gay Identity’, Virginia Law Review, 79(7), pp. 1833–1857.
  • Rosario, V. A. (2002). Homosexuality and science: A guide to the debates. Santa
    Barbara, CA: ABC-CLIO.
  • Segal, E. A. and Kilty, K. M. (1998) ‘The Resurgence of Biological Determinism’, Race, Gender & Class, 5(3), pp. 61–75.
  • Spanier, B. (1995) ‘Biological Determinism and Homosexuality’, The Johns Hopkins University Press, 7(1), pp. 54–71.
  • Terry, J. (1999). An American obsession: Science, medicine, and homosexuality in
    modern science
    . Chicago: University of Chicago
  • Witt, C. (1995) ‘Anti-Essentialism in Feminist Theory’, Philosophical Topics, 23(2), pp. 321–344.

ปรเมศวร์ ตั้งสถาพร
ปรเมศวร์ ตั้งสถาพร
นักกิจกรรมด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศสายลุย ผู้หลงรักการเมืองเรื่องเพศ และวัฒนธรรมในเอเชีย กีฬาเพาะกาย และโภชนาการ และรักการเต้น cover เพลงเกาหลี