“แม่คะ นี่เพื่อนค่ะ เดี๋ยววันนี้จะมาค้างด้วย”

เชื่อว่าประโยคข้างบนคงเป็นประโยคคลาสสิคของใครหลายคนที่เคยพูดกับที่บ้าน ในยามที่ต้องพาคนรักของตัวเองเข้าบ้านเพื่อไปเปิดตัวกับครอบครัว สำหรับคู่รักต่างเพศ การพาแฟนมาแนะนำให้คนที่บ้านรู้จักครั้งแรกอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็คงไม่ยากเกินกว่าจะเอ่ยปากออกไปตรงๆ ได้ว่า นี่คือคนที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่

แต่สำหรับคู่รักหญิงรักหญิง การพาแฟนไปหาที่บ้านเป็นครั้งแรก เป็นเรื่องที่จะว่ายากก็อาจจะยาก ว่าง่ายก็อาจจะง่าย เพราะสถานะของความเป็นเพื่อนสาว ซึ่งสามารถปกปิดได้แบบเนียนๆ ก็ทำให้ที่บ้านยอมให้เข้าไปนอนค้างด้วยได้อย่างสบายใจ แต่ความยากก็คือ การต้องไม่เผลอแสดงอาการของคนรักกันให้ที่บ้านรู้จนมากเกินไป เนื่องจากในครั้งแรกที่เจอกัน คือ ช่วงเวลาของการทำความรู้จักและทำให้ที่บ้านมีความประทับใจ ไม่เบือนหน้าหนีไปซะก่อน ดังนั้นการระมัดระวังไม่ให้ที่บ้านรู้สึกอึดอัด จึงเป็นเรื่องที่คู่รักหญิงรักหญิงหลายๆ คู่มีความกังวล

หลายๆ คู่คงไม่สามารถเดินเข้าไปที่บ้าน แล้วแนะนำแฟนผู้หญิงกับพ่อแม่ได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า นี่คือแฟนที่กำลังคบหากันอยู่ จะด้วยกังวลปฏิกิริยาสะท้อนกลับของคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ตามแต่ ดังนั้นการบอกว่า ผู้หญิงที่พาเข้าบ้านคือเพื่อนกัน จึงง่ายกว่าการบอกออกไปตรงๆ ว่านี่คือแฟนสาว

Don’t ask Don’t tell ไม่ถามก็ไม่บอก

หลายคนคงเคยได้ยินสำนวน ไม่ถามก็ไม่บอก กรณีการ Come out หรือเปิดตัวกับที่บ้าน ก็เช่นเดียวกับการพาแฟนเข้าบ้านของหญิงรักหญิง ที่ถ้าพ่อแม่ไม่ถามตรงๆ ว่าคบกันแบบไหน หญิงรักหญิงหลายคู่ก็เลือกที่จะไม่พูดออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ

การทำตัวเนียนเป็นเพื่อนสาวที่สนิทกัน กลับทำให้ทั้งสองฝ่ายสบายใจที่จะคุยกันมากกว่า

ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์การพาแฟนไปแนะนำให้แม่รู้จักโดยที่ไม่เคยบอกให้แม่รู้ว่าเราสองคนเป็นอะไรกัน แค่บอกชื่อและชวนคุยเรื่องทั่วๆ ไป เช่น ทำงานอะไรอยู่ เป็นคนที่ไหน เป็นต้น การเลือกที่จะไม่พูดถึงสถานะความสัมพันธ์กับแม่ตรงๆ ก็เพราะรู้ว่า ถ้าอธิบายออกไป ที่บ้านจะมีความกังวลหลายอย่าง ทั้งเรื่องของความมั่นคงในชีวิตคู่ การยอมรับของสังคม จะตอบคำถามญาติๆ ยังไง จะต้องเรียกแฟนว่าอะไร ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการอธิบายว่า เป็นเพื่อนสนิท

เพราะการที่ผู้หญิงสองคนสนิทกัน พากันไปค้างที่บ้านหรือไปเที่ยวด้วยกันไม่กลับบ้าน ถ้าเทียบกับการมีแฟนเป็นผู้ชายแล้ว ที่บ้านย่อมมีความกังวลน้อยกว่า และยิ่งถ้าในสถานะของเพื่อนสาวคนสนิท

แต่ในแง่หนึ่ง การยอมรับนี้ก็ไม่ใช่การยอมรับที่แท้จริง เพราะแม้ลึกๆ ที่บ้านจะรู้ว่าสถานะความสัมพันธ์ของทั้งสองคนไม่น่าจะใช่แค่เพื่อน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมีการถามถึงตรงๆ แต่เป็นการรับรู้ไปโดยปริยาย เรียกง่ายๆ ว่า ถ้าไม่ถามก็ไม่บอก และอยู่กันไปแบบเนียนๆ แม้ว่าครอบครัวของแต่ละฝ่ายจะรับรู้ได้ว่าผู้หญิงสองคนคบกันอยู่ และอาจมีความไม่พอใจ แต่ก็เลือกที่จะเก็บไว้ไม่พูดออกมา

ยอมรับหรือจำยอม?

การพาเพื่อนสาวคนสนิทเข้าไปที่บ้านซ้ำๆ จนกลายเป็นกิจวัตรที่ครอบครัวยอมรับไปโดยปริยาย ในแง่นี้ดูเผินๆ อาจเหมือนครอบครัวยอมรับความสัมพันธ์ของคู่รักหญิงรักหญิงได้ แต่แท้จริงแล้ว การยอมรับที่ว่านี้เป็นการยอมรับในระดับไหน หรือเป็นการจำยอมเพราะความกำกวมของความสัมพันธ์ระหว่างคำว่าเพื่อนสาวคนสนิทกับแฟนสาวของลูกสาว เพราะเมื่อไม่พูดว่าเป็นแฟนกัน ก็ไม่มีเหตุให้ต้องไม่พอใจ และดูเป็นเรื่องปกติกับการพาเพื่อนผู้หญิงเข้าออกบ้าน และการทำซ้ำๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก็ทำให้ครอบครัวรู้สึกคุ้นชินไปเองกับการที่ลูกสาวจะพาเพื่อนคนเดิมมาที่บ้านและทำกิจกรรมร่วมกันกับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการไปงานต่างๆ ด้วยกัน การกินข้าวร่วมโต๊ะ การนอนค้างที่บ้าน เป็นต้น

การยอมรับในระดับนี้ ส่งผลเสียหรือผลดีต่อความสัมพันธ์ของคู่รักหญิงรักหญิงอย่างไร?

ในแง่หนึ่ง ข้อดีของการยอมรับแบบเสียไม่ได้ของครอบครัว ก็คือการไม่ต้องปะทะกันแบบตรงไปตรงมา โดยเฉพาะกับบางครอบครัวที่ค่อนข้างยึดติดกับระบบรักต่างเพศ เพราะถ้าไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ที่แท้จริง คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ยังคิดว่าว่าวันหนึ่งลูกสาวของตัวเองก็อาจจะมีคนรักผู้ชาย เพราะการไม่ชัดเจนกับความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิงอย่างเป็นทางการ ความกำกวมของความสัมพันธ์ ทำให้พ่อแม่รับมือได้มากกว่า เช่น การอธิบายให้ญาติรู้ว่า นี่คือเพื่อนสนิทของลูกสาว หรือการพาเพื่อนลูกสาวไปเที่ยวกับครอบครัวได้ โดยไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ซึ่งถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบคู่รัก พ่อแม่อาจรู้สึกอึดอัดที่จะต้องอธิบายให้ญาติเข้าใจถึงสถานะความสัมพันธ์ของลูกสาวกับเพื่อนสาวคนสนิท

แต่ในทางกลับกัน ข้อเสียของการใช้สถานะเพื่อนเพื่อให้ครอบครัวยอมรับคนรักของตัวเอง ก็คือการไม่สามารถแสดงออกถึงความรักของกันและกันได้อย่างเต็มที่ต่อหน้าครอบครัว การต้องใช้ชีวิตแบบมีข้อจำกัดในครอบครัว เช่น ถ้าออกงานด้วยกัน ก็ไม่สามารถบอกใครได้ว่าจริงๆ แล้วคบกันอยู่ หรือการถูกถามว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน มีครอบครัว ก็เป็นคำถามที่ทำให้พ่อแม่ต้องหาวิธีพูดกับญาติๆไปในทำนองว่า ยังไม่ถึงเวลาแต่งงานหรือลูกสาวยังไม่เจอคนที่ใช่ ซึ่งในแง่นี้ ก็อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนรักและความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักที่ไม่สามารถจะเปิดเผยต่อสังคมได้ กลายเป็นความรักที่ต้องอยู่ในตู้เสื้อผ้า (closet) เมื่อออกงานสังคมด้วยกัน และพื้นที่เดียวที่สามารถแสดงความรักต่อกันได้คือในห้องนอน

ซึ่งหากเป็นแบบนี้ไปนานๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ เพราะการไม่สามารถบอกใครได้ว่าคบหาดูใจกันอยู่ ก็เหมือนกับการไม่มีตัวตนในสังคม และนั่นหมายถึงการไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมในฐานะคู่รัก

ถึงที่สุดแล้ว หญิงรักหญิงหลายคู่อาจเลือกที่จะไม่บอกมากกว่าจะบอกออกไปตรงๆ เพื่อรักษาความสบายใจของครอบครัวแต่ละฝ่าย

การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในสถานะของการเป็นเพื่อนกัน จึงเป็นเหมือนการต่อรองกับครอบครัวและบรรทัดฐานของสังคมที่หญิงรักหญิงหลายคู่เลือกที่จะประนีประนอมหรืออาจเรียกได้ว่า เพื่อรักษาพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองจากสังคมและคนในครอบครัว เพราะหากบอกออกไปตรงๆ การแตกหักก็อาจเกิดขึ้นและทำให้เกิดปัญหาที่ไม่สามารถจะรับมือได้ตามมาทีหลัง

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนคงไม่สามารถตัดสินได้ว่า การใช้สถานะเพื่อนและความเป็นผู้หญิงในการเข้าหาครอบครัวของคู่รักหญิงรักหญิง กับการบอกออกไปตรงๆ ว่าคบกันแบบคู่รัก แบบไหนจะดีกว่ากัน เพราะความพร้อมของแต่ละคู่นั้นไม่เท่ากัน ปัจจัยของครอบครัวแต่ละฝ่ายก็ไม่เหมือนกัน หากคู่ไหนเลือกที่จะปกปิดความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับครอบครัวไปจนพ่อแม่แก่เฒ่า นั่นก็เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ และการประนีประนอมเช่นว่านี้ ก็อาจจะดีกว่าการยอมแตกหักด้วยการบอกออกไปตรงๆ โดยที่ครอบครัวไม่สามารถยอมรับได้ ก็เป็นได้

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังตั้งคำถามกับตัวเองว่า จำเป็นแค่ไหนที่เราต้องอธิบายเรื่องความสัมพันธ์ของเรากับคู่รักให้พ่อแม่เข้าใจ ถ้าหากว่าการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในสถานะเพื่อนสาว ไม่ได้มีผลอะไรกับความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน หรือว่า จำเป็นแค่ไหนที่เราจะบอกครอบครัวออกไปตรงๆให้ยอมรับความสัมพันธ์แบบคนรักที่พ่อแม่อาจจะไม่ได้เห็นด้วย แต่เรายังอยากยืนกรานความสัมพันธ์นี้ว่าไม่ใช่แค่เพื่อน เพื่อให้เกิดการยอมรับในความสัมพันธ์อย่างแท้จริงของทั้งสองฝ่าย

ผู้เขียนยังคงไม่มีคำตอบกับเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าคู่รักหญิงรักหญิงหลายๆ คน อาจกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ และอาจอยู่ในความสัมพันธ์แบบ แค่เพื่อนค่ะแม่ ก็เป็นไปได้

ดาราณี ทองศิริ
ดาราณี ทองศิริ
นักสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิผู้หญิงและความหลากหลายทางเพศ สนใจขับเคลื่อนเรื่องเพศในมิติทางการเมือง สังคม ศิลปะและวัฒนธรรม เวลาว่างชอบท่องเฟซบุคกับกินปีกไก่นิวออลีนส์
พัชรีพร หงษ์ทอง
พัชรีพร หงษ์ทอง
Illustrator & Graphic Designer