เข้าใจศัพท์คำนี้ว่า ‘Non-Binary’ คืออะไร?

- Advertisement -

‘Non-Binary’ หลายคนคงเคยเจอคำคำนี้ผ่านหูผ่านตาอยู่บ้างแต่เข้าใจมันจริงๆ หรือยัง มันเป็นคำเดียวกับคำว่า ‘Queer’ และ ‘Agender’ ไหม

- Advertisement -

เพื่อความชัดเจน SPECTRUM ได้หอบ 10 คำถามจากข้อสงสัยเกี่ยวกับ ‘Non-Binary’

ไปหาคำตอบกับพวกเขา 10 คนนี้เพื่อจะได้รู้จักคำคำนี้มากขึ้นและในบริบทที่กว้างขึ้นไปอีก

เพชรร้อยนิยามตัวเองเป็น Gender fluid รู้สึกว่าบางทีตัวเองก็เป็นหญิง บางทีก็ชาย มากหรือน้อยเปลี่ยนไปมาตลอด บางทีก็เฉยๆ แต่ว่าจะรู้สึกเป็นเพศที่อยู่กึ่งกลางมากกว่า

Q: Non-Binary คืออะไร? ทำไมต้อง Non-Binary แทนที่จะเป็น Binary ?

A: “Non-Binary คือ อัตลักษณ์ทางเพศ (Gender identity) หรือสำนึกนึกทางเพศ ที่ไม่ได้อยู่ในระบบ 2 ขั้ว แบบชายหญิง ชายหญิงคือเพศที่ถูกกำหนดโดยสังคม เป็นขั้วตรงข้ามกัน ส่วน Non-Binary คือ บุคคลที่มีสำนึกทางเพศไม่ใช่หญิงหรือชาย หรือไม่ได้รู้สึกว่าเป็นหญิงตลอดเวลา หรือชายตลอดเวลา อาจจะผสมผสานระหว่าง 2 เพศ หรือไม่ได้รู้สึกว่าตนเป็นเพศไหนเลย เฉยๆ ไม่มีเพศ” 

ทำไมต้องเป็น Non-Binary ? จริงๆ แล้วมนุษย์เป็นผู้มีอิสระทางจิตวิญญาณ ในตัวตนมีความหลากหลายซับซ้อน เป็นปัจเจกชน การแบ่งมนุษย์ออกเป็นแค่ 2 ขั้ว จึงเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติที่มนุษย์ควรจะเป็นมากกว่า   

ยกตัวอย่างเช่น เอ ตอนเกิดถูกหมอกำหนดให้เป็นชายตามอวัยวะเพศ แต่สำนึกทางเพศเป็นแบบ Non-Binary เอต้องดำเนินชีวิตแบบที่สังคมกำหนดคือ ต้องเป็นผู้ชายที่แสดงออกแบบชายและชอบผู้หญิงไปตามครรลองของสังคม ทั้งๆ ที่ใจจริงเออยากแสดงออกไปทางเฟมินีนมากกว่า และชอบได้ทุกเพศ ถ้าเอแสดงออกในสิ่งที่เป็นตัวเอง และบอกถึงรสนิยม แน่นอนว่าเอก็จะถูกบูลลี่จากเพื่อนๆ ด้วยคำเหยียดต่างๆ ถูกตำหนิจากครอบครัว เนื่องจากเอไม่เป็นชายพอดังที่สังคมต้องการ  ถูกมองเป็นตัวประหลาด ถ้าเอเป็นคนจิตใจเข้มแข็งพอที่จะผ่านมาได้แบบไม่เป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุจนนำไปสู่การฆ่าตัวตาย  พอโตขึ้นมาก็จะเจอปัญหาจากสังคมการทำงาน และปัญหาการยอมรับจากสังคมอีก

เห็นไหมว่าระบบ Binary มันทำร้ายคนขนาดไหน ขนาดคนที่เป็น Binary เอง ก็ยังได้รับผลกระทบจากกรอบ ชายหญิง เช่นกัน เช่น ถ้าคุณจะเป็นชายหรือหญิง คุณจะต้องเป็นในแบบที่สังคมคาดหวังด้วย คือต้องเป็นผู้ชายที่เข้มแข็ง เสียสละ อดทน ห้ามอ่อนแอ ต้องแสดงออกแบบชายเท่านั้นและชอบผู้หญิง  (ถ้าเป็นทอมหรือสาวห้าวคุณก็จะโดนผลักให้มาอยู่ในกรอบชายเช่นกัน) ถ้าคุณเป็นหญิง ก็ต้องอ่อนโยน เรียบร้อย เป็นแม่ของลูก ต้องชอบผู้ชาย (รวมถึงผู้หญิงข้ามเพศด้วย ต้องชอบผู้ชายเท่านั้น) เมื่อใครไม่ได้เป็นดังกรอบเหล่านี้ ก็จะถูกตีตรา ถูกรุมประนาม   

ทั้งหมดนี้ก็ไม่ต่างจากการโยนคนใส่กล่อง 2 ใบ ใครฝืนต่างออกไปจากกฎเกณฑ์ คุณก็กลายเป็นพวกแปลกแยกจากสังคม

ศุภิสรา ศรีมหาราชา  นิยามตัวเองว่า Androgynous Transgender มีเพศกำเนิดเป็นชาย แต่เพศสภาพค่อนไปทางหญิง แต่ไม่ถึงกับหญิงเต็มร้อย มีรสนิยมทางเพศชอบผู้หญิง

Q: Non-Binary หรือ คุณแค่สับสน?

A: “คนเรารับรู้อัตลักษณ์ทางเพศของเราจากอะไร? แน่นอนว่าไม่ใช่ร่างกาย แต่เป็นจิตใจ ไม่มีใครจะรู้ถึงจิตใจของเราได้ดีเท่าตัวเราเอง ตัวเราเองรู้ดีที่สุดว่าเราเป็นเพศอะไร ไม่มีใครมีสิทธิจะมาแปะป้ายให้เราเป็นเพศนั้นเพศนี้ได้ โดยปกติแล้วคนเรามักจะรับรู้ตัวตนของตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก เรารู้ว่าเราต่างจากเด็กผู้ชายคนอื่นๆ เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าเพศแบบที่เราเป็นมีคำจำกัดความว่าอะไร บางทีคนเราไม่ได้สับสน เพียงแต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่เป็นมันคืออะไรกันแน่

แม้เราจะรู้จักตัวเองดีแล้ว แต่การยอมรับและเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่เพศสภาพตามสำนึกของเราไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การเป็นสิ่งที่สังคมไม่ได้ยอมรับ ต้องใช้ความกล้าและความมั่นใจอย่างมาก หลายครั้งที่เราไปไม่ถึงจุดที่เราต้องการ ต้องกลับมาสู่จุดเดิม เพราะทั้งเพศและรสนิยมทางเพศของเรามันดูแปลกสำหรับสังคมไทย แต่สุดท้ายเราก็ทนเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเราไม่ได้ เราตัดสินใจที่จะเป็นตัวเองโดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ซึ่งผลกระทบที่เห็นชัดที่สุดก็เรื่องงาน มันมีการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนที่ไม่ใช่ชายหญิงโดยกำเนิดจริงๆ” 

การเป็นผู้หญิงข้ามเพศที่ชอบผู้หญิงด้วยกันมันไม่น่าจะแปลกอะไรเลย ในเมื่อผู้หญิงก็ยังรักผู้หญิงได้ แต่ไม่ใช่สำหรับสังคมไทย คนจะมองว่าเราสับสนบ้าง ตั้งคำถามว่าทำไมไม่เป็นผู้ชายล่ะถ้าจะคบผู้หญิง จะเป็นกะเทยทำไม แม้แต่หญิงข้ามเพศด้วยกันส่วนใหญ่ก็ยังคิดว่าผู้หญิงต้องชอบผู้ชายเท่านั้น มองว่าแบบเราเนี่ย ทำให้ภาพลักษณ์พวกเขาเสียหาย  เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครสับสนกันแน่ แต่สำหรับเราแล้ว เราไม่เคยสับสนในตัวเองเลย แต่เราสับสนว่าจะอยู่ในสังคมแบบนี้อย่างคนปกติได้ยังไงต่างหาก

โป้งจรัญ คงมั่นนิยามตัวเองเป็น Queer Non-Binary”

Q: Genderqueer, Agender, Non-Binary แตกต่างกันอย่างไร หรือเป็นเพียงการเล่นโวหารการเมืองเรื่องเพศของยุคสมัย?

A: “Genderqueer อธิบายถึงเพศอัตลักษณ์(Gender Identity)ที่ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานหรือขัดกับขนบธรรมเนียมในสังคม แต่Non-Binary เน้นอธิบายถึงการเป็นเพศอัตลักษณ์ที่ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานแบบ Genderbinary (การแบ่งแยกคุณค่าชายหญิง)  ทั้งสองมีความคาบเกี่ยวกันแล้วแต่ความต้องการในการอธิบาย ส่วน Agender คือการไม่มี GengerIdentity หรือไร้สำนึกเพศ อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้คือเพศอัตลักษณ์ซึ่งขัดกับบรรทัดฐานชายหญิงที่มีอยู่ จึงเป็นสิ่งยืนยันว่าค่านิยม และโครงสร้างสังคมที่มีอยู่ไม่ได้โอบรับคนทุกคนไม่ว่าจะเช่นการไม่มีกฎหมายการรับรองเพศสภาพ หรือกฎหมายการสมรสระหว่างบุคคลที่ไม่ใช่เพียงชายหญิงในประมวลแพ่งและพาณิชย์1448 เหล่านี้คือสิ่งที่ต้องอัพเดตเพื่อโอบรับทุกๆ คนภายใต้กฎหมายเดียวกันตามหลักสิทธิมนุษยชน

ปริญญา ราตรีวงษ์นิยามตัวเองว่าเป็น Non-Binary”

Q.คนที่มี gender identity เป็นชาย หญิง สามารถเป็น Non-Binary ได้ไหมอย่างไร

A: “Non-Binary คือกลุ่มสำนึกทางเพศที่ไม่ใช่ทั้งชายและหญิงเพราะฉะนั้นทุกคนมีโอกาสที่จะเป็น Non-Binary ได้ ถ้าภายในจิตใจมีส่วนที่เป็น Non-Binary เราสามารถทำ SOGIEsc (ย่อมาจาก Sexual Orientation, Gender Identity, Expression and Sexual Characteristics) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยค้นหาจิตสำนึกและอัตลักษณ์  เพื่อค้นหาความเป็น Non-Binary ของตัวเองได้

Nitinan Ngamchaipisit  นิยามตัวเอง : อัตลักษณ์ของเรามีความผสมผสานระหว่าง 2 เพศ ซึ่งไม่อยู่ในโครงสร้างของ ชายหญิง ตามบรรทัดฐานของสังคม

Q:  ระบบทวิลักษณ์อยู่ในระบบภาษาในหลายภาษาทั่วโลกอย่างไร ยกตัวอย่าง และจำเป็นถึงขั้นไปเปลี่ยนโครงสร้างทางภาษาด้วยไหมในอนาคต Non-Binary ต้องใช้สรรพนามอย่างไร และจำเป็นไหมเรื่องครับ/ค่ะ?

A: “ระบบภาษานั้นมีการจัดกลุ่มหลักๆ ที่ใช้ในการเรียกทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต 3 กลุ่ม คือ หญิง ชาย และไม่ระบุเพศอยู่แล้ว (ภาษา Tuyuca มีถึง 140 เพศ) และบางภาษาไม่ได้จัดว่าผู้หญิงต้องใช้คำเรียกด้วยเพศหญิง เช่นเด็กผู้หญิงในภาษาเยอรมันจะเป็นเพศกลาง ซึ่งจริงๆ แล้วตัวภาษาเองไม่ได้หมายถึงเพศจริงๆ แต่มันคือเพศทางไวยากรณ์

หากคำที่ความเป็นกลางทางเพศนั้นมีอยู่แล้ว แค่เปลี่ยนความเคยชินในการใช้ ไม่ใช่เพื่อ Non-Binary แต่เพื่อทุกคน ใน Sweden มีการนำคำว่า Hen ซึ่งเป็นคำสรรพนามที่มีความเป็นกลางทางเพศที่เคยใช้กันในปี 1966 เพิ่มไปในพจนานุกรมแล้วในปี 2014 มาที่ภาษาอังกฤษ เคยไหมที่ต้องการพูดกับใคร หรือพูดถึงใคร แต่ไม่มั่นใจว่าเขาเป็นเพศอะไร หรือแม้แต่ยืนคุยกันตรงหน้า ยังไม่มั่นใจว่าเรียกถูกไหม การใช้ Singular They ที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 แค่ในปัจจุบันอาจไม่เคยชิน แต่ก็ได้รับความสนใจมากขึ้นแล้ว

กลับมาที่ภาษาไทย สรรพนามที่ไม่ระบุเพศอย่าง ฉัน และ เขา หากไม่ทราบว่าผู้ที่พูดด้วยอยู่นั้นเป็นเพศอะไร การเรียก คุณ ถือว่าเป็นการให้เกียรติผู้ฟังด้วย การใช้คำสรรพนามของภาษาแม้ว่าจะมีคำที่เป็นกลางทางเพศแล้ว แต่ในความเป็นจริง Non-Binary เองก็พบเจอปัญหา อาจด้วยความไม่เคยชินของการใช้คำ อย่างการเจาะจงเรียก She/He แทนที่จะเป็น They/Them และการลงท้ายด้วย ค่ะ/ครับ ก็ส่งผลอย่างมาก มันเป็นการเฉพาะเจาะจงระบุเพศของผู้ที่ใช้ ทั้งๆ ที่ตัวภาษาเรามีสรรพนามที่เป็นกลางทางเพศแล้วก็ตาม ส่วนตัวผู้เขียนเองก็เคยถูกเอามาล้อเลียนจากคนใกล้ชิด ด้วยละครไทยสมัยก่อนที่โด่งดัง มีคำหนึ่งที่ติดหูและเอามาล้อเลียนจากเพศสภาพที่เราเป็น ที่ไม่สามารถระบุได้ว่า จะหญิงหรือจะชายดี เลยกลายเป็นเจ้าฮะเพราะการคุยและไม่มีคำลงท้ายถือเป็นมารยาทที่ไม่เหมาะสม หากการใช้คำว่าฮะหรือคำใดที่คิดว่าเหมาะสม จะถูกกำหนดว่าเป็นคำลงท้ายที่มีความเป็นกลางทางเพศ เหมือนอย่าง Sweden ที่เพิ่มคำเข้าไปในพจนานุกรมได้คงจะดีไม่น้อย

Parkers “นิยามตนเองว่า Trans-Masculine เพราะเพศกำเนิดเป็นหญิง แต่มีเพศสภาพที่เอนเอียงไปทางฝั่งของ masculinity มากกว่า แต่ไม่ถึงกับเป็นผู้ชาย 100%”

Q: หากการระบุเพศเปลี่ยนจากชายหญิงเป็น Non-Binary คิดว่าจะมีปัญหาอะไรไหม หรือจะดีขึ้นอย่างไร?

A: “จริงๆ แล้วในต่างประเทศก็เริ่มมีการระบุเพศเป็น X แทนบุคคลที่ไม่ใช่ชายและหญิงแล้ว นอกจากนี้ยังมีคำนำหน้าใหม่อย่าง Mx. อีกด้วย เราไม่เห็นว่ามันจะมีปัญหาอะไรถ้าหากว่าระบบอื่นๆ ภายในประเทศนั้นๆ มีความเสถียรมากพอในการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ แต่สำหรับประเทศไทย เราคิดว่าผู้คนยังหวาดกลัวการที่ผู้คนจะใช้สิ่งนี้มาหลอกลวงอีกฝ่ายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างเช่นเรื่องที่ว่าพอเปลี่ยนเป็นไม่ระบุเพศหรือระบุเป็น Non-Binary แล้วจะไม่สามารถรู้ได้ว่าอีกฝ่ายมีเพศกำเนิดเป็นอะไร หรือไม่สามารถรู้ได้ว่าอีกฝ่ายมีอวัยวะเพศแบบไหน และกลายเป็นว่าคนที่เป็น Non-Binary จะไปหลอกคนอื่น เราคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาจากการที่ระบุเพศเป็นอะไร แต่เป็นปัญหาที่เกิดจากการที่ต่างฝ่ายต่างไม่พูดคุยกันให้แน่ชัด และฝ่ายหนึ่งยึดติดกับกรอบของเพศกำเนิดและอวัยวะเพศมากกว่าสิ่งที่คนคนนั้นเป็นจริงๆ เรามองว่าถ้าจะบอกว่าคนที่เป็น Non-Binary ควรระบุเพศเป็นชายหรือหญิงตามเพศกำเนิดของตนเองเพื่อจะได้ไม่เป็นการหลอกลวงผู้อื่น แล้วการที่เขาเหล่านั้นต้องระบุเพศเป็นชายหรือหญิงทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เป็นทั้งสองเพศนั้นจะไม่ถือว่าเป็นการหลอกลวงผู้อื่นเหมือนกันเหรอ? แต่ปัญหาจริงๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเริ่มระบุเพศเป็น Non-Binary คือการที่เพศ Non-Binary จะถูกเลือกปฎิบัติในหลายๆ ด้านเพราะยังมีหลายๆ คนที่ไม่ยอมรับอัตลักษณ์นี้ อาจก่อให้เกิดการกลั่นแกล้งกันเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายกว่าที่เคยเป็น เพราะขนาดทุกวันนี้มีแค่ชายกับหญิงก็ยังมีคนถูกเลือกปฎิบัติและกลั่นแกล้งจากการถูกระบุเพศเป็นชายและหญิงเลย ส่วนสิ่งที่จะดีขึ้นก็แน่นอนว่าเมื่อสามารถระบุเพศเป็น Non-Binary ได้แล้วก็แปลว่าอย่างน้อยก็จะต้องมีกฎหมายคุ้มครองคนที่ระบุเพศแบบนี้ไม่ว่าจะครอบคลุมมากน้อยเพียงใดก็ตาม และยังจะทำให้คนที่เป็น Non-Binary นั้นรู้สึกดีกับตนเองมากขึ้นที่สามารถระบุเพศได้ตรงกับความเป็นจริงที่ตนเองเป็นเสียที และอาจจะทำให้ผู้คนในสังคมยอมรับการมีอยู่ของ Non-Binary มากขึ้นอีกด้วย

บั๊กนิยามตัวตน  เรียกตัวเองว่า Non-Binary เฉยๆ เพราะหานิยามมาระบุแบบแน่นอนไม่ได้ ชอบบอกว่าตัวเองไม่ใช่อะไรมากกว่าเป็นอะไร

Q: ในการรณรงค์เรื่อง Non-Binary จะสร้างความเข้าใจเรื่องเสรีภาพในการนิยามเรื่องเพศของปัจเจกอย่างไร หากเขายังยึดติดการแบ่งเพศทางชีววิทยาจากการ Shift Chromosomes สู่ชายหญิง?

A: “คิดว่าการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่หลากหลายเป็นเรื่องจำเป็น เพราะเป็นการสร้างความเข้าใจว่าค่านิยมหรือบทบาททางเพศเป็นสิ่งประกอบสร้างขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ และมีที่มาอย่างไร หรือแตกต่างกันไปอย่างไรในแต่ละสังคม และสำหรับประเด็นโครโมโซม การศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับชีววิทยา/พันธุกรรมก็จะช่วยได้เช่นเดียวกัน เพื่อให้ได้รับรู้ถึงตัวตนของเพศอื่นๆ นอกจาก xx และ xy (intersex) โดยต้องเข้าใจว่าการแบ่งเป็นสองเพศเป็นการแบ่งอย่างคร่าวๆ เท่านั้น เพราะด้วยระดับฮอร์โมนหรือปัจจัยอื่นก็ส่งผลให้บุคคลที่มีโครโมโซมเหมือนกันมีลักษณะแตกต่างกันไปอีก นอกจากนั้นลักษณะโครโมโซมก็ไม่ได้บ่งบอกถึงการแสดงออกของมนุษย์ หรือกำหนดบทบาททางสังคมแต่อย่างใด ความเข้าใจเหล่านี้จะทำให้เห็นที่มาที่ไปของการนิยามเพศ ทั้งยังสามารถยอมรับความหลากหลายของมนุษย์มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่คนมีเสรีภาพในการแสดงออกมากกว่าในอดีตแล้ว การเคารพในการเลือกแสดงออกของปัจเจกบุคคลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ผู้เขียน Yarna : SAGA Thailand การนิยามตัวเองว่าเป็น Non-Binary ความสืบเนื่องจากกลบทเพศสำนึก และความเป็น Non-Binary กว้างมาก พอที่จะโอบอุ้มวิถีและรสนิยมของเราได้

Q: รู้ได้อย่างไรว่าเราเป็น Non Binary ?

A: จากความรู้สึกของตัวเอง ความเป็นตัวตนของเราจริงๆ จะทำให้เรารู้ว่าเราเป็นใครเมื่อเราได้ให้โอกาสตัวเองเปิดรับและทำความเข้าใจ ความรู้สึกสำนึกเพศที่มีอยู่มันตอบตัวเราเองได้ว่าเราคือใคร Non-binary ไม่ใช่หญิงหรือชายและไม่อยู่กรอบบรรทัดฐานของสังคม ซึ่งความเป็นตัวตนของเราเองไม่ต้องการปักสถานะเพศว่าเป็นหญิงหรือชาย ไม่ได้เป็น Binary(ระบบสองเพศ : ชายและหญิงตามบรรทัดฐานของสังคม) อย่างที่สังคมคาดหวังทั้งสำนึกเพศและรสนิยม   การนิยามตัวเองว่าเป็น Non-Binary ความสืบเนื่องจากกลบทเพศสำนึก และความเป็น Non-Binary กว้างมาก พอที่จะโอบอุ้มวิถีและรสนิยมของเราได้

 

Angsumalin “แม่ของลูกที่เป็น Transgender”

Q: ในการจัดการทรัพยากรของประเทศ รัฐหวงแหนเรื่อง generations มากในการรักษาระบบประชากร คอนเซ็ปต์ Non-Binary จะไปทำลายชายหญิงที่ผลิตทรัพยากรใหม่ให้กับโลกหรือไม่อย่างไร หากจะรณรงค์เรื่องนี้จะอธิบายประเด็นนี้อย่างไร 

A: “ปัจจุบันโลกเราทุกวันนี้มีประชากรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว  ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้โลกของเราต้องประสบปัญหาประชากรที่มีมากเกินไป จนเกิดปัญหาทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ที่เหลือน้อยลงและสัตว์ป่าสูญพันธุ์ ขยะและสารพิษปนเปื้อนต่างๆ ทั้งดิน น้ำ อากาศ ก่อให้เกิดมลภาวะต่างๆ แม้แต่ภาวะโลกร้อนที่เป็นปัญหาใหญ่มาก อย่างที่เราก็เห็นกันอยู่ คิดว่ากลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือที่เรียกกันว่า ชาว LGBTQI+ หรือกลุ่ม Non-Binary น่าจะมีผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องการรักษาระบบประชากรน้อยมาก เพราะว่าคนที่เป็นชาว LGBTQI+ เป็นคนส่วนน้อย ถ้าเทียบกับคนส่วนใหญ่ในโลกนี้ ซึ่งก็คือชายหญิงปกติ การสนับสนุนให้มีการยอมรับคนที่มีความหลากหลายทางเพศหรือ Non-Binary ให้มีตัวตน และมีที่ยืนในสังคม ได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกับทุกคนในสังคม อย่างเช่น เรียกร้องให้มีการออกกฎหมายยินยอมให้ บุคคลที่มีเพศกำเนิดเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ และสามารถรับบุตรบุญธรรมได้ ซึ่งปัจจุบันก็มีหลายประเทศที่ยอมรับให้มีการออกกฎหมายดังนี้แล้ว ในประเทศไทยเองก็กำลังมีการดำเนินการพิจารณาเรื่องการร่างกฎหมาย ...คู่ชีวิต เช่นเดียวกัน สำหรับชาว LGBTQI+ หรือกลุ่ม Non-Binary มีทั้งเพศกำเนิดที่เป็นทั้งชายและหญิง แม้ว่าจะเป็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศก็ตาม อาจจะรักใคร่ชอบพอกันและอยากใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันก็สามารถแต่งงานและสามารถมีบุตรได้ตามปกติ ส่วนคนที่มีเพศกำเนิดเดียวกันถ้าไม่สามารถมีบุตรได้ตามธรรมชาติ นอกจากจะใช้วิธีการทางการแพทย์ ผสมเทียมแล้ว ก็อาจจะรับบุตรบุญธรรมก็ได้ ถ้ากฎหมายของประเทศนั้นยินยอม แม้แต่ในชายหญิงปกติ หลายคู่ก็ประสบปัญหาไม่สามารถมีบุตรได้เช่นกัน ถ้าอยากจะมีบุตรก็คงจะต้องใช้วิธีเหล่านี้เช่นเดียวกัน คิดว่าสิ่งที่รัฐควรให้ความสำคัญ เรื่องการรักษาระบบประชากร น่าจะเป็นเรื่องคุณภาพของคนรุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้นมาเป็นทรัพยากรบุคคลของประเทศมากกว่าจำนวนของประชากร เห็นได้จากข่าวตามสื่อต่างๆ ว่า ปัจจุบันปัญหาเรื่องการหย่าร้างสูง การตั้งครรภ์มีบุตรในภาวะที่ไม่พร้อม เด็กถูกทิ้ง เด็กกำพร้า มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในสังคม โอกาสทางด้านการศึกษา ความเหลื่อมล้ำของคนที่มีฐานะต่างกัน คุณภาพชีวิตก็แตกต่างกันมาก เป็นสิ่งที่รัฐควรจะตระหนักถึงและให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนมากกว่า คิดว่าทรัพยากรใหม่ของโลกนี้ควรจะมีคุณภาพมากกว่าปริมาณค่ะ

Dorothy  นิยามตัวตน  เป็น Trigender ที่แปลง่ายๆ ว่าคนสามเพศ มีเพศชาย เพศหญิง และเพศอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพศชายหรือเพศหญิงค่ะ

Q: หากเชื่อใน Non-Binary  มีประโยชน์รูปธรรมต่อเราอย่างไร?

A: “หากเชื่อใน Non-Binary มีประโยชน์รูปธรรมต่อเราอย่างไร? คำว่า Non-binary นั้น ไม่ได้อยู่ในกรอบของ Binary ดังนั้นเราจึงไม่ได้อยู่ในภาวะสองเพศ อย่างที่ทุกคนเข้าใจว่ามีแค่นี้ การที่เราเชื่อใน Non-binary นั้นไม่ได้บอกว่าเราไม่มีเพศ แต่เราต่างจาก Binary ที่มีกรอบแค่เพียง 2 เพศเท่านั้น คือ เพศชาย และ เพศหญิง แต่คนที่เป็น Non-Binary บางทีเขาอาจจะมีความลื่นไหลไปมาระหว่างเพศ หรืออาจจะไม่มีเพศ หรือมีมากกว่าสองเพศที่เราเข้าใจก็เป็นได้ และความรักของ Non-Binary นั้นก็ไม่ได้หยุดที่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันอย่าง LGBTQ+ อาจจะรักได้หลากหลายเพศ รักเพศชาย หรือเพศหญิงได้ หรือแม้แต่เพศเดียวกันกับเพศกำเนิด แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายจะรับสิ่งที่เขาเป็นได้หรือไม่ Non-Binary ไม่มีความรักที่ตายตัว หรือบางทีอาจจะรวมไปถึงการทำงานอีกด้วย และ Non-Binary มีประโยชน์รูปธรรมต่อเราอย่างไรนั้น มากมายเลยค่ะ ไม่จำเป็นต้องมีความรักกับใครได้ ไม่จำเป็นต้องรักเพศเดียวกันหรือคนละเพศได้ เราเลือกได้ว่าเราอยากเป็นเพศไหน ไม่ต้องอยู่ในกรอบของของเพศหรือ Binary ได้ อยากจะแต่งตัวแบบไหนก็ย่อมได้ เช่นวันนี้อยากเป็นผู้หญิงก็แต่งไป หรืออยากแต่งเป็นผู้ชายก็ไม่ว่ากัน หรือเอาชุดแบบ Binary ไม่ผสมรวมกันก็ทำได้ ไม่มีกรอบ ไม่ปิดบังความคิด ไม่ปิดบังตัวตนที่เราอยากจะเป็น จะรักใครเพศไหนก็ไม่เกี่ยวกับอารมณ์หรือตัณหา นี้แหละคือประโยชน์ของ Non-Binary

 

- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน