“โชว์หน้าอกไม่ได้หมายความว่ายินยอมให้จับ” ว่าด้วยการคุกคามทางเพศในอิตาลีที่พูดถึงทั่วโลกกับความคิดผิดๆ ที่ ‘โทษผู้หญิง’ ก่อนเตือนผู้กระทำผิด

- Advertisement -

TW: Molestation
“โชว์หน้าอกไม่ได้หมายความว่ายินยอมให้จับ”

นี่เป็นความเห็นส่วนหนึ่งในทวิตเตอร์หลังจากที่ผู้หญิงคนหนึ่งแสดงความดีใจผ่านการเปลือยหน้าอกของตนเนื่องจากอิตาลีชนะอังกฤษในการแข่งขันฟุตบอลทีมชาติ ‘ยูโร 2020’ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ท่ามกลางขบวนเฉลิมฉลองบนถนนในอิตาลี ก่อนที่เธอจะโดนล่วงละเมิดทางเพศจากฝูงชนรอบข้างโดยการรุมจับหน้าอก

- Advertisement -

กระแสถกเถียงหลังโพสต์คลิป – หลังจากคลิปนี้ได้ถูกอัพโหลดลงทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ช่วงตีสามยี่สิบ ก็ได้เกิดกระแสถกเถียงขึ้นในอินเตอร์เน็ตในหลายประเทศ ซึ่งรวมไปถึงประเทศไทยด้วย หลายคนไม่เห็นด้วยกับการกระทำของคนรอบตัวผู้หญิงคนนั้น และประณามการกระทำของฝูงชนในคลิป อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะชัดเจนว่าเป็นการคุกคามทางเพศ แต่ก็ยังมีบางคนก็สร้างความชอบธรรมให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เปิดหน้าอก ≠ ยินยอม – หลาย ๆ คนในอินเตอร์เน็ตต่างก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำความรุนแรงทางเพศครั้งนี้และตั้งข้อสังเกตเรื่อง ‘Consent’ หรือการยินยอมว่า ถึงแม้ผู้หญิงคนดังกล่าวจะตัดสินใจเปิดหน้าอกให้เห็น ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม ก็ไม่มีสิทธิ์ไปจับเพราะว่าการเปิดเผยหน้าอกไม่ได้นำไปสู่การยินยอม และนอกจากนี้ ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยยังตั้งคำถามเกี่ยวกับการกดทับทางเพศของผู้หญิงด้วยเพราะสังคมผลิตซ้ำให้หน้าอกผู้หญิงกลายเป็นวัตถุทางเพศที่อนาจาร โจ่งครึ่ม ทั้ง ๆ ที่มันก็ไม่ได้ต่างอะไรมากกับหน้าอกชองผู้ชาย

การเปิดหน้าอกกับ ‘Victim Blaming’ – แต่ก็ยังมีบางส่วนที่เข้าข้างคนรอบ ๆ ที่ล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงคนนั้นโดยอ้างเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ บ้างก็ให้ความเห็นว่า “คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นล่ะ [ถ้าโชว์หน้าอก] ต่อหน้าพวกคนเมา” ทั้ง ๆ ที่แอลกอฮอล์ไม่ใช่ข้อแก้ตัวในการล่วงละเมิดทางเพศ หรือให้ความเห็นโดยโทษฝ่ายหญิงว่า “แล้วทำไมต้องไปเปิดนมให้คนอื่นด้วยล่ะ” ทั้ง ๆ ที่พฤติกรรมการเปลือยอกนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการที่ผู้ชายถอดเสื้อเพื่อแสดงออกถึงความสุขหรือชัยชนะที่ตนได้รับ

ซึ่งการให้ความเห็นในลักษณะนี้สะท้อนถึงวัฒนธรรม ‘Victim Blaming’ หรือการโทษผู้เสียหาย ว่าผู้ที่โดนล่วงละเมิดทางเพศ “ไม่ดูแลตัวเองมากพอ” บ้าง “แต่งตัวยั่วเกินไป” บ้าง ซึ่งคนเหล่านี้ต่างโยนความผิดไปหาผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดยไม่ตั้งคำถามกับผู้กระทำเลยว่าทำไมพวกเขาถึงไม่สามารถคุมอารมณ์ทางเพศของตัวเองได้ เพราะการเปิดหน้าอกไม่ใช่ใบเบิกทางให้คนทำอะไรได้ตามใจชอบ

เมื่อหน้าอกของผู้หญิงกลายเป็นสัญลักษณ์ทางเพศ – สาเหตุหนึ่งที่เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก นอกจากเรื่องความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้น ก็เป็นเพราะหน้าอกของผู้หญิงนั้นเป็นสัญลักษณ์ทางเพศด้วย และการเป็นสัญลักษณ์ทางเพศนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะในสื่อต่าง ๆ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ รวมไปถึงหนังโป๊

อย่างไรก็ตาม หน้าอกของผู้หญิงนั้นไม่ได้มีนัยยะทางเพศในทุกพื้นที่และวัฒนธรรม ในปี ค.ศ. 1951 ‘Clellan Ford’ (เคลแลน ฟอร์ด) นักมานุษยวิทยา และ ‘Frank Beach’ (แฟรงค์ บีช) นักพฤติกรรมศาสตร์ได้ศึกษาวัฒนธรรมกว่า 191 วัฒนธรรมและพบว่าหน้าอกนั้นมีความสำคัญทางเพศต่อผู้ชายเพียงแค่ 13 วัฒนธรรมเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมมีส่วนในการสร้างหน้าอกให้เป็นสัญลักษณ์ทางเพศและหน้าอกไม่ได้มีนัยยะทางเพศในตัวมันเอง (Inherently Sexual) ตั้งแต่แรก

อีกทั้ง ‘Simone de Beauvoir’ (ซีโมน เดอ โบวัวร์) นักทฤษฎีทางสังคมชาวฝรั่งเศสได้ให้คำอธิบายไว้ในหนังสือ ‘The Second Sex’ ว่าหน้าอกของผู้หญิงนั้นถูกแปรเปลี่ยนจาก “วัตถุทางเพศ” (Sexual Object) ให้กลายเป็น “แหล่งกำเนิดของชีวิต” (A Source of Life) หลังจากการกำเนิดของทารก (qtd. in Silverio 16) ทำให้เห็นว่าถ้าผู้หญิงไม่ได้มีลูก ความคิดสังคมต่อหน้าอกของผู้หญิงนั้นจะเป็นไปในทางการมองว่าหน้าอกเป็นวัตถุทางเพศก่อนที่จะสนใจว่ามันเอาไว้ใช้บำรุงร่างกายของเด็ก

เมื่อสังคมยึดโยงหน้าอกกับเรื่องวัตถุทางเพศ ผลที่ตามมาคือการผลิตซ้ำนัยยะทางเพศใส่ลงไปในหน้าอกผู้หญิง ซึ่งสร้างปัญหาให้ผู้หญิงตามมา อาทิ มีการตั้งกฎหรือจารีตในสังคมว่าผู้หญิงต้องปกปิดหน้าอกเพราะมัน “เร้าอารมณ์ทางเพศผู้ชาย” (ทั้ง ๆ ที่ปัญหาคือการที่ผู้ชายไม่สามารถควบคุมตัวเองได้) หรือการที่ผู้หญิงไม่สามารถมีอิสระในการเปิดเผยเรือนร่างของตัวเองได้เพียงเพราะว่าถ้าเปิดเผยแล้วจะ “โป๊”

เหตุการณ์นี้ชวนให้เราตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่อง ‘Double Standard’ หรือความสองมาตรฐานที่เกิดขึ้น ว่าทำไมผู้ชายถึงสามารถแสดงเรือนร่าง ถอดเสื้อของตนเองได้ตามใจ แต่เมื่อเป็นกรณีของผู้หญิง (อย่างในเคสนี้) กลับถูกควบคุม สั่งสอนเรื่องการเปลือยอก ก่อนการตั้งคำถามหรือตักเตือนผู้ชายว่าทำไมไม่ควบคุมตัวเองให้ได้ซะอีก?

นี่ไม่ใช่การสนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนออกมาเปลือยอก แต่ผู้หญิงควรได้รับสิทธิในการเปลือยอกไม่ต่างจากคนอื่น ๆ และผู้คนควรเคารพสิทธิในการเผยเรือนร่างของผู้หญิงโดยไม่ล่วงละเมิดทางเพศหรือลดทอนคุณค่าพวกเธอ ที่สำคัญที่สุดสังคมควรตระหนักว่า ไม่ว่าจะเป็นใคร เพศไหนก็ตาม ก็ไม่สมควรที่จะถูกล่วงละเมิดทางเพศจากการแสดงออกในลักษณะนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะทั้งทางการกระทำหรือทางวาจาก็ตาม

#StopVictimBlaming #FreeTheNipple
#Consent #UEFAEuro2020

Content by Hutsakorn Nartboonyokrit
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ : https://bit.ly/38MAJn4

อ้างอิง:
Silverio, S.A. (2017). Why breast is best, but boobs are banned: From sustenance to
sexualisation and shame. British Mensa’s: ANDROGYNY, 1(2), 15-20. https://bit.ly/2UO5cNp.
de Beauvoir, S. (2011). The second sex. (C. Borde & S. MalovanyChevallier, Trans.) London, United Kingdom: Vintage – The Random House Company. (Original work published 1949).
The Guardian: https://bit.ly/3xL4rDK
inews UK: https://bit.ly/3eh2ZRs
Sexual Health Research Lab: https://bit.ly/36yYhKL
IFLScience: https://bit.ly/3wFdJiU
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
หรรษกร นาถบุญโญกฤต
หรรษกร นาถบุญโญกฤต
นักศึกษาเอกภาษาและวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนใจในวรรณกรรม ช่วงเวลาว่างชอบทำรีมิกซ์เพลงกับตั้งคำถามแนวอัตถิภาวนิยม (existentialism) ให้ตัวเองแพนิค นอกจากนี้ยังหลงใหลในการฟังเพลงและการเล่นเกม RPG คนเดียวในห้องเงียบ ๆ