แสงแรกแห่งความเท่าเทียมในเอเชีย – ทำไมสิทธิของ LGBT ในไต้หวันถึงมีความก้าวกระโดด?

- Advertisement -

เมื่อพระอาทิตย์สีขาวสาดแสงสีรุ้ง : ทำไมการขับเคลื่อนเรื่องความหลากหลายทางเพศในไต้หวันมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดด และนำไปสู่กฎหมายจดทะเบียนสมรสของเพศเดียวกัน

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2562 ประเทศเล็ก ๆ ในเอเชียตะวันออกนามว่า สาธารณรัฐจีน หรือที่เราเรียกกันว่า ไต้หวัน นั้น ได้สร้างปรากฎการณ์อันน่ายินดีทางการเมือง และสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ทำให้ทั่วโลกตื่นตัว โดยการ รัฐบาลไต้หวันผ่านกฎหมายจดทะเบียนสมรสของคู่รักเพศเดียวกัน จึงทำให้ ไต้หวัน กลายเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชียที่อนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสได้ ซึ่งสร้างความปีติ และปลาบปลื้มแด่บรรดากลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ไต้หวันเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่ากฎหมายฉบับนี้ยังไม่ครอบคลุมเกี่ยวกับสิทธิในการรับบุตรบุญธรรม และเป็นกฎหมายแยกออกมา ไม่ได้รวมกับกฎหมายของคู่รักต่างเพศ เพื่อสร้างความประนีประนอมให้กับกลุ่มฝ่ายค้านที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ แต่ถือว่าเป็นก้าวแห่งความความสำเร็จ ที่ทำให้กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศได้มีสิทธิทางกฎหมายค่อนข้างเท่าเทียมกับกลุ่มคู่รักต่างเพศ และเป็นก้าวสำคัญของมวลมนุษยชาติที่จะได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน

- Advertisement -

ถึงแม้ว่าบริบทของประเทศไต้หวันเหมือนกับประเทศไทยตรงที่ ไม่มีกฎหมายที่ห้าม หรือลงโทษกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงในเรื่องของศาสนาที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธและเต๋าที่ไม่ได้มีบทลงโทษ หรือกล่าวถึงบุคคลกลุ่มนี้ แต่สิ่งที่ทำให้การขับเคลื่อนด้านนี้มีพลังสูง และบรรลุเป้าหมายในการทำให้การจดทะเบียนของเพศเดียวกันเกิดขึ้นได้เป็นที่แรกของเอเชียนั้น สามารถอธิบายได้ดังนี้

ประเด็นที่ 1 – ความหลากหลายทางเพศของไต้หวันมีการขับเคลื่อนมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งประเทศแรกๆ และมีการขับเคลื่อนต่อเนื่อง

ความจริงแล้ว ประวัติศาสตร์เรื่องความหลากหลายทางเพศใน “จีน” นั้นคงต้องนับย้อนหลังไปหลายร้อยปีเมื่อครั้งยังปกครองด้วยระบบจักรพรรดิ หรือฮ่องเต้ที่เรารู้จักกัน แต่ถ้าเป็นประวัติศาสตร์ความหลากหลายทางเพศของ “ไต้หวัน” โดยเฉพาะนั้น ได้เริ่มต้นในช่วงสงครามหลางเมืองในจีน (Chinese Civil War) ปลายสมัยสาธารณรัฐที่ พรรคก๊กหมิ่นตั๋ง (Kuomintang (KMT)) รัฐบาลในครั้งนั้น นำโดยเจียงไคเช็ค ได้หลบหนีการโจมตีของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Communist Party of China (CPC)) นำโดยเหมาเจ๋อตุง มาที่เกาะไต้หวัน และรัฐบาลของเจียงไคเช็กก็ได้จัดตั้งรัฐบาลในเกาะไต้หวัน และประกาศใช้กฎอัยการศึกเป็นเวลาเกือบ 40 ปี ซึ่งในช่วงนั้นประชาชนได้ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสื่อ การออกความเห็น การจัดตั้งพรรคการเมืองต่างๆ

ซึ่งถึงแม้ว่าในช่วงนั้นไม่ได้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนความหลากหลายทางเพศโดยตรง และถึงแม้ว่ามีการยกเลิกการทำให้รักร่วมเพศเป็นอาชญากรรม โดยประเทศญี่ปุ่นเมื่อครั้งยึดครองเกาะไต้หวัน ในปี 1896 และยกเลิกการมีเพศสัมพันธ์ุทางทวารหนักให้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ก่อนที่รัฐบาลจะอพยพย้ายมาอยู่ไต้หวัน แต่เนื่องด้วยการที่รัฐบาลประกาศใช้กฎอัยการศึก ประกอบกับการรักเพศเดียวกันถูกมองว่าเป็น อาการป่วยทางจิต ต้องได้รับการรักษา เพราะเป็นอันตรายต่อประเทศ และเผ่าพันธุ์คนไต้หวัน จึงทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะออกมาผลิตสื่อเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ

นอกจากนี้ในช่วงที่รัฐบาลประกาศใช้กฎอัยการศึกนั้น เป็นช่วงที่อเมริกามีอิทธิพลเหนือน่านฟ้าภูมิภาคเอเชียตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงสงครามเย็น และในสายตาของอเมริกา ไต้หวันนั้นเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และประกอบกับในช่วงนั้น ไต้หวันเกิดข้อพิพาทเรื่องช่องแคบฟอร์โมซากับจีนแผ่นดินใหญ่ อเมริกาจึงเข้ามามีอิทธิพลจัดการข้อพิพาทเรื่องนี้ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์กระจายทั่วเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ตามทฤษฏีโดมิโน) จึงทำให้แนวคิดของอเมริกันนั้นแพร่กระจายโดยสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะสำนักข่าวหลักที่ตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับอเมริกา ความน่ากลัวของจีนแผ่นดินใหญ่อันอุดมไปด้วยความคิดลัทธิแมคาธีย์ (McCarthyism) ซึ่งต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ และมองว่า รักร่วมเพศ เป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิสต์ จึงทำให้แนวคิดเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันนั้นแพร่สะพัดไปทั่วไต้หวัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หนึ่งในนั้นคือ นาย ฉีเจียเวย (Chi Chia wei (祁家威)) นักเคลื่อนไหวเพื่อกลุ่มความหลากหลายทางเพศได้ถูกจับกุมในปี 1986 และจำคุกเป็นเวลา 5 เดือน เพราะยื่นคำร้องเรื่องการจดทะเบียนสมรสของเพศเดียวกัน ถึงแม้ว่าการยื่นคำร้องนั้นจะล้มเหลว แต่นับเป็นการเรียกร้องสิทธิทางกฎหมายของกลุ่มความหลากหลายทางเพศครั้งแรกในไต้หวัน

หลังจากที่รัฐบาลก๊กหมิ่นตั๋งประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกในปี 1987 โดย เจียจิงกั๋ว ลูกชายของเจียงไคเช็ก ผู้สืบอำนาจต่อจากพ่อของตัวเอง ซึ่งการยกเลิกกฎอัยการศึกได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการออกความคิดเห็น สิทธิเรื่องสื่อ รวมไปถึงการจัดตั้งพรรคการเมือง ซึ่งหลังจากประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกไม่นาน ก็ได้มีการจัดตั้งพรรคฝ่ายค้านชื่อว่า พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party – DPP ) ขึ้นมา นอกจากนี้ขบวนการ และการรณรงค์เกี่ยวกับการขับเคลื่อนเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศนั้นได้เกิดขึ้นมามากมาย เช่น ในปี 1990 ได้มีการจัดตั้งองค์กรเลสเบี้ยนขึ้นมาครั้งแรก การจัดงานแต่งงานของคู่รักชายชายกลางที่สาธารณะครั้งแรกในปี 1996 เป็นต้น

มากไปกว่านั้นเหตุการณ์เกี่ยวกับความรุนแรง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ก็มีผลต่อการขับเคลื่อนความหลากหลายทางเพศ ในเรื่องของการออกนโยบายของรัฐบาลเช่นกัน อย่างเช่นในปี 2004 รัฐบาลได้ผ่านพ.ร.บ. ความเท่าเทียมทางเพศ (Gender Equity Act) โดยให้โรงเรียนทุกแห่งมีการสอนเกี่ยวกับความเท่าเทียม และความหลากหลายทางเพศ

เนื่องจากเหตุการณ์ในปี 2000 มีนักเรียนชายคนหนึ่งถูกรังแกจนเสียชีวิตในห้องน้ำของโรงเรียน เนื่องจากมีพฤติกรรม “ออกสาว” และดำเนินคดีกับครูใหญ่ และผู้บริหารเนื่องจากล้มเหลวในการสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรทางเพศต่อนักเรียน ด้วยเหตุนี้ การออกนโยบายทางด้านการศึกษาแบบนี้ ทำให้นักเรียนได้รับการปลูกฝังความรู้ความเข้าใจ และตระหนักเกี่ยวกับความเท่าเทียม และความหลากหลายทางเพศ ซึ่งส่งผลลัพธ์แง่บวกในระยะยาวต่อสังคม ซึ่งเอื้อต่อการขับเคลื่อนในภายภาคหน้ามากยิ่งขึ้น เพราะประชาชนมีความรู้และความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่แรก

ต่อมาในปี 2005 เด็กผู้หญิงอายุ 17 ปีผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และได้ฆ่าตัวตายหลังจากที่แม่ของเด็กผู้หญิงได้บังคับให้เธอไปรักษาอาการ “รักร่วมเพศ” โดยบอกให้แพทย์รักษาอาการเลสเบี้ยนของเธอก่อน แล้วค่อยรักษาอาการซึมเศร้า เพราะ ในสายตาของคนเป็นแม่ อาการรักร่วมเพศของเด็กผู้หญิงคนนี้แย่ยิ่งกว่าอาการซึมเศร้าของลูกตัวเอง นอกจากนี้ในปี 2010 กลุ่มคนความหลากหลายทางเพศ มากกว่า 100 คน จากองค์กรความหลากหลายทางเพศทั่วทั้งไต้หวัน ได้เดินขบวนเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ นักเรียนหญิงสองคนที่รักกัน แต่ได้ฆ่าตัวตาย เนื่องจากครอบครัวไม่ยอมรับในความรักของทั้งสองคน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ย้ำเตือนถึงเหตุการณ์ในปี 1993 ที่มีนักเรียนหญิงผู้เป็นเลสเบี้ยนได้จบชีวิตตัวเองลงเพราะว่าทนแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว โดยทิ้งข้อความไว้สังคมนี้ไม่เหมาะกับเธอ และเธอรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งตลอดเวลา ซึ่งถึงแม้ว่าทั้งสองเหตุการณ์นี้จะห่างกันเป็นเวลานานมาก แต่ก็เป็นย้ำเตือนต่อรัฐบาลในช่วงนั้นว่า พ.ร.บ. ที่ตนออกมานั้นไม่ครอบคลุมเรื่องการปกป้องคนเหล่านี้จากแรงกดดันของครอบครัว

เมื่อเดือน ตุลาคม ปี 2016 ศาสตราจารย์ชายชาวฝรั่งเศสได้จบชีวิตตัวเองลงเพราะความเครียด และภาวะซึมเศร้า ที่ตัวเองเสียคู่รักชายชาวไต้หวันที่คบกันมา 35 ปีไปเพราะโรคมะเร็ง โดยที่ศาสตราจารย์ผู้นั้นไม่สามารถรักษาชีวิตของคู่รักตัวเองได้ เพราะไม่ได้จดทะเบียนเป็นคู่สมรส จึงทำให้ไม่มีสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลคู่รักตัวเอง รวมไปถึงสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ทั้งคู่สร้างด้วยกันมา ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้พรรค DPP ซึ่งเป็นรัฐบาลใหม่นำโดย ไช่อิงเหวิน ต้องเร่งออกมาทำตามสัญญาเมื่อครั้งหาเสียงว่าจะสร้างความเท่าเทียมให้กับกลุ่มความหลากหลายทางเพศ โดยเร่งร่างกฎหมายการจดทะเบียนของคู่รักเพศเดียวกันหลังจากต่อสู้กันมากว่าสองปี

สุดท้ายเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2019 ไต้หวันก็กลายเป็นประเทศแรกในเอเชียที่อนุญาตให้เพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสกันได้

ประเด็นที่ 2 – ประชาธิปไตยฉบับสมบูรณ์ และการสร้างเอกลักษณ์ของชาติให้แตกต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ และเพื่อการปลดแอกตัวเองจากการเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่

นอกจากปัจจัยเรื่องการขับเคลื่อนความหลากหลายทางเพศที่มีมาอย่างต่อเนื่องในไต้หวันแล้ว การเปิดรับเอาประชาธิปไตยของรัฐบาลไต้หวัน มาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชาติก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไต้หวันมีความก้าวหน้าเรื่องความหลากหลายทางเพศเช่นกัน

อย่างที่เราทราบกันดีว่าในปัจจุบัน ไต้หวัน ยังไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศว่าเป็น ประเทศอิสระจากการปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงแม้ว่า ไต้หวัน จะมีรัฐบาลเป็นของตัวเอง มีพาสปอร์ต และการปกครองของตัวเองซึ่งก็คือ ประชาธิปไตย แต่ก็ยังไม่สามารถปลดแอกตัวเองจากการเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ได้ เพราะหากออกประกาศอิสรภาพจากจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวันจะถูกโจมตีทหารโดยรัฐบาลจีน นอกจากจะไม่สามารถออกจากการเป็นส่วนหนึ่งของจีนได้แล้ว ไต้หวันก็ไม่ได้รับการยอมรับว่าให้เป็น รัฐสมัยใหม่ โดยนานาประเทศ เพราะไม่มีกำลังทางการทูตมากพอที่จะสานสัมพันธ์กับนานาประเทศได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศจีนสกัดกั้นทางการทูตโดยการประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศที่เจริญความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไต้หวัน ซึ่งการเจริญสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน เท่ากับว่าประเทศนั้นๆ รับรองสถานะการเป็น “รัฐ” ของไต้หวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่จีนไม่พอใจ เพราะจีนยืนยันว่า ไต้หวันเป็นแค่ “มณฑล” หนึ่งของจีน และจีนไม่ยอมรับคำว่า “ไต้หวัน” แต่ให้เรียกว่า “ไชนิสไทเป”

ด้วยเหตุนี้ ไต้หวัน เลยใช้ อำนาจอ่อน หรือ Soft power นั่นก็คืออำนาจทางอุดมการณ์ โดยการสร้างเอกลักษณ์ของความเป็น “ชาวไต้หวัน” (Taiwanese – ness) ที่ไม่เหมือนกับ ความเป็นคนจีน (Chinese-ness) กล่าวคือรัฐบาลพยายามหาสิ่งที่จีนทำไม่ได้ รวมถึงสามารถแข่งและต่อกรกับแนวคิด 1 ประเทศ 2 ระบบ (1 country 2 systems) ของจีนได้ ซึ่งนั่นก็คือ การทำให้ตัวเองมีความพิเศษ (Exceptionalism) โดยการเปิดรับคุณค่า (Value) ที่มีความทันโลกยุคใหม่ โดยการหยิบเอาแนวคิดที่สะท้อนคุณค่าตรงนั้น ซึ่งก็คือ ประชาธิปไตย มาบริหารประเทศ เพื่อสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง คนไต้หวัน และคนจีน

นอกจากไต้หวันต้องการให้ต่างชาติยอมรับในความแตกต่างระหว่าง จีน กับไต้หวัน และตัวเองเป็นเอกราชจากจีนแล้ว การเมืองภายในก็กดดันให้ไต้หวันต้องยอมรับประชาธิปไตยไปด้วย เพราะประชาชนที่หนีมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ต่างต้องการเสรีภาพในทางด้านเศรษฐกิจ มากไปกว่านั้น ถึงแม้รัฐบาลไต้หวันจะนำเสนอนโยบายความก้าวหน้าของเศรษฐกิจ มันไม่เพียงพอที่จะทำให้คนไต้หวันรู้สึกพิเศษเหนือคนจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะเศรษฐกิจของจีนแผ่นดินใหญ่สามารถเติบโตได้ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์จีน ดังนั้นนอกเหนือจากการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลเลยต้องมุ่งเน้นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไต้หวันที่มีความเป็นเสรีประชาธิปไตยเพื่อให้ประชาชนรู้สึกพิเศษ และแตกต่างจากคนจีนแผ่นดินใหญ่ จึงทำให้ไต้หวันเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ ที่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาบริหารประเทศ หนึ่งในนั้นก็คือความเท่าเทียม และความหลากหลายทางเพศที่รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ไม่สามารถทำได้ อย่างที่เราเห็นได้ตามหน้าข่าวต่างๆ ที่รัฐบาลไต้หวันอนุญาตให้มีงาน pride parade ทุกๆ ปี ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวภาคประชาชน ที่ทำให้ประชาชนได้มีเสรีภาพในการออกความคิดเห็น และมีอิสระในการเป็นตัวของตัวเอง

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของภาครัฐบาลเรื่องการขับเคลื่อนความหลากหลายทางเพศก็มีให้เห็นอย่างเช่นในปี 2003 รองประธานาธิบดี และประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ได้มีการร่างกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่มีครอบคลุมเกี่ยวกับ เรื่องการจดทะเบียนสมรสของเพศเดียวกัน และการรับบุตรบุญธรรม ถึงแม้ร่างนี้จะไม่ผ่านในปี 2004 แต่อย่างไรก็ตามก็นับว่าเป็นการเคลื่อนไหวภาครัฐบาลครั้งแรกเกี่ยวกับเรื่องสิทธิทางกฎหมายของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ

นอกจากนี้ในปี 2004 ก็ได้มีการจัด Pride Parade ครั้งแรกในไต้หวัน และรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนเงินในการจัดงานครั้งนี้อีกด้วย จนกระทั่งในปี 2016 สภาตุลาการได้มีการพิจารณากฎหมายใหม่ และเห็นว่าการไม่อนุญาตให้คนเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสกันได้นั้นขัดกับหลักรัฐธรรมนูญ  และสั่งให้สภานิติบัญญัติร่างกฎหมายใหม่ภายในสองปี โดยขีดเส้นตายคือวันที่ 24 พฤษภาคม 2019 และสามารถทำให้กฎหมายนี้เป็นจริงได้อย่างที่ประจักษ์กันในปัจจุบัน จากตรงนี้เราจะเห็นได้ว่ารัฐบาลไต้หวันพยายามสร้างความแตกต่างระหว่างความเป็น คนไต้หวัน กับ คนจีน โดยการใช้อำนาจอ่อนซึ่งก็คือการนำเอาอุดมการณ์ประชาธิปไตยมาบริหารประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่เรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศ ซึ่งเป็นแนวความคิดของชาติตะวันตกที่ประเทศจีนไม่สามารถทำได้ และนอกจากนี้ยังสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเองเด่นยิ่งกว่าเดิมของการเป็นประเทศเอเชียตัวอย่างของความมีอิสรเสรี และประเทศแห่งประชาธิปไตยด้วยการอนุญาตคู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนกันได้เป็นประเทศแรกของเอเชีย อย่างที่ นายเจสัน ซู ฝ่ายนิติบัญญัติของพรรคก๊กหมิ่นตั๋ง ได้ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อครั้งที่ประชามติเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรสของเพศเดียวกันถูกล้มในปี 2017 ว่า

“มันมีบางอย่างที่เราไม่สามารถสู้กับจีนได้เลย แต่สำหรับเรื่องนี้ เราสามารถสู้พวกเขาได้ซึ่งก็คือการใช้อำนาจอ่อนโดยการเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ถ้าไต้หวันต้องการเป็นดวงประทีปแห่งเสรีภาพ และประชาธิปไตยในเอเชีย สิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกเราเด่นขึ้นมา และเมื่อไหร่ที่กฎหมายฉบับนี้ผ่าน ทั่วทั้งเอเชียจะจับตามมองเรา”

ประเด็นที่ 3 – การเสื่อมความชอบธรรม และอำนาจของพรรคก๊กหมิ่นตั๋ง การขับเคลื่อนของเยาวชน ชัยชนะของพรรคฝ่ายค้านในสมัยของไช่อิงเหวิน และนโยบายความเสมอภาคในการแต่งงานของพรรค

พรรคก๊กหมิ่นตั๋งเป็นพรรคที่อยู่คู่กับไต้หวันมาตั้งแต่สมัยที่รัฐบาลของเจียงไคเช็กหนีจากการโจมตีของพรรคคอมมิวนิสต์มาบนเกาะแห่งนี้และมีอำนาจเสมอมา แต่แล้วอำนาจและความชอบธรรมของพรรคก๊กหมิ่นตั๋งต้องถูกสั่นคลอนในสมัยของ ประธานาธิบดีหม่าอิงจิ่ว เพราะไปลงนามความตกลงการค้าข้ามช่องแคบกับจีนแผ่นดินใหญ่ (CSSTA) ในปี 2014 ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นข้อตกลงที่โน้มเอียงเข้าหาจีนมากเกินไป และอาจจะส่งผลต่ออธิปไตยของไต้หวันได้ จึงทำให้มีชาวไต้หวันราว 500,000 คนเข้าร่วมประท้วงร่วมกับขบวนการดอกทานตะวันของกลุ่มนักศึกษา และขบวนการนี้ได้บุกเข้ายึดสภาเป็นเวลา 23 วันจนรัฐบาลต้องออกมาขอโทษ ทบทวนการลงนามครั้งนี้ใหม่ หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลพรรคก๊กหมิ่นตั๋งสูญเสียความน่าเชื่อถือ และเสียคะแนนเสียงแม้แต่ในพื้นที่ที่เป็นที่หลักในการกอบโกยคะแนนเสียง จึงทำให้พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ซึ่งเป็นฝ่ายค้านชนะคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งถัดมา

ถึงแม้ว่าขบวนการดอกทานตะวันจะไม่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเรื่องความหลากหลายทางเพศโดยตรง แต่การที่มีนักศึกษาออกมาประท้วงครั้งนี้ เป็นการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษา และเยาวชนได้มีส่วนร่วมทางการเมือง และได้ออกมาขับเคลื่อนเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในประเด็นต่างๆ ที่สังคมเผชิญอยู่ อย่างในปี 2016 Taiwan Student Marriage Equality Association ซึ่งเป็นองค์กรที่เกิดจากการวมกลุ่มสมาคมนักเรียนกว่า 70 สมาคม ได้เข้าร่วมในการต่อสู้เพื่อให้สภานิติบัญญัติออกกฎหมายเพื่อให้คู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสกันได้ ซึ่งในครั้งนั้นองค์กรนี้สามารถล่ารายชื่อกว่า 45,000 ชื่อของบุคคลที่สนับสนุนให้มีการออกกฎหมายฉบับนี้ เพื่อกดดันสภานิติบัญญัติให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว มากไปกว่านั้นขบวนการความหลากหลายทางเพศในไต้หวัน ก็ได้รับการสนับสนุนจากขบวนการเพื่อสังคมอื่นๆ อย่างเช่นขบวนการเพื่อสิ่งแวดล้อม จึงทำให้ขบวนการความหลากหลายทางเพศของไต้หวันมีความเข้มแข็ง และตื่นตัวตลอดเวลา

นอกจากการกลุ่มเยาวชนที่เข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองแล้ว รัฐบาลชุดใหม่คือ พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า นำโดย ไช่อิงเหวิน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กฎหมายที่ออกมาได้อย่างสำเร็จ ในช่วงที่ยังหาเสียง ในปี 2015 ไช่อิงเหวิน หัวหน้าพรรค ได้มีการรณรงค์เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพรรค อย่างในเทศกาลวันที่ 7 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติ ได้ปล่อยวิดีโอ “Light Up Taiwan (点亮台湾)” ที่มีคู่รักเพศเดียวกันสามคู่กำลังสนุกสนานกับเทศกาลนี้ และ วันที่ 31 ตุลาคมในปีเดียวกัน มีการจัดงาน Gay Pride ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียที่ไต้หวัน ไช่อิงเหวินก็ได้แสดงจุดยืนเรื่องนี้โดยการปล่อย คลิปวีดีความยาว 15 วินาทีลงในเพจเฟซบุ๊กใจความว่า

“在爱之前,大家都是平等的。我是蔡英文。我支持婚姻平权。
让每个人都可以去爱,追求幸福”

 “ในเรื่องของความรักแล้ว ทุกคนล้วนมีความเสมอภาคกัน ฉันชื่อไช่อิงเหวิน ฉันสนับสนุนความเสมอภาคในการแต่งงานค่ะ ขอให้ทุกคนสามารถรักกันได้อย่างมีอิสระ และมีความสุขนะคะ”

การสนับสนุนเรื่องการแต่งงานเพศเดียวกันของพรรคนี้มีมาตั้งแต่ก่อนที่จะได้เป็นรัฐบาล อย่างในปี 2014 นาง ยู เหมยหนู่ ฝ่ายนิติบัญญัติของพรรค และสมาชิกอีกว่า 20 คน ได้แสดงการสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายความเสมอภาคในการแต่งงานโดยการแก้ไขคำศัพท์ให้มีนัยที่เป็นกลางทางเพศ และให้คู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสได้ นอกจากนี้ในเดือนกรกฎาคม 2016 สมาชิกสภานิติบัญญัติหลายทานได้ส่งร่างการแก้ไขกฎหมายการแต่งงานหลายฉบับ และ นาง ยู เหมยหนู่ ก็เป็นหนึ่งในผู้ส่งการแก้ไขกฎหมายการแต่งงานเช่นกัน ซึ่งการแก้ไขดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากพรรคนี้เป็นส่วนใหญ่ เมื่อพรรคนี้ชนะการเลือกตั้งในปี 2016 และได้ที่นั่งในสภานิติบัญญัติเป็นส่วนใหญ่ จึงมีแนวโน้มที่กฎหมายจะได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติมากขึ้น จากตรงนี้ เราจะเห็นได้ว่าการที่ไต้หวันประสบความสำเร็จในการเป็นชาติแรกที่กฎหมายสมรสของคู่รักเพศเดียวกันนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากอุดมการณ์ และแรงขับเคลื่อนด้านนี้ภายในพรรคที่มีมาตั้งแต่เริ่มแรก และมีความต่อเนื่องอยู่เสมอมา

ถึงแม้ว่าไต้หวันจะสามารถเป็นประเทศแรกในเอเชียที่อนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสกันได้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งทำให้ความรักของพวกเขาได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายเท่าเทียมกับคู่รักต่างเพศ แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของความสำเร็จขั้นแรกเท่านั้น ไช่อิงเหวิน และพรรค รวมถึงกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็น การโจมตีจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้ และต้องการฉีกกฎหมายฉบับนี้ทิ้ง โดยกล่าวหาว่าไม่เคารพเสียง “ส่วนใหญ่” ของประชาชน รวมถึงขัดกับวัฒนธรรม และความเป็นครอบครัวของชนชาติไต้หวัน กลุ่มเคร่งศาสนาคริสต์ที่พยายามล้มล้างแนวคิด และกฎหมายที่เพราะขัดกับหลักศาสนา และกลัวว่าจะส่งผลต่อการแพร่กระจายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ุ และอาจจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของคนที่ชื่นชอบมีความสัมพันธ์กับเด็ก (Pedophile) เป็นต้น

นอกจากนี้ยังต้องเผชิญปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ที่ยังไม่ครอบคลุมถึงสิทธิ์ในการรับบุตรบุญธรรม จึงต้องมีการพัฒนากฎหมายต่อไป อีกทั้งการที่ออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา เป็นสร้างความตึงเครียดในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจีน และไต้หวันมากกว่าเดิมเช่นกัน

เราจะเห็นได้ว่า หนทางที่ ไต้หวัน จะกลายเป็น “ประเทศ” ที่มีประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์นั้นยังอีกยาวไกล แต่อย่างไรก็ดี ความสำเร็จครั้งนี้ก็สามารถทำให้ความรักของคนในสังคมได้รับการคุ้มครอง และให้คุณค่าอย่างเท่าเทียมกัน
- Advertisement -
ปรเมศวร์ ตั้งสถาพร
ปรเมศวร์ ตั้งสถาพร
นักกิจกรรมด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศสายลุย ผู้หลงรักการเมืองเรื่องเพศ และวัฒนธรรมในเอเชีย กีฬาเพาะกาย และโภชนาการ และรักการเต้น cover เพลงเกาหลี