“เลสแท้หรือเลสเทียม การตีตราและมายาคติว่าด้วยเพศสภาพและเพศวิถีของกลุ่มหญิงรักหญิงในสังคมไทย”

- Advertisement -

เลสแท้ เลสเทียม เลสห้าดาว เลสหนึ่งดาว

หากใครที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนหญิงรักหญิงในไทย อาจจะเคยได้ยินการใช้คำเหล่านี้มาบ้าง แต่หากใครที่ไม่ได้มีวิถีทางเพศแบบหญิงรักหญิง และไม่เคยได้ยินคำพวกนี้ ผู้เขียนขออธิบายสั้นๆว่า คำว่าเลสแท้ เลสเทียม เลสห้าดาว เลสหนึ่งดาว มีการใช้เรียกหญิงรักหญิงในชุมชนมาโดยตลอด ข้อสังเกตจากประสบการณ์ส่วนตัว คำว่าเลสแท้ เลสเทียม มาจากการนิยามว่า หญิงรักหญิงคนใด เหมาะสมที่จะเป็นหญิงรักหญิงที่สมบูรณ์ และหญิงรักหญิงคนใดที่ ไม่เหมาะสมที่จะใช้คำวาหญิงรักหญิง หรือเลสเบี้ยน โดยใช้คำย่อกันสั้นๆว่า เลสแท้ เลสเทียม แล้วการตัดสินว่าใครแท้ ใครเทียม มาจากอะไร?

- Advertisement -

โดยหลักๆแล้ว วิธีคิดเรื่องแท้หรือเทียม ก็มาจากการได้รับอิทธิพลจากแนวคิดแบบบทบาททางเพศ (Gender Role) การแสดงออกทางเพศ (Gender Expression) และวิถีทางเพศ (Sexual Orientation) รวมไปถึงเพศกำเนิด (Sex asssigned at birth) ซึ่งยังคงเป็นวิธีคิดแบบระบบสองเพศ (Binary)

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ เวลาที่ชายหรือหญิงในสังคมไทยแสดงออกไม่ตรงตามเพศกำเนิด เช่น เป็นผู้ชายแต่ชอบแต่งหน้าทาปาก ยืนบิด เดินส่ายก้น หรือชอบทำอะไรที่สังคมบอกว่าเป็นเรื่องของผู้หญิง ผู้ชายคนดังกล่าวจะถูกซุบซิบนินทาหรือถูกตั้งคำถามว่า ไม่ใช่ชายแท้” “เป็นเกย์แน่ๆอย่างนี้เป็นต้น

ผู้หญิงแท้ ในนิยามของสังคมไทยก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น การที่ผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้นมาแต่งตัวทะมัดทะแมง ตัดผมสั้น สังคมก็จะเข้าใจไปว่าผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็นทอม หรือถ้าให้เห็นภาพชัดขึ้นไปอีก ผู้ชายที่ข้ามเพศมาเป็นหญิง หรือกะเทย ในสังคมไทย ก็จะมีคำพูดว่า ไม่ใช่หญิงแท้ หรือเป็นหญิงเทียมเพราะคำว่าแท้หรือเทียมทางเพศนั้นจำกัดอยู่แค่ที่อวัยวะเพศนั่นเอง

ดังนั้นแนวคิดเรื่องความแท้ ความเทียม จึงมีที่มาจากฐานคิดเรื่องเพศแบบสองระบบ ซึ่งฐานคิดเช่นนี้เองที่นำไปสู่การตีตราในชุมชนหญิงรักหญิง โดยหญิงรักหญิงด้วยกันเอง

แล้วแบบไหนถึงจะเรียกว่าเลสแท้หรือเลสเทียม?  เลสแท้ อาจหมายถึงทั้ง หญิงรักหญิงที่มีการแสดงออกทางเพศตรงตามบรรทัดฐานของสังคมหญิงรักหญิง เช่น ไว้ผมยาว แสดงออกเหมือนผู้หญิงรักต่างเพศ ไม่ใช่ทอม และมีความรักความสัมพันธ์กับเลสเบี้ยนที่มีลักษณะเดียวกัน ไม่คบกับผู้ชายหรือไม่เคยคบกับผู้ชายมาก่อน เรียกได้ว่า เกิดมาเป็นหญิงรักหญิง ไม่ใช่เพิ่งมาเลือกที่จะรักผู้หญิงในภายหลัง เนื่องจากอกหัก เลิกรักผู้ชาย เป็นต้น หญิงรักหญิงในชุมชนจะให้ความสำคัญกับเลสเท้เป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่หญิงรักหญิงทุกคนจะเกิดมาแล้วชอบผู้หญิงด้วยกันเลย แต่หลายคนมาเริ่มมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงในภายหลัง

ในขณะที่ เลสเทียม เป็นการตีตราจากหญิงรักหญิงในชุมชน ที่มีต่อหญิงรักหญิง โดยตัดสินจากลักษณะการแสดงออก วิถีทางเพศของผู้หญิงเหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่น หากหญิงรักหญิงคนใดที่แสดงออกเหมือนผู้ชายมากเกินไป ตัดผมสั้น แต่งตัวเป็นผู้ชาย หญิงรักหญิงกลุ่มนี้จะถูกมองว่าไม่ใช่เลสเบี้ยน แต่เป็นทอม ซึ่งในชุมชนหญิงรักหญิงแยกผู้หญิงที่เป็นทอมออกไป ไม่นับรวมเป็นส่วนหนึ่ง เนื่องจากหญิงรักหญิงหลายคนมองว่า ทอม มีความเป็นชายสูงเกินไป ไม่สามารถให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนหญิงรักหญิงได้

ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์การใช้บริการผับสำหรับชุมชนหญิงรักหญิงในกรุงเทพแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้กันในชุมชนว่า ถ้าไปวันศุกร์ จะเป็นค่ำคืนของกลุ่มทอมและดี้ แต่ถ้าไปวันเสาร์ จะเป็นค่ำคืนของกลุ่มเลสเบี้ยน ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่ามีการแบ่งแยกจำแนกกลุ่มหญิงรักหญิงออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ไม่ได้รวมเป็นกลุ่มเดียวกันอย่างในต่างประเทศ ที่เวลาพูดถึงกลุ่มหญิงรักหญิง จะเป็นการรวมตัวกันของผู้หญิงที่รักผู้หญิงโดยไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นทอม ดี้ หรือเลสคิง เลสควีน แบบที่มีการแบ่งในประเทศไทย ถึงแม้ในต่างประเทศเองก็จะมีศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกกลุุ่มหญิงรักหญิง แต่เมื่ออยู่ในชุมชนเดียวกัน การแบ่งแยกอย่างชัดเจนออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆจะไม่ชัดเท่าที่เกิดในชุมชนหญิงรักหญิงในไทย

คำว่าเลสเทียม นอกจากจะใช้เรียกหญิงรักหญิงที่แสดงออกถึงความเป็นชายมากเกินไป หรือมีลักษณะคล้ายทอมแล้ว ยังนำมาใช้เรียกหญิงรักหญิงที่เคยคบกับผู้ชายหรือสามารถมีความรักกับผู้ชายอีกด้วย เนื่องมาจากฐานคิดแบบสองระบบ ทำให้หญิงรักหญิงบางคนเชื่อว่า ความรักความสัมพันธ์ของหญิงรักหญิงต้องมีต่อเพศเดียวกันเท่านั้น เมื่อผู้หญิงคนไหนที่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้ชายมาก่อน หรือยังสามารถคบหากับผู้ชายได้ หญิงรักหญิงคนนั้นจะไม่ถือว่าเป็นของแท้ หรือเรียกสั้นๆว่าเลสเทียม นั่นเอง

นอกจากคำว่าแท้และเทียม ที่นำมาตีตรากันเองในกลุ่มหญิงรักหญิง ยังมีคำที่จัดประเภทหญิงรักหญิงด้วยกันเอง อย่างเช่นคำว่า เลสห้าดาว เลสหนึ่งดาว เป็นต้น การให้ดาว มีลักษณะของการตัดสินจากวิถีทางเพศ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหญิงรักหญิงคนไหนไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้ชายมาก่อนเลย ถือว่าเป็น เลสห้าดาว แต่ถ้าคนไหนเคยมีความสัมพันธ์มาก่อน แต่อาจจะแค่ครั้งเดียว อาจได้สี่ดาว และถ้าใครที่เคยถึงขั้นแต่งงานมีครอบครัวแล้ว หรือมีลูกติด อาจถูกนับว่าเป็นเลสแค่หนึ่งดาวเท่านั้น การจำแนกประเภทเช่นนี้เอง ที่ทำให้เกิดการตีตราในกลุ่มหญิงรักหญิง และส่งผลให้ผู้หญิงที่ไม่รู้สึกได้รับการยอมรับจากชุมชนหญิงรักหญิงต้องออกจากชุมชนไป หรือเก็บตัวโดดเดี่ยวกับตัวเอง เพราะไม่ได้รับการยอมรับจากทั้งสังคมรักต่างเพศและสังคมหญิงรักหญิง

นอกเหนือจากนี้ เลสทรานส์ หรือ เลสไบ ก็ถูกตีตราจากชุมชนหญิงรักหญิงเช่นเดียวกัน กรณีของเลสที่ข้ามเพศมาจากชายเป็นหญิง นอกจากจะไม่ได้รับการยอมรับในสังคมรักต่างเพศแล้ว ยังไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมหญิงข้ามเพศ และสังคมหญิงรักหญิงอีกด้วย เรียกได้ว่าถูกขับออกจากทุกสังคม ส่วนกรณีของเลสไบ ก็อาจถูกตีตราและไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มหญิงรักหญิง เนื่องจากความเข้าใจผิดว่า คนที่รักได้สองเพศ เป็นคนที่สามารถมีเพศสัมพันธ์หรือมีความสัมพันธ์กับใครเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งในความเป็นจริงเรื่องการมีความรับผิดชอบในความสัมพันธ์ต่อคู่ของตนเอง เป็นคนละเรื่องกับการมีวิถีทางเพศแบบรักสองเพศ (Bisexual)

และนอกจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเพศวิถีของคนรักสองเพศแล้ว ยังมีความกังวลว่าหญิงรักหญิงที่สามารถรักได้ทั้งหญิงและชาย วันหนึ่งอาจทิ้งคนรักผู้หญิงของตนไปแต่งงานกับผู้ชาย หรือไปมีความสัมพันธ์กับผู้ชายอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่หญิงรักหญิงหลายคนไม่สามารถยอมรับได้ ดังนั้น เลสไบ จึงเป็นกลุ่มหญิงรักหญิงอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกตีตรา และไมได้รับการยอมรับจากสังคมหญิงรักหญิง

อาจกล่าวได้ว่า ในชุมชนหญิงรักหญิง ก็มีระบบลำดับชั้น (Hierachy) แฝงฝังอยู่ ไม่ต่างจากสังคมหญิงชายรักต่างเพศ อันเนื่องมาจากการขาดความเข้าใจเรื่องเพศสภาวะและเพศวิถีในกลุ่มหญิงรักหญิงเอง รวมไปถึงอาการเกลียดกลัวคนรักสองเพศ (Biphobia) หรืออาการเกลียดกลัวคนข้ามเพศ(Transphobia) ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในชุมชนหญิงรักหญิงเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ผู้เขียนมองว่า หากชุมชนหญิงรักหญิงจะลดการตีตราและสร้างการยอมรับความหลากหลายทางเพศในกลุ่มหญิงรักหญิงให้เกิดขึ้นได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจเรื่องเพศในแง่มุมต่างๆ ทั้งเรื่อง วิถีทางเพศ (Sexual Orientation) การแสดงออกทางเพศ (Gender Expression) และความลื่นไหลทางเพศ (Gender Fluidity) ซึ่งหากเข้าใจที่มาที่ไป ฐานคิดของความเป็นเพศเหล่านี้แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าคำว่า เลสแท้ เลสเทียม เลสห้าดาว เลสหนึ่งดาว จะไม่ถูกนำมาใช้ในการตีตราตัดสินกันในกลุ่มหญิงรักหญิงอีกต่อไป

- Advertisement -
ดาราณี ทองศิริ
ดาราณี ทองศิริ
นักสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิผู้หญิงและความหลากหลายทางเพศ สนใจขับเคลื่อนเรื่องเพศในมิติทางการเมือง สังคม ศิลปะและวัฒนธรรม เวลาว่างชอบท่องเฟซบุคกับกินปีกไก่นิวออลีนส์