เรารับรู้ตัวตนของเราเองว่าเราเป็นเพศอะไร เรารู้ดีว่าเราแสดงออกแบบไหน มีรสนิยมแบบไหน แต่คำพูดที่ส่งกลับมาหาเราบ่อยๆ นั่นคือ สรุปเป็นเพศอะไรกันแน่ หรือเป็น ตัว อะไรกันแน่

- Advertisement -

“ ความหลากหลายทางเพศ ฟังดูดีนะ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ในกลุ่มเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ได้ยอมรับในความหลากหลายที่เราเป็นเสียเอง ส่วนมากแล้วมักจะตีกรอบเพศ จับเราให้ไปอยู่เพศนั้นหรือเพศนี้ที่พวกเขาต้องการ ในชีวิตของพวกเขาก็มีแค่ ชาย หญิง ทอม ดี้ เกย์ กะเทย ผู้หญิงข้ามเพศ และ ผู้ชายข้ามเพศ แล้วเราก็ไม่ได้อยู่ในกรอบเหล่านั้นเลย”

“แม้ว่าการเอ่ยปากถามเรื่องเพศกับเราและเราก็พร้อมที่จะอธิบายตัวตนของเราแล้วก็ตาม เรารู้ตัวตนเราดี ว่าเราเกิดมามีอวัยวะเพศใด เรารับรู้ตัวตนของเราเองว่าเราเป็นเพศอะไร เรารู้ดีว่าเราแสดงออกแบบไหน มีรสนิยมแบบไหน แต่คำพูดที่ส่งกลับมาหาเราบ่อยๆ นั่นคือ สรุปเป็นเพศอะไรกันแน่ หรือเป็น ตัว อะไรกันแน่วะ เพศอะไรเยอะแยะ สับสนทางเพศหรอ แล้วเราเลือกที่จะเป็นหรือแสดงออกในแบบที่เราต้องการไม่ได้หรอ เพียงแค่ไม่ได้เป็นแบบที่พวกเขาต้องการในกรอบที่สร้างขึ้นมา เลยถูกมองว่า ประหลาด ใช่ไหม? เราก็ไม่ได้เรียกร้องให้ทุกคนเข้าใจว่าเราเป็นเพศอะไร แค่อยากให้ปฏิบัติกับเราเหมือนปกติทั่วไปเท่านั้นเอง”

“การปรับเปลี่ยนฮอร์โมนร่างกายให้ตรงกับที่เราต้องการ ซึ่งไม่ได้ต้องการให้เป็นชายหรือหญิง เราแค่ต้องการให้มีความผสมผสาน ลบเส้นแบ่งเพศทั้ง 2 เอามารวมกัน การแสดงออกของเราก็ยังคงมีความลื่นไหล ดูห้าวบ้างในบางที สาวบ้างในบางครา หรืออยู่แบบกลางๆ ในขณะที่เราไม่ได้จำเป็นต้องแสดงออกในเรื่องของแมนหรือสาว ทุกอย่างมันก็ออกมาจากอารมณ์หรือความรู้สึกช่วงเวลานั้นที่อยากแสดงออก พอเราลื่นไหลในเรื่องการแสดงออกบ่อยๆ ซึ่งบางครั้งมักมีคนเอ่ยว่ามันขัดกับรูปร่างนะ และมันก็เหมือนเราเป็นตัวตลก เวลาพวกเขาอ้อนแฟนก็ไม่เห็นตลกตรงไหน ทุกคนมีความลื่นไหลในตัวอยู่แล้ว แต่จะแสดงออกหรือไม่แสดงออกตอนไหน ไม่เห็นต้องเอาสิ่งที่ คิดว่า ลักษณะภายนอกเป็นแบบนี้ แล้วต้องแสดงออกแบบนี้เสมอไปนะ”

- Advertisement -



“รสนิยมทางเพศก็ส่วนหนึ่งที่มักจะมาเป็นแพ็กเกจ เกิดมาเป็นเพศนี้ ต้องชอบเพศนั้น หรือการตีกรอบใหม่ว่าถ้าเป็นเพศนี้ งั้นก็ต้องชอบเพศนี้สิ ในอัตลักษณ์ของเรา ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนที่เป็นแบบเราจะมีรสนิยมเหมือนเราก็ได้ แต่ถ้าถามตัวเราเองเลยนะ ว่ามีรสนิยมชอบเพศไหน คือลองตัดภาพว่าเราเป็นเพศอะไรออกไปก่อนนะ แล้วฟังเราอธิบายอีกที เราจะชอบใครสักคน ที่มีไลฟ์สไตล์ที่มันเข้ากันได้ มีความชอบไปในทางเดียวกัน คุยกันรู้เรื่อง เข้าใจกันและกัน ช่วยเหลือกันได้ ถ้าเราโอเค เขาโอเค เราตัดเรื่องเพศไปเลย ไม่ได้สนใจว่าจะเพศอะไร นิยามตัวเองว่าอะไร อ้วนหรือผอม เชื้อชาติอะไร สีผิวไหน เรามองที่ตัวตนของคนๆ หนึ่ง และชอบเขาในตัวตนที่เขาเป็นแค่นั้นแหละ”

“แล้วพอมาถึงจุดๆ หนึ่ง เราเริ่มเปิดตัวตนอย่างมั่นใจแล้วว่า เราภูมิใจนะ ที่เป็นแบบเรานี่แหละ มันก็สบายใจและพร้อมรับฟังใครอีกหลายๆ คนที่มีความแตกต่าง ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นก็ถูกสังคม หรือคนรอบข้างกดทับตัวตนของเขาอยู่ ไม่กล้าแสดงออกหรือเปิดเผย และเราก็เข้าใจนะ ว่ามันอึดอัดยังไง เหมือนว่ามีสังคมกลุ่มหนึ่งตั้งเกณฑ์ในการตัดสินไว้ว่า เนี่ย ยังไม่พอนะ ดูแล้วไม่สามารถเป็นเพศนี้ได้ แกต้องทำตัวแบบนี้ๆๆๆ ให้มากว่านี้ๆๆ แล้วอย่าทำแบบนี้ๆๆๆ จะได้เหมือนเพศนี้ แล้วทำไมเราต้องเปลี่ยนตัวตนของเราให้เป็นไปตามกรอบที่พวกเขาต้องการ?”

“ส่วนครอบครัวน่ะหรอ แน่นอนว่าแต่ก่อนไม่เคยพูดถึงเลย ขอเน้นว่า ไม่เลย! กลัว! กลัวว่าจะไม่เข้าใจ ซึ่งสมัยก่อนน่ะใช่ แต่ปัจจุบัน อะไรๆ หลายๆ อย่างมันก็ดีขึ้น พ่อแม่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอก แต่ก็ไม่ได้สนใจว่าสรุปจะเป็นเพศอะไร และชีวิตเราตอนนี้ อะไรๆ ก็ดีขึ้นกว่าตอนไหนๆ ตั้งแต่ที่เราเปิดตัวเอง ยอมรับตัวตนของตัวเอง เข้าใจตัวเอง สร้างความมั่นใจให้กับตัวเองกับการเปลี่ยนแปลงในบางสิ่ง ซึ่งที่บ้านก็รู้ว่าเราใช้ฮอร์โมนในการเปลี่ยนแปลงร่างกายตัวเอง แต่ก็รู้เช่นกันว่าเราไม่ทำตัวเหลวไหลเหมือนแต่ก่อนแล้ว ทุกวันนี้กลายเป็นคนติดบ้านนะ แม้ว่าจะวิ่งเข้าวิ่งออกบ้านทำงานอิสระเพื่อใครอีกหลายๆ คน เรามีความสุขที่ได้อยู่บ้านและมีครอบครัวที่ยอมรับเรา ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจเราเท่าไหร่ (ฮ่าๆ) ”

- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน