‘เป็นเพศอะไรก็ได้ขอแค่เป็นคนดี’ มันคือ ภารกิจที่ไม่มีวันสิ้นสุดของกลุ่ม LGBT เป็นประโยคที่เรียบง่าย แต่ทำร้ายตัวผมจนเป็นโรคซึมเศร้า

- Advertisement -

“คือตัวผมเป็นเกย์ครับ เป็นคนสุราษฎร์ธานีและเป็นลูกชายคนโตในครอบครัวไทยเชื้อสายจีนครับ เพราะอย่างที่หลายๆ คนรู้ จากภูมิประเทศที่เป็นแหลมติดทะเล มีเรือสำเภาจากจีนเข้ามาค้าขายตั้งแต่อดีต วัฒนธรรมแบบจีนจึงแฝงอยู่ในหลายๆ ที่ทางภาคใต้ ผมโตมาพร้อมคอนเซ็ปต์ของขงจื๊อที่ว่า การมีลูกชายสืบเชื้อสายวงศ์ตระกูลคือสิ่งสูงสุด ลูกชายแต่งเมียเข้าบ้านเป็นเหมือนการป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินเสียออกไป ดังนั้น การมีลูกชายคนโตในตระกูลจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของพ่อแม่ในครอบครัวไทยจีน และมันกลายมาเป็นปัญหาที่ต้องแบกไว้บนบ่าตลอดสำหรับคนที่เกิดมาเป็นผู้ชายแล้วรู้ว่าตัวเองเป็นเกย์แบบผม”

“ตอนเด็กผมก็เล่นแต่หุ่นยนต์ ถูกเลี้ยงทุกอย่างแบบผู้ชาย ช่วงประถมต้นผมก็เคยมีป็อปปี้เลิฟกับผู้หญิงนะครับ
แต่พอประมาณช่วงม.1 ความรู้สึกของผมก็ชัดเจนขึ้น รู้สึกแอบชอบ แอบรู้สึกพิเศษกับเพื่อนผู้ชาย มีอาการใจเต้นแรง ร่างกายมีปฏิกิริยากับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ตอนนั้นคำว่าเกย์ยังไม่ได้มีคนรู้จักมากมาย
ผู้คนมักคุ้นเคยคำว่าเกย์ในวาตภัยที่มาทำลายล้างบ้านเมืองอย่างพายุไต้ฝุ่นเกย์ มากกว่าเกย์ที่เป็นคนในแบบเรียนศาสนาพุทธแม้ไม่ได้สอนคนให้เหยียดเกย์แต่ก็สอนว่าเกย์นั้นเป็นสิ่งที่น่าสงสารเพราะชาติที่แล้วไปผิดศีลข้อที่ 3 ผิดลูกผิดเมียคนอื่น
เราเลยรู้โดยอัตโนมัติว่าชายรักชายนั้นคือ Taboo คือสิ่งต้องห้ามของสังคมและด้วยความที่ผมหน้าตาไม่ดี สมัยนั้นอ้วน เพื่อนก็มาดูถูกว่า อ้วนอย่างมึงใครจะชอบ เราก็รู้สึกไม่ดีกับตัวเองขึ้นมา ยิ่งบวกกับสำนึกในใจที่รู้ว่าครอบครัวต้องการลูกผู้ชาย ผมจึงไม่เคยคิดจะบอกรักใครหรือกล้าไปบอกที่บ้านว่าผมนั้นเป็นเกย์”

“ผมปิดบังตัวตนของผม คีพลุคไม่ให้ใครรู้ เพราะความกดดันและความคาดหวังที่ถาโถมเข้ามาจากคนรอบๆ ตัว ทุกครั้งเวลามีการรวมญาติ ความรู้สึกเหมือนเอาลูกหลานมาแข่งกันในวงศ์ตระกูล 
ลูกบ้านนั้นเขาแต่งงานแล้วนะ ก็มาถามผมมีแฟนยัง เห็นเพื่อนเราหมั้นแล้ว เมื่อไหร่จะมีแฟนล่ะลูก ไม่ก็พากันอวดลูกอวดหลานกัน เรื่องหน้าที่การงาน เรียนเก่งเรียนไม่เก่ง สอบได้ที่เท่าไรในห้อง หลายครั้งก็ต้องเดินออกจากวงเพราะอึดอัดในใจ ผมเจอเรื่องแบบนี้มาตลอดครับ เรื่องหาแฟนผู้หญิงเนี่ยคงทำไม่ได้เพราะเป็นเกย์
มันเหมือนยิ่งทำให้ตัวเองรู้สึกผิดในใจ และความเก็บกดก็ยิ่งมากขึ้นเพราะเมื่อผมรู้ว่าต้องเก่งต้องดีแข่งกับลูกบ้านอื่น ตัวเราเป็นเกย์ด้วย เราก็ได้ยินได้ฟังที่คนชอบพูดว่า เป็นอะไรก็ได้ขอแค่เป็นคนดี มันเหมือนยิ่งมากระตุ้นจากความเชื่อว่าการเป็นเกย์เป็นเรื่องน่าละอายต่อครอบครัว 
ลำพังความเป็นเกย์อย่างเดียวมันเลวร้าย มันไม่ดีต่อพ่อแม่ของผม สิ่งที่ทำได้คือต้องดีต้องเก่ง ผมเรียนเอาเป็นเอาตายตั้งแต่เด็ก ใช้ความตั้งใจเรียนสร้างลุค ใช้คำว่าตั้งใจเรียน โฟกัสเรื่องเรียนเพื่อเบี่ยงเบนคำถามว่ามีแฟนหรือยัง ตอนประถมมีกิจกรรมโต้วาทีภาษาอังกฤษผมร่วมหมด อยู่ห้องคิงตลอด พอเรียนมหาลัยก็ติดอักษรฯ จุฬาภาคอินเตอร์ เรียนจบก็ได้เกียรตินิยมอันดับ1”

“พอจนเรียนจบมหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมเห็นแม่กวนทุเรียนอยู่เลยเข้าไปช่วยแม่ แม่เลยชวนผมคุย ‘ป๊าเราเคยบ่นนะว่าลูกเราไม่มีข่าวกับผู้หญิงเลย ลูกเพื่อนป๊ามีเมียหมดแล้ว ป๊าพูดว่าหรือลูกเราเป็นตุ๊ดวะ’
คือผมตกใจมาก คิดในใจแบบเชี่ยละ แม่กวนต่อ แล้วรีบเข้าบ้านไป 
และเป็นอีกครั้งที่คิดว่าเอาการเรียนมาปิดบังตัวตนของตัวเองได้ ผมจึงตัดสินใจสอบเพื่อไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ
ไปเรียนรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ในขณะเรียนแม่ก็ยังมาถาม เห็นเพื่อนผมมีแฟนแล้ว เมื่อไรผมจะมี เราก็บ่ายเบี่ยง เรียนหนักขนาดนี้จะเอาเวลาที่ไหน ผมเรียนหนักหัวลิ่มทิ่มประตูใส่เต็มแรงที่มี”

“พอจบออกมาก็ต้องมาดั้นด้นหางาน เรียนมาเยอะ รู้ลึกๆ ต้องไม่ให้พ่อแม่อายลูกบ้านอื่น แต่งานก็ไม่ได้ตรงตามที่เรียนมาหรือสมบูรณ์อย่างที่หวัง เริ่มทำงานไม่ได้เต็มที่ ไม่โดนใจเขา รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าในองค์กร และจากคำพูดที่กดหัวเราอยู่ตลอด ‘เป็นเพศอะไรก็ได้ขอแค่เป็นคนดี’ มันคือ ภารกิจที่ไม่มีวันสิ้นสุดของกลุ่ม LGBT เป็นประโยคที่เรียบง่าย แต่ทำร้ายตัวผมจนเป็นโรคซึมเศร้า มันเหมือนพองานไปไม่ได้ดีแบบที่คิด ความหวังของเราที่จะเป็นเกย์ที่สังคมและพ่อแม่เรายอมรับนั้นก็หมดลง ผมโกรธและเศร้ากับตัวเอง จนเริ่มมีการทุบตีทำร้ายตัวเอง จนในที่สุดก็ต้องลาออกจากงานเพื่อมารักษาโรคซึมเศร้า”

“ผมก็กลับมาใช้เวลาครุ่นคิดกับตัวเองครับ ตลอดเวลาที่เรียนสายสังคมวิทยา เรารู้เลยว่า สิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้นคือการหลอกตัวเองอยู่ 
เราพยายามสร้างความมั่นใจ บังคับตัวเองตั้งใจเรียน บังคับให้ตัวเองเป็นคนดี เราใช้ศีลธรรมมากดดันตัวเอง ว่าฉันเรียนดี
เพื่ออยากให้พ่อแม่ ให้คนในสังคมที่พากันพูดประโยคที่ว่า ‘เป็นเพศอะไรก็ได้ขอให้เป็นคนดี’ นั้นยอมรับเรา เห็นคุณค่าในตัวเรา
สุดท้ายตัวเราและเขาก็ไม่ได้ยอมรับและเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์จากความเป็นเกย์จริงๆ แต่เป็นแค่เปลือกของเรื่องเพศและการแสดงตัวแทนทางวัฒนธรรมเท่านั้นเองผมมองย้อนไป ทำไมตัวเองต้องทำขนาดนั้น มันเหนื่อย เหนื่อยมาก แค่เราอยากเป็นเกย์ธรรมดาคนหนึ่งในสายตาพ่อแม่ และในสายตาของสังคม ทำไมเราต้องทำภารกิจคนดีคนเก่งมากกว่าเพศชายหญิง กลับบ้านทีไรก็กลัวมาก ระแวงในใจกลัวคนในหมู่บ้านรู้แล้วไปบอกครอบครัวเรา 
พอแล้ว อยู่บ้านเหมือนไม่ได้อยู่บ้าน อึดอัด มันจุกอกมานานพอแล้ว ผมบอกกับตัวเอง เลยเริ่มต้นที่จะเปิดตัว”

“ผมเริ่มบอกกับน้องสาวก่อน เพราะคิดว่าเขาน่าจะเข้าใจเรา เลยถามน้องคิดยังไงกับเกย์ น้องผมก็ตอบว่าเห็นเกย์น่ารักดี เพื่อนของน้องก็เป็นเกย์เยอะแยะ ผมเลยถาม รับได้ไหมที่พี่ชายเป็น?
น้องก็บอกเรา รู้ว่าโกเป็นมาตั้งนานและหนูรอนานมากให้โกมาบอก หนูภูมิใจและดีใจพี่ชายมาบอกตรงๆ ผมดีใจโล่งใจมากครับตอนนั้น มันเหมือนกุญแจได้ปลดล็อคไปอันนึงแล้ว
ต่อมาผมก็เริ่มไปบอกแม่ แม่เราก็บอกรู้ตั้งนานแล้วแต่แค่ไม่อยากพูด แต่ไม่อยากให้เราไปบอกป๊า ผมเองก็รู้แหละครับว่าเขาคาดหวังกับตัวผมมาก พ่อเลี้ยงผม รักผมและเขาเชื่อในการเป็นโมเดล ในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผม ถ้าผมบอกว่าผมเป็นเกย์นั่นเท่ากับว่า สิ่งที่เขาพยายามทำมาตลอดนั้นล้มเหลว ซึ่งเขาคงเสียใจมากๆ”

“ผมรู้สึกว่าไม่กล้าบอกเพราะรักป๊ามาก ความคิดพิสูจน์ตัวว่าดีว่าเก่งจึงกลับมาอีกครับ เริ่มคิดว่าจะไปเรียนจบปริญญาเอกแล้วค่อยกลับมาบอกความจริงกับป๊า ผมต้องให้ตัวเองพร้อมขนาดไหนถึงจะกล้าบอก มันเหมือนคนที่เป็น LGBT ต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดีแล้วต้องดีอีก ไม่ดีไม่ได้ถ้าเป็นเกย์
กุญแจดอกสุดท้ายของผมตอนนี้ที่ยังเหลืออยู่คือต้องบอกความจริงกับป๊าให้ได้สักวัน ผมไม่แคร์เลยนะว่าบ้านอื่นเขาจะว่ายังไง คือถ้าป๊ารู้ผมก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว”

- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน