เนื่องใน ‘เดือนแห่งการตระหนักรู้ เข้าใจ-ยอมรับในบุคคลออทิติก’ ชวนอ่านเรื่องออทิซึมในเด็กหญิงที่ตรวจเจอน้อยกว่าเนื่องจากความละเลยและวิทยาศาสตร์ที่ไม่เป็นกลาง

- Advertisement -

‘200,000’ คนคือตัวเลขประมาณการของผู้หญิงออทิสติกในอังกฤษแต่ไม่ได้รับการวินิจฉัย และไม่ถูกบันทึกอยู่ในสถิติของประเทศ

เนื่องในเดือน ‘World Autism Acceptance Month’ หรือ ‘เดือนเพื่อสร้างการยอมรับต่อบุคคลออทิสติกสากล’ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายนของทุกปี เราเลยอยากชวนไปทำความรู้จักกับลักษณะของบุคคลออทิสติก โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นในเด็กผู้หญิงซึ่งถูกละเลยมานาน ที่แวดดวงวิทยาศาสตร์เพิ่งจะตระหนักเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เองว่า แท้จริงแล้วสัดส่วนของผู้หญิง (เพศกำเนิด) ออทิสติกนั้นสูงกว่าที่เคยเข้าใจอย่างน่าตกใจ ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งจากผลพวงของวิทยาศาสตร์แบบมีผู้ชายเป็นศูนย์กลาง (Androcentric) และความเข้าใจผิดแต่เดิมที่ว่าออทิสซึมเป็น ‘ภาวะของผู้มีเพศกำเนิดชาย’ เป็นส่วนใหญ่

พร้อมกับสำรวจเหตุผลว่า ทำไมผู้หญิงถึงถูกหลงลืมและละเลยในเรื่องของการศึกษาภาวะนี้ รวมไปถึงพื้นที่อื่น ๆ ในของแวดวงวิทยาศาสตร์ด้วย

ทำไมผู้หญิงถึงถูกหลงลืม – โดยส่วนใหญ่ ออทิสซึม (Austism Spectrum Disorder) จะแสดงลักษณะออกมาในรูปแบบของปัญหาด้านการสื่อสารหรือการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น อย่างไรก็ตาม การศึกษายุคหลังระบุว่าอาการส่วนใหญ่ที่เราเข้าใจอาจจะไม่ใช่ลักษณะของออทิสซึม แต่เป็นของ ‘ผู้ชายออทิสติก’ ต่างหาก นั่นก็เพราะในช่วงแรกที่เริ่มมีการศึกษาภาวะนี้ มีสมมติฐานแพร่หลายว่าภาวะนี้กระทบผู้มีเพศกำเนิดชายโดยส่วนมาก ส่งผลให้กลุ่มวิจัยที่ถูกเลือกมาก็ล้วนเป็นเพศชาย ทำให้คู่มือการวินิจฉัยต่าง ๆ ก็สร้างมาเพื่อหาออทิสซึมในเพศชายเป็นหลักเช่นกัน แต่ภาวะออทิสซึมในผู้หญิงนั้นปรากฏตัวในรูปแบบที่แตกต่างออกไป

ออทิสซึมในผู้หญิงกับผู้ชายแตกต่างกันยังไง? – ‘ฟรานเชสกา แฮปเป’ (Francesca Happé) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สมองชาวอังกฤษจาก ‘King’s College London’ เป็นหนึ่งในนักวิจัยหลายคนที่ออกมายืนยันข้อมูลว่า ผู้หญิงออทิสติกมีความสามารถในการ ‘ปิดบัง’ อุปสรรคในการใช้ชีวิตได้ดีกว่าผู้ชาย เพราะพวกเขามักจะเลียนแบบพฤติกรรมจากเด็กคนอื่นจนทำให้เข้าสังคมกับผู้อื่นได้

“ [เด็กผู้หญิงออทิสติก] จะเลือกผู้หญิงคนหนึ่งในห้องเรียนหรือที่ทำงาน ที่ดูเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน ศึกษาคนคนนั้น และทำตัวตาม” แฮปเปกล่าว ในทางกลับกัน เด็กผู้ชายจะแยกตัวเองออกมาอย่างสิ้นเชิง และควบคุมตัวเองในที่สาธารณะได้น้อยกว่า ไม่ว่าจะเป็นการคุมอารมณ์ไม่ได้หรือพูดเสียงดังเกินไป อาการออทิสติกของเด็กผู้ชายจึงสังเกตได้ง่ายกว่า

‘ความหมกมุ่นอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง’ ก็เป็นอีกจุดที่แตกต่างกันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายออทิสติก จากการวิจัยพบว่าความสนใจของเด็กผู้ชายจะเป็นเรื่องที่มีความเฉพาะทางมากกว่า อย่างเช่น หัวจักรรถไฟหรือเสาไฟฟ้า และมักอยากพูดเรื่องโปรดของตัวเองตลอดเวลา แต่ในกรณีของเด็กผู้หญิง ความสนใจจะทั่วไปกว่า อย่างเช่น แฟชั่นหรือสะสมเปลือกหอย แต่ก็ยังมีความสนใจที่แคบมาก ไม่เปลี่ยนไปสนใจเรื่องอื่นง่าย ๆ และเป็นความสนใจระดับที่เข้มข้นกว่าเด็กที่ไม่ได้มีความหลากหลายทางระบบประสาท (Neurodivergent) อย่างเห็นได้ชัด

ราคาที่ต้องจ่ายเมื่อวิทยาศาสตร์เอนเอียง – ถึงแม้ว่าลักษณะการแสดงออกของผู้หญิงออทิสติกจะดูมีความรุนแรงน้อยกว่าและไม่ได้ขัดขวางการใช้ชีวิตในสังคม แต่เพราะความกลมกลืนไปนี่แหละ ที่ทำให้การวินิจฉัยออทิสซึมในผู้หญิงเกิดขึ้นได้ยาก ครูไม่ได้แนะนำให้พ่อแม่พาลูกไปหาหมอ หรือถึงแม้พ่อแม่จะสังเกตถึงความผิดปกติของลูก (เด็กผู้หญิงออทิสติกหลายคนปลดปล่อยอารมณ์ที่บ้าน เพราะเหนื่อยจากการต้องลอกพฤติกรรมทางสังคมที่โรงเรียน) หมอหรือผู้เชี่ยวชาญก็อาจจะสรุปไม่ได้ว่ามีภาวะนี้ เพราะการประสบการณ์ ชุดความรู้ และคู่มือที่มีอยู่ ทำให้หมอคุ้นชินแค่กับออทิสซึมในเด็กผู้ชายเท่านั้น และเด็กผู้หญิงหลายคนไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องจนกว่าจะโตหรือตลอดชีวิต

ตัวเลขของผู้หญิงที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับออทิสซึม แต่ตรวจไม่เจอนั้นเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะผู้หญิงออทิสติกจำนวนมากมักมีปัญหาด้านสุขภาพจิตควบมาด้วย อาทิ ‘โรคซึมเศร้า’ หรือ ‘โรควิตกกังวล’ หากไม่มีการวินิจฉัยได้ทันท่วงที ผู้หญิงเหล่านี้ก็ไม่จะได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม ทั้งจากแพทย์และครอบครัวเอง ซ้ำยังต้องอยู่กับความอึดอัดที่ว่า ทำไมตัวเองถึงแตกต่างจากคนอื่น หรือทำไมการเข้าสังคมหรือการปฏิบัติตามบรรทัดฐานถึงเป็นภาระหนัก โดยที่ไม่มีคำอธิบายใด ๆ

มุมมอง ความ(ไม่)เป็นกลาง และการกำหนดความรู้วิทยาศาสตร์ – แนวคิดหนึ่งที่อาจอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้คือเรื่อง ‘Situated Knowledge’ หรือ ‘ตำแหน่งแห่งที่ของความรู้’ ของดอนน่า ฮาราเวย์ (Donna Haraway) ซึ่งได้วิพากษ์เรื่องความเป็นปรนัย (Objectivity) ของวิทยาศาสตร์ และแย้งความเชื่อที่ว่าวิทยาศาสตร์นั้นเที่ยงแท้ เป็นกลาง ปราศจากทัศนคติส่วนตัว โดยสิ่งที่ฮาราเวย์เสนอคือ การผลิตองค์ความรู้หนึ่งขึ้นมาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับมุมมองและการรับรู้ของคนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการนั้น ซึ่งก็รวมถึงสถานที่ เวลาในประวัติศาสตร์ และสถานะทางสังคม ซึ่งแน่นอนว่าเพศก็มีอิทธิพลเป็นอย่างมากในการกำหนดว่าความรู้จะไปในทิศทางไหน

วิทยาศาสตร์ = พื้นที่ชายเป็นใหญ่ – อย่างที่เรารู้กันดีว่าวงการวิทยาศาสตร์ถูกครอบงำด้วย ‘ผู้ชายชนชั้นกลางผิวขาว’ มาเป็นเวลาช้านาน อย่างตามข้อมูลของ National Science Foundation ในอเมริกา ช่วงต้นยุค 1970s ที่เริ่มมีการศึกษาออทิสซึมอย่างจริงจัง ผู้หญิงในแวดวงวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่มีตำแหน่งศาสตราจารย์มีเพียง 3% เท่านั้น จึงยากที่จะปฏิเสธว่าความล้มเหลวในการศึกษาออทิสซึมในผู้หญิงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากที่ผู้ศึกษาเรื่องนี้เป็นผู้ชายมาโดยตลอด และมีมุมมองแบบผู้ชายตามการประกอบสร้างของสังคม ที่อาจทำให้การเข้าไปสำรวจออทิสซึมในเพศหญิงไม่ได้รับการใส่ใจเท่าที่ควร

หากมีมุมมองของผู้เชี่ยวชาญเพศหญิงเข้าไปร่วมด้วยแต่แรก คำถามที่ว่า “ทำไมผู้หญิงออทิสติกถึงมีจำนวนน้อย” หรือ “ออทิสซึมเกิดแค่กับผู้ชายเท่านั้นจริง ๆ น่ะหรือ” ก็อาจจะมาถึงเร็วกว่านี้ และผู้หญิงออทิสติกก็อาจจะไม่ต้องรอนานเท่านี้ กว่าจะรับความเข้าใจและการยอมรับ

ความเท่าเทียมทางเพศที่ถูกถ่วง – ข้อมูลจาก UNESCO เมื่อปี 2019 เผยว่าในจำนวนนักวิจัยในสาย STEM (Science, Technology, Engineering and Mathematics) ทั่วโลก มีผู้หญิงเพียงไม่ถึง 30% เท่านั้น เพราะฉะนั้นหากจะขยายขอบฟ้าของความรู้ให้ครอบคลุมทุกเพศอย่างแท้จริง ก็ต้องเพิ่มสัดส่วนทั้งนักเรียนและนักวิทยาศาสตร์ผู้หญิงในสายนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะสาเหตุหนึ่งของตัวเลขนี้มาจากอคติฝังลึก รวมไปถึงความเชื่อที่ว่าวิทยาศาสตร์เหมาะกับ ‘ธรรมชาติ’ ของเพศชาย หรือผู้ชายมี ‘พรสวรรค์’ ในการคำนวณมากกว่า ความคิดเหล่านี้จึงไม่พ้นไปกัดกร่อนความเชื่อมั่นในความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ผู้หญิง

อย่างที่ ‘Alison Wylie’ (อลิสัน ไวลีย์) นักปรัชญาชาวแคนาดาได้วิเคราะห์ไว้ว่า ความเหลื่อมล้ำทางเพศในแวดวงนี้มาในรูปแบบของการเลือกปฏิบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ (Micro-inequalities) ที่เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ ก็มากพอที่จะขับให้นักวิทยาศาสตร์หญิงออกจากวงการก่อนที่พวกเธอจะก้าวหน้าไปตำแหน่งสูง ๆ ได้

แน่นอนว่าการมองข้ามผู้หญิง และรวมไปถึงบุคคลหลากหลายทางเพศที่เป็นออทิสติกนั้น ไม่ใช่เพียงปัญหาอันตรายเดียวของความเหลื่อมล้ำทางเพศที่ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าแหวกทางสร้างความเท่าเทียมให้ผู้หญิงและ LGBTQ+ ในวงการวิทยาศาสตร์จะดูเป็นเรื่องที่สำเร็จได้ยากอย่างไร การรับรู้โลกจากสายตาของคนหลายอัตลักษณ์ ก็ยังจำเป็นต่อการผละความมีผู้ชายเป็นศูนย์กลางออกจากวิทยาศาสตร์ และผลิตองค์ความรู้ที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเพศในแวดวงวิทยาศาสตร์อาจทำได้ด้วยการเริ่มต้น ‘ตั้งคำถามกับความรู้ที่ถูกสถาปนาว่าเป็นสัจจะ’ หยุดศรัทธาโดยไม่ไตร่ตรองใน ‘ความเป็นกลาง’ ของวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่เคยมีอยู่จริง และหันมา ‘เพิ่มมุมมอง’ ให้วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์สำหรับทุกคนแทน

#AutisminGirls #DisabilityRights
#WomeninSTEM #AutismSpectrumDisorder
#Spectroscope #WeScopeForYou #WorldAutismAcceptanceMonth

Content by Preeyanun Thamrongthankij
Graphic by Napaschon Boontham
สนทนาเรื่องเพศได้ที่กลุ่ม ‘เพศ’: https://bit.ly/2LKTzTg
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่น ๆ: https://bit.ly/3hhRUzp

อ้างอิง
SPARK for Autism: https://bit.ly/3nv8fEQ
Spectrum (Simons Foundation): https://bit.ly/2Ra0GY4, https://bit.ly/3vsOY9Q
The Guardian: https://bit.ly/32UMnsP
UNESCO: https://bit.ly/3aLx3mA
American Association of University Women: https://bit.ly/3gFvyu6
NSF: https://bit.ly/3vBFcSR
บทความ “Situated Knowledges: The Science Question in Feminism and the Privilege of Partial Perspective.” โดย Donna Haraway: www.jstor.org/stable/3178066.
บทความ “What Knowers Know Well: Women, Work, and the Academy.” โดย Alison Wylie: https://bit.ly/3xuEbNT
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
นักเขียนและนักอ่านที่จบเอกอังกฤษ โทปรัชญา จากอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นอกจากทุกอย่างที่เกี่ยวกับ LGBTQ+ สนใจในประวัติศาสตร์และการเมืองอเมริกาเป็นพิเศษ เวลาว่างชอบถ่ายรูปกล้องฟิล์มและหากาแฟแปลก ๆ มาลองดริป (queer, she/her)