เทรนด์รูปภาพ ‘Before&After’ แรงบันดาลใจหรือแรงกดดัน ? คุยต่อจากแคมเปญของแบรนด์ ‘ASICS’ ที่ชวนให้เรา ออกกำลังเพื่อตัวเองไม่ใช่เพื่อรูปร่างอัน ‘สมบูรณ์แบบ’

- Advertisement -

- Advertisement -

ในยุคที่เทรนด์การดูแลตัวเองกำลังมาแรง เรามักจะถูกห้อมล้อมไปด้วยภาพของคนที่ ‘ดูดี’ มีรูปร่างผอม ฟิต มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง การออกกำลังกายในปัจจุบันจึงทำให้กลายเป็นแค่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของตัวเองให้ดูดีขึ้นเหมือนกับภาพ Before/After ตามอินเตอร์เน็ตเพียงเท่านั้น แต่แบรนด์ผลิตภัณฑ์ออกกำลังกายอย่าง ‘ASICS’ เลือกที่จะเห็นต่าง และ เชิญชวนทุกคนให้หันมาสนใจผลลัพธ์ที่มองไม่เห็นจากการออกกำลังกายแต่สำคัญที่สุด ซึ่งนั่นคือเรืองของสุขภาพจิตนั่นเอง

โดย ASICS ได้ปล่อยแคมเปญ “before and after” ในวันสุขภาพจิตโลก เพื่อท้าทายความคิดของคนในสังคมว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของการออกกำลังกายไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเพื่อความสวยงามภายนอกที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าเท่านั้น หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงมาจากภายใน ซึ่งหมายถึงสุขภาพจิตที่ดีขึ้นหลังจากการออกกำลังกายนั่นเอง

โดยแคมเปญดังกล่าวเชิญชวนผู้มีชื่อเสียงในประเทศอังกฤษอย่าง ดอกเตอร์ อเล็กซ์ จอร์จ (Alex George) เจด้า เซเซอร์ (Jada Sezer) และ ม็อตซี มาบูเซ (Motsi Mabuse) มาถ่ายรูป Before/After ก่อนและหลังออกกำลังกายไปแล้ว 15 นาที 9 วินาที ซึ่งเป็นเวลาที่ทาง ASICS ได้ทำการศึกษามาแล้วว่าทำให้สุขภาพจิตของมนุษย์ดีขึ้น

แน่นอนว่าภาพดังกล่าวไม่ได้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพแบบที่เราคุ้นเคยกันแต่อย่างใด แต่เป็นการเน้นให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงจากการออกกำลังกายไม่ใช่แค่เรื่องของกายภาพเพียงเท่านั้น หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงภายในที่นำมาสู่สุขภาพจิตที่ดีขึ้น และชี้ให้เห็นว่าจุดมุ่งหมายของการออกกำลังกายไม่ได้มีเพื่อความสวยงามภายนอกเท่านั้น โดยมุ่งหวังให้คนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีมากกว่าการหมกมุ่นกับการทำให้ร่างกายเพอร์เฟกต์

“มันดีมากที่ ASICS กล้าออกมาท้าทายเทรนด์การใช้รูป Before/After ในปัจจุบัน เพราะสำหรับฉันแล้วฉันไม่เคยออกกำลังกายเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ทางกายภาพของฉันเลย แต่ฉันให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพจิตฉันมากกว่า ถ้าฉันรู้สึกดีจากภายในนั่นคือฉันได้ทำเป้าหมายของฉันให้สำเร็จแล้ว… มันอยู่ที่ว่าการออกกำลังกายทำให้ฉันรู้สึกยังไงมากกว่าทำให้ฉันมีรูปร่างแบบไหน” เจด้า กล่าว

ในขณะที่คนบางส่วนเห็นว่าการนำรูป Before/After มาต่อกัน เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่เห็นให้มีแรงในการลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ บ้างก็ว่าเป็นภาพที่ช่วยผลักดันเพื่อให้คนที่เห็นเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในเวอร์ชั่นที่ดีกว่า แต่รู้หรือไม่ว่าเทรนด์ดังกล่าวนั้นแฝงมาด้วยความอันตรายที่อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตได้อย่างไม่รู้ตัว

โดยงานวิจัยล่าสุดของ ASICS เผยว่า เกือบครึ่งของชาวอังกฤษรู้สึกไม่มั่นใจในร่างกายของตัวเองเมื่อได้เห็นภาพ Before/After บนโซเชียลเน็ตเวิร์คของตนเอง และกว่า 73% ของชาวอังกฤษเชื่อว่าการหมกมุ่นกับการทำให้ร่างกายของตัวเอง ‘สมบูรณ์แบบ’ ทำให้สุขภาพจิตของพวกเขาแย่ลง

นอกจากนี้จากงานวิจัยดังกล่าวยังพบว่า ผู้คนกว่า 80% รู้สึกเสียกำลังใจในการออกกำลังกายหลังจากได้เห็นภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังออกกำลังกายของคนอื่นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และกว่า 48% รู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่างของตัวเองหลังจากได้เห็นรูป Before/After ตามอินเตอร์เน็ต ยิ่งไปกว่านั้น จากการสำรวจยังพบอีกว่า 64% ของผู้หญิงเห็นด้วยกับการแบนรูปก่อนและหลังออกกำลังกายบนอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย

นอกจากผลเสียต่อสุขภาพจิตในระดับปัจเจกแล้ว เมื่อมองในภาพรวมระดับสังคม ภาพ Before/After ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของโลกทุนนิยมที่มักทำให้พวกเราในฐานะผู้บริโภค รู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่างของตัวเอง เพื่อเสนอขายสินค้าและบริการที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงให้ตรงกับมาตรฐานความงามที่ถูกครอบไว้ด้วยทุนนิยม

โฆษณาครีมสำหรับใบหน้าและผิว เป็นตัวอย่างที่ดีของการเล่นกับความไม่มั่นใจของผู้บริโภค โดยโฆษณาเหล่านี้มักทำให้การมีสิวบนใบหน้า หรือการมีผิวคล้ำ เป็นสิ่งที่ไม่เป็นที่ต้องการของสังคม ทำให้ผู้ที่มีรูปลักษณ์ไม่ตรงกับมาตรฐานเหล่านี้รู้สึกว่าร่างกายของตัวเองนั้นไม่เป็นที่ต้องการ จนต้องเสียเงินซื้อครีมเหล่านั้นมาใช้ด้วยความหวังว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีได้เหมือนภาพ after ในโฆษณา

เช่นเดียวกัน ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและแวดวงยิม (ฟิตเนส) ก็พยายามคอยปลูกฝังบรรทัดฐานของร่างกายที่เป็นที่ต้องการของสังคม หาก ‘อ้วน’ ก็จะถูกมองว่าเป็นร่างกายที่ต้องแก้ไขให้เป็นร่างกายที่ ‘ผอม’ เพื่อเสนอขายสินค้าและบริการให้ทุกคนมาเปลี่ยนแปลงร่างกายของตัวเอง เหมือนกับรูป Before ที่อ้วน และ After ทีผอม ที่มักนำมาประกอบการโฆษณาสินค้าเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ายิ่งเราวิ่งไล่ตามร่างกายที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ มากเท่าไหร่ก็ยิ่งห่างไกลกับสิ่งนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะรูปร่างที่เพอร์เฟกต์ที่เราเห็นนั้นมักขาดความ ‘จริงแท้’ ไป รูปภาพบนสื่อส่วนใหญ่แล้วมักผ่านการแก้ไข ตัดต่อ เติมแต่ง จนขาดความจริงที่ว่า ร่างกายคนเราไม่มีทางที่จะสมบูรณ์แบบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะรู้สึกดีพอหากเรากำลังวิ่งตามสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

และนั่นก็เปรียบเสมือนวงจรอุบาทว์ที่โลกทุนนิยมพยายามทำให้เราเป็นเหมือนหนูแฮมสเตอร์ที่วิ่งอยู่ในวงล้อ ยิ่งวง ยิ่งวนอยู่ที่เดิม และไม่มีวันจบลง เพราะการที่เรายอมเข้าสู่วงล้อแห่งการ ‘จ่าย’ เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้าสู่ความ ‘เพอร์เฟกต์’ ซึ่งไม่มีอยู่จริง คือสิ่งที่ทำเงินให้กับเหล่านายทุนได้อยู่ตลอดเวลา

และแน่นอนว่าระบบทุนนิยมจะไม่สามารถเดินต่อไปได้หากไม่ได้เงินจากพวกเรามาหล่อเลี้ยงระบบ ดังนั้นการทำให้เราไม่พอใจในร่างกายของตัวเองอยู่ตลอดเวลา คือเป้าหมายหลักที่ทำให้ระบบนี้อยู่รอดไปได้ โดยไม่สนใจว่านั่นอาจส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อพวกเราในฐานะผู้บริโภคอย่างไร และบาดแผลทางจิตใจอะไรบ้างที่การขายฝันสู่ความเพอร์เฟกต์ได้ทิ้งไว้ให้กับพวกเรา

ดังนั้น จะดีกว่าไหมหากเราทุกคนหันมาโฟกัสตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งมีความเป็นธรรมชาติ มีแผลเป็นได้ มีสิวได้ มีร่างกายที่ไม่ ‘เพอร์เฟกต์’ ตามบรรทัดฐานของสังคมได้ และมองว่านั่นคือความแตกต่างอันเป็นเอกลักษณ์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา ความแตกต่างที่ทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายซึ่งสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยที่เราสามารถภูมิใจในร่างกายที่แท้จริงของตัวเองได้อย่างเท่าเทียมกันทุกคน

#ASICS #BodyPositivity #MentalHealth

Content by Wattanapong Kongkijkarn

อ้างอิง
Marketing Interactive: https://bit.ly/3DXryQR
The Drum: https://bit.ly/3sWulUc
Women’s Health: https://bit.ly/3FG7t2J
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน