เกย์ กับ กล้าม: ดาบสองคมที่ต้องเผชิญ

- Advertisement -

ทำไมเกย์ถึงมีกล้าม: เมื่อร่างกายเป็นพื้นที่ทางการเมือง

ในช่วงสงกรานต์ ตามแถวถนนสีลม ช่วงปลายปีมีงานปาร์ตี้ประจำปีที่เรียกว่า White Party หรือแม้แต่วันปกติตามสีลมซอย 2 เมื่อเราไปถึงสถานที่เหล่านี้ เราต่างเห็นกลุ่มชายรักชาย หรือเกย์มากหน้าหลายตา กำลังสนุกสนานกับเสียงเพลง หากเราสังเกตดี เกย์ส่วนใหญ่จะมีร่างกายที่กำยำ หรือที่เรียกกันว่าล่ำ นั่นแหละ หากไม่ล่ำก็จะมีหุ่นคล้ายนักกีฬาหรือกล้ามเนื้อ ให้พอรู้ว่า คนคนนี้ก็มีการออกกำลังกายมา ถ้าไม่ไปดูในยิม เราก็เห็นกลุ่มผู้ชายที่เราดูแล้วพอรู้ว่าเป็นเกย์จากการที่เราซึมซับจากสิ่งรอบตัวที่เราสามารถแยกแยะได้ว่าใครเป็นเกย์ หรือไม่ใช่เกย์ ต่างก็ปัมป์กล้ามอกกันขะมักเขม้น ไม่ใช่แค่ตัวอย่างในชีวิตจริงอย่างเดียว หากเรามองไปรอบๆ เห็นสื่อที่เกี่ยวกับเกย์ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เช่นกางเกงในที่ถูกออกแบบมาให้เน้นความแน่นของกล้ามก้น สื่อเกี่ยวกับสถานเริงรมย์ที่ใช้รูปผู้ชายเผยกล้ามอกอันกำยำ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ หนังเกย์ที่ตัวพระเอก และนายเอกที่ถึงแม้ไม่ล่ำมาก แต่ก็มีกล้ามให้พอกระตุ้นให้คนดูใจหวิวๆ การ์ตูนเกย์ในเพจเกย์หลายเพจ หรือการ์ตูนเกย์ทั่วไป ที่วาดกล้ามจนบางครั้งดูโอเวอร์ผิดหลัก anatomy ไป รวมไปถึงสื่อที่ใช้ในการรณรงค์ความหลากหลายทางเพศ ที่เกี่ยวกับเกย์ เช่นการใช้ PrEP หรือโฆษณาที่เกี่ยวกับการตรวจเลือดต่างๆ ล้วนมีภาพผู้ชายถอดเสื้อ เผยกล้ามอก กล้ามแขน จนบางครั้งเหลือกางเกงในตัวเดียว เพื่ออวดกล้ามก้นจากตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเกย์ล้วนเกี่ยวกับการมีกล้าม ซึ่งทำให้เกิดคำถามที่ว่า ทำไม เกย์ ต้องมีกล้าม ซึ่งในฐานะที่ผมก็เป็นคนที่ออกกำลังกาย และคลั่งไคล้กับการเล่นเวทมากๆ ผมเลยได้ลองสืบค้นปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้เกย์ต้องมีกล้าม

- Advertisement -

กล้าม ร่างกาย และความเป็นชาย

  • ร่างกาย ไม่ได้เป็นแค่ร่างกายที่เราใช้เพื่อดำรงชีวิต แต่เป็นถึงสิ่งของที่บรรจุไปด้วยความหมาย อุดมการณ์ต่างๆ และมีผลกระทบทางจิตใจของคนเรา

จากตรงนี้มันทำให้ผมย้อนไปศึกษา เรื่องความหมายของร่างกาย ซึ่ง Jean Baudrillard กล่าวเปรียบเทียบว่า ร่างกายคือสิ่งของชนิดหนึ่ง และไม่ใช่สิ่งของธรรมดา แต่มันเป็นสิ่งของเชิงอุดมการณ์ที่มีความพิเศษในการที่จะแบกรับอุดมการณ์ต่างๆ บนโลกนี้ได้ทั้งหมด นอกจากนี้ สิ่งของที่ว่านี้มีความพิเศษอีกอย่างคือ มีความสามารถเป็นตัวกำหนดคุณธรรม มาตรฐาน รวมไปถึงอุดมการณ์ต่างๆ และมีผลกระทบต่อการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายนั้นๆ ด้วย มากไปกว่านั้น ร่างกายยังเป็นสิ่งของที่นำไปสู่ความสุขที่แท้จริง (object of salvation) กล่าวคือ การที่คนเราสามารถครอบครองร่างกายในอุดมคติตรงนั้นได้ มันเป็นการเติมเต็มความรู้สึกภายในใจ ตลอดจนเสริมสร้างความภูมิใจให้กับตนเองที่เราสามารถบรรลุ หรือเอื้อมถึงมาตรฐานของสังคมนั้นๆ ได้

ซึ่งจากการเปรียบเทียบของ Baudrillard ตรงนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับความเป็นชายในปัจจุบันที่ ความเป็นชายในปัจจุบันนั้น ร่างกายของผู้ชายเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นชาย ซึ่งถ้าเราพูดถึงกระแสความเป็นชายในปัจจุบัน ผู้ชายในความคิดของทุกคน คงหนีไม่พ้นร่างกายที่บึกบึน กำยำ หรือที่เราเรียกว่าผู้ชายมีกล้ามนั่นแหละ ซึ่งผู้ชายมีกล้ามตรงนี้ กลายเป็นมาตรฐานในการวัดว่าใครมีความแมนมากกว่ากัน และแน่นอนว่าใครที่มีกล้ามใหญ่กว่า ก็จะได้รับการยอมรับว่ามีความแมนมากกว่า ซึ่งความแมนตรงนี้ไม่ได้หมายถึงความแมนด้านการแสดงออกเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการที่เขาสามารถ Achieve ความเป็นชายที่สังคมกำหนดไว้เป็นค่ามาตรฐานได้ในระดับหนึ่ง และสิ่งตรงนี้เป็นการสร้าง self esteem ให้กับเขา ดังนั้นเราสามารถกล่าวได้ว่า ร่างกายที่กำยำของผู้ชายนั้น ไม่ใช่เป็นแค่สิ่งของที่ธรรมดา แต่เป็นสิ่งของที่อุดมไปด้วยอุดมการณ์ และความคิดทางสังคมมากมาย และยังสามารถเติมเต็มความสุขทางใจ รวมไปถึงทางจิตวิญญาณได้อีกด้วย

ทำไมเกย์ถึงมีกล้าม

  • ปัจจัยรอบข้างส่งผลต่อการสร้างกล้ามของเกย์ให้เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของความเป็นเกย์ เช่น ความเป็นชายของสังคม, ประสบการณ์ในวัยเด็กที่เกี่ยวข้องกับคนเป็นพ่อ และการถูกรังแกจากคนรอบข้าง, สังคมเกย์ที่โอบอุ้มความเป็นชายในอุดมคติที่มีพื้นฐานมาจากบรรทัดฐานรักต่างเพศ และสื่อต่างๆ รวมไปถึงสื่อโป๊ที่ส่งผลให้เกย์เลือกที่จะมีกล้าม

แต่สำหรับเกย์แล้ว จริงอยู่เกย์หลายคนเล่นกล้ามเพื่อที่อยากเอาชนะตัวเอง แต่ถ้าเรามองให้ลึกลงไป ไอ้การมีกล้ามที่เราบอกว่ามันคือความเป็นชายนั้น มันคือความเป็นชายที่สร้างจากบรรทัดฐานรักต่างเพศ (Heteronormative) ซึ่งมันเป็นการย้อนแย้งเชิงอุดมการณ์ที่เกย์คือผู้ชายที่รักเพศเดียวกัน อย่างไรก็ตาม จากแนวคิดเรื่องร่างกายของ Baudrillard ข้างต้น เกย์เหล่านี้ต่างใช้ร่างกายที่มีกล้ามเนื้อให้เป็นสิ่งของเพื่อแสดงถึงความคิด และอุดมการณ์ต่างๆ หรือเป็นพื้นที่ทางการเมือง จนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ความเป็นชายของเกย์ Nicholas Lanzieri และ Tom Hildebrandt ได้อธิบายสาเหตุที่เกย์โอบกอดความเป็นชายตรงนี้ รวมไปถึงทำไมเกย์มีกล้ามถึงชอบเกย์ที่มีกล้ามด้วยกัน ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1. ความเป็นชาย (Masculinity)

“ความเป็นชายของสังคมกระแสหลักส่งผลให้เกย์ต้องทำตัวให้ใกล้เคียงกับผู้ชายในกระแสหลัก เพื่อให้ตัวเองสามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมใหญ่ได้ โดยการทำร่างกายให้ล่ำ รวมไปถึงขีดเส้นตัวเองออกจากความเป็นหญิงต่างๆ”

โดยปกติแล้วความเป็นชายนั้นมีการเปลี่ยนแปลงและลื่นไหลอยู่ตลอดเวลา ตามสภาพสังคมวัฒนธรรมที่หล่อหลอมความเป็นชายไปสู่เพศวิถีและเพศสภาวะ ถ้าเราพูดถึงความเป็นชายที่เรารู้จักกันอยู่ทั่วไป และที่ได้รับการสั่งสอนกันมาเป็นเวลานาน นั่นคงไม่พ้น การจำกัดการแสดงอารมณ์ ความเป็นตัวของตัวเอง ความเป็นอิสระ การไม่สนใจหรือคิดเล็กคิดน้อยต่างๆ บางครั้งก็มีความ aggressive เป็นผู้กระทำ รวมไปถึงการมีร่างกายที่เรียกว่าร่างกายของผู้ชาย ซึ่งการกำหนดสิ่งเหล่านี้ที่มีมาตั้งสมัยก่อนนั้น เพื่อเป็นการแบ่งแยก หรือขับตัวเองออกมาให้แตกต่างจากความเป็นหญิง ทั้งกายภาพ และอุดมการณ์ ซึ่งส่งผลให้ผู้ชายออกห่างจากความเป็นผู้หญิงเช่น ความอ่อนหวาน ความเมตตากรุณา การเอาใจสิ่งรอบข้างต่างๆ การแสดงออกทางอารมณ์ และซึมซับเอาด้านตรงข้ามอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นมาเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชาย นอกจากการที่ความเป็นชายขีดตัวเองออกจากความเป็นหญิงแล้ว ความเป็นชายก็มีความสัมพันธ์กับอำนาจ หรือ hegemony เช่นกัน ซึ่งตามที่ Antonio Gramsci ผู้ริเริ่มใช้คำนี้ขึ้นมาในหนังสือของเขาที่เขาเขียนตั้งแต่อยู่ในเรือนจำ กล่าวว่า อำนาจตรงนี้ไม่ใช่อำนาจทางกายภาพ แต่เป็นอำนาจทางวัฒนธรรมที่กลุ่มวัฒนธรรมหนึ่งที่มีอำนาจมากกว่ากลุ่มอื่น ได้สร้างชุดความคิดเพื่อกรองคนในสังคม รวมถึงกีดกัน และต่อกรกับชุดความคิดต่างๆ ในสังคมเช่นกัน จากตรงนี้ อำนาจที่ว่าเราสามารถพบเจอได้ในความเป็นชาย โดยที่เราเรียกมันว่า ความเป็นชายที่มีอำนาจ หรือ Hegemonic Masculinity

Hegemonic Masculinity เป็นสิ่งที่อยู่ในสังคมเราตลอดเวลา ซึ่งมันจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย และสภาสังคมที่มันอยู่ แต่ที่น่าสนใจคือ การมีกล้าม เป็นส่วนหนึ่งของ Hegemonic Masculinity มาตั้งแต่สมัยหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และเริ่มมาบูมอีกครั้งราวๆ ปี 1930 เป็นต้นมาไม่เปลี่ยนแปลงไป สาเหตุนี้เป็นเพราะระบบบริโภคนิยมที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และพักผ่อนของคนจึงทำให้คนหันมาสนใจเรื่องการดูแลรูปร่างของตัวเอง จนก่อให้เกิดการจัดชนชั้นเกี่ยวกับร่างกายที่ อะไรคือร่างกายที่เรียกว่า เป็นผู้ชาย และอะไรที่เรียกว่าไม่เป็นผู้ชาย ซึ่งกล้ามถูกใช้เป็นมาตรฐานความเป็นชาย หรือความแมนนี้มาตั้งแต่สมัยนั้น นอกจากนี้ Hegemonic Masculinity ยังเกี่ยวข้องกับการกดทับความเป็นหญิง โดยการกีดกันความเป็นหญิงออกไป และมองว่าเป็นข้อด้อย รวมไปถึงกีดกันอัตลักษณ์ทางเพศต่างๆ ที่พยายามจะมีตัวตนบนโลกใบนี้ ซึ่งการมีอำนาจของชุดความคิดนี้ ตามที่ Foucault กล่าวไว้ว่า กลุ่มคนที่มีอำนาจนั้นไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็เข้ามามีอำนาจได้ แต่มันคือการเผยแพร่วาทกรรมของพวกเขาเข้าสู่สังคม และครอบงำคนเหล่านี้ให้เชื่อในสิ่งที่กลุ่มที่มีอำนาจเชื่อ จนกระทั่งตกเป็นคนที่ถูกควบคุมในที่สุด และคนที่มีอำนาจได้ก้าวสู่อำนาจอย่างแท้จริง

อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน คำพูดติดปากที่เราชอบพูดกันว่าแมนๆ ครับ” “ทำตัวแมนๆซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราพูดจนคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งในการตรวจสอบว่า อะไรแมน อะไรไม่แมนนั้น ผู้ชายทุกคนจะตกอยู่ในเป้าสายตาของผู้ชายด้วยกันเอง และประเมินความแมนไม่แมนจากร่างกายที่เขาเชื่อว่า นี่คือร่างกายของคนที่เป็นผู้ชาย ซึ่งร่างกายนี้คือร่างกายของ Hegemonic Masculinity ซึ่งหากคนไหนไม่สามารถทำตามความเป็นชายดังกล่าวได้ อาจจะประสบปัญหาเรื่องความเครียดที่เขาไม่สามารถ achieve ร่างกายตรงนั้นได้ หรืออาจเสียความมั่นใจในตัวเอง หรือความเป็นตัวเองไป ส่วนคนที่สามารถ achieve ได้จะถือว่าเป็นคนที่มีอำนาจในด้านอัตลักษณ์ทางเพศชาย และบางครั้งได้อำนาจในการที่จะกดขี่คนที่ไม่สามารถ achieve ร่างกายตรงนั้นได้ อย่างที่เราเห็นกันบางครั้ง ผู้ชายที่มีกล้ามบางคนใช้คำพูดทีเขาเรียกว่าให้กำลังใจคนที่อยากมีกล้าม แต่หลายๆ ครั้งคำพูดที่พูดออกมานั้นมีนัยยะที่เป็นลบซึ่งกดขี่คนเหล่านี้อยู่ เราจะเห็นได้ว่าการมีกล้ามนั้น คือการครอบครองซึ่งอำนาจเหนือกว่าคนที่ไม่มีกล้ามตามความเป็นชาย

ด้วยแนวคิดดังกล่าวนี้ เกย์ หรือชายรักชายนั้นได้รับผลกระทบเชิงโครงสร้างโดยตรง เกย์หลายคนได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับการที่ตัวเองมีการแสดงออกทางเพศที่ขัดแย้งกับจารีตของสังคม ที่อยู่ในรูปแบบของบรรทัดฐานรักต่างเพศ อย่างโดนล้อ โดนด่า โดนว่า รวมไปถึงโดนทำร้ายร่างกาย และการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการที่สังคมยังตีความแบบระบบคู่ขนานว่า คนที่รักผู้ชายได้ คือต้องเป็นผู้หญิง ในขณะที่เกย์คือชายรักชาย ดังนั้นเกย์ต้องมีความเป็นหญิง หรือเกย์ต้องสาว นอกจากนี้ เกย์ คือเพศที่อยู่ระหว่าง ชาย และ หญิง ไม่ได้อยู่ในกรอบของสังคมที่สังคมพยายามควบคุมคนให้อยู่ในกล่องเพศ (ซึ่งเป็นกล่องที่สร้างมาจากแนวคิดบรรทัดฐานรักต่างเพศ) กล่องใดกล่องหนึ่ง และด้วยการที่เกย์นั้นเป็นผู้ชายในเชิงชีววิทยา สังคมได้กำหนดรูปแบบความเป็นชายที่สังคมมองว่า นี่แหละ คือสิ่งที่ผู้ชายทำซึ่งในนั้นหมายถึงการไม่ทำตัวเหมือนผู้หญิง และต้องรักต่างเพศ แต่อย่างที่ทราบกันดีว่า เกย์คือผู้ชายที่ชอบผู้ชาย และมีเกย์หลายคนที่มีท่าทางออกสาวซึ่งไม่ตรงตามกับรูปแบบความเป็นชายของสังคมที่กำหนดไว้ และการที่อะไรก็ตามไม่ลงกล่อง หรือ รูปแบบที่สังคมกำหนดไว้ สิ่งนั้นจะถือว่าเป็นสิ่งที่แปลก ผิดบรรทัดฐาน จึงทำให้เกิดการกีดกัน ตีตราต่างๆ หรือโดนปล่อยทิ้งให้อยู่คนเดียว เพียงเพราะไม่อยู่ในกรอบที่สังคมสร้างไว้ ดังนั้นเพื่อที่จะให้ตัวเองอยู่ในสังคมที่เทิดทูนความรักต่างเพศให้เป็นบรรทัดฐาน เกย์หลายคนจึงใช้ภาพลักษณ์ของผู้ชายใน Hegemonic Masculinity โดยเฉพาะการมีกล้าม เพื่อให้ตัวเองอยู่ในสังคมได้ ซึ่งกระบวนการนี้เกิดจากกระบวนการทางจิตวิทยาที่มีรากฐานมาจากความกลัว ที่กลัวว่าตัวเองจะถูกมองว่าสาว นอกจากนี้ความกลัวที่จะถูกมองว่าตัวเองสาวนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกย์หลายคนเลือกที่จะคบกับเกย์ที่มีกล้ามด้วยกันเพื่อแบ่งแยกตัวเองออกจากการเกี่ยวข้องกับความเป็นหญิง ดังนั้นเราสามารถสรุปได้ว่าภาพเกย์ล่ำๆ ต่างๆ ที่เราเห็นได้ทั่วไปนั้นผลิตอยู่ภายใต้ร่มเงาของ Hegemonic Masculinity ที่เกย์เหล่านี้พยายามเอาตัวเองให้ออกห่างความเป็นหญิงที่สังคมตีตราว่าเกย์ต้องสาว นอกจากนี้เกย์ล่ำเหล่านี้ได้บิดเบือน แปลงสารวาทกรรมความเป็นชายในสังคมเกย์ โดยใช้คำพูด ภาพต่างๆ และมีอำนาจในการบอกว่าอะไรคือหุ่นที่ดูดี และหุ่นไหนดูไม่สาว ซึ่งการขับเน้นตรงนี้ก่อให้เกิดระบบคู่ขนานของกลุ่มที่ตัวเองเป็นผู้ชนะ ที่สามารถมีหุ่นแบบนี้ได้ และผู้แพ้คือผู้ที่ได้มาซึ่งหุ่นที่สังคมเกย์กำหนดไว้

2. วัยเด็ก (Childhood)

          a. คนเป็นพ่อคือแหล่งสำคัญในการสร้างความเป็นชายให้กับลูกชาย

          b. แต่ไม่ใช่ลูกชายทุกคนสามารถมีความเป็นชายได้เหมือนพ่อได้ โดยเฉพาะเด็กชายที่เป็นเกย์ เมื่อคนเป็นพ่อรู้ว่าลูกตัวเองเป็นเกย์ จะตีตัวออกห่าง ซึ่งการตีตัวออกห่างของพ่อส่งผลต่อการสร้างความเป็นชายให้กับลูกชาย

          c. เมื่อเกย์หลายคนโตขึ้นมา จึงเอารูปลักษณ์ของความเป็นชายเชิงกายภาพ รวมไปถึงคบหากับผู้ชายที่มีความเป็นชายตรงนั้น มาทดแทนความเป็นชายของตัวเองที่ไม่ได้รับในวัยเด็กจากพ่อ

          d. การรังแกในวัยเด็กส่งผลให้เกย์หลายคนเกิดความกลัวภายในใจ เมื่อโตขึ้นมาอาจจะหยิบเอากล้ามมาสวมใส่ และคบหาคนมีกล้ามด้วยกันเพื่อไม่ให้ตัวเองโดนรังแกอีก

ประสบการณ์ในวัยเด็กของเกย์นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในการหยิบเอาการมีกล้ามมาเป็นส่วนหนึ่งของสร้างอัตลักษณ์ของความเป็นชายของเกย์เช่นกัน เกย์หลายคนนั้นอาจจะเกิดจากความอ่อนไหวต่อความคิดของคนในสังคมมากเกินไป จนส่งผลให้ตัวเองต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม จากตรงนี้สามารถแบ่งได้เป็นสองประเด็นที่มีผลกระทบต่อเกย์ในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง คือ บุคคลที่เรียกว่าพ่อ กับความเป็นชาย และการถูกรังแกในวัยเด็ก

จุดเริ่มต้นของการสร้างความเป็นเพศอะไรนั้น ล้วนเริ่มต้นมาจากรากฐานของสังคม คือครอบครัว เด็กผู้ชายจะเรียนรู้ความเป็นชายจากพ่อ และ เด็กผู้หญิงจะเรียนรู้ความเป็นหญิงจากแม่ ในทฎษฎีการพัฒนาของทางจิตและเพศของ Sigmund Freud นั้นกล่าวไว้ว่าในช่วงอายุ 3 – 5 ขวบ เด็กผู้ชายจะเกิดปมโอดิปุส หรือ Oedipus Complex ที่เด็กผู้ชายจะเกลียดพ่อตัวเอง และหวงแม่ เพราะกลัวว่าพ่อจะแย่งความรักของแม่ที่ให้ลูก (ส่วนผู้หญิงจะเกิดปมอิเล็กตร้า หรือ Electra Complex ที่เด็กผู้หญิงจะเกลียดแม่ ที่แม่แย่งความรักของพ่อไป) นอกจากนี้เด็กผู้ชายเริ่มเรียนรู้ถึงความต่างของอวัยวะเพศ เด็กผู้ชายจะเข้าใจว่า ที่เด็กผู้หญิงไม่มีองคชาตเพราะว่าถูกตัดไป เด็กผู้ชายจึงเกิดความกลัวที่จะโดนตัด และเริ่มหันมาเรียนรู้อำนาจของพ่อ จึงทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบพ่อ และซึมซับความเป็นผู้ชายของพ่อไป และปมโอดิปุสหายไป ทำให้เป็นพวกเดียวกับพ่อ ในช่วงนี้เด็กผู้ชายจะพยายามอย่างมากในการจะโอบรับความเป็นชายของพ่อไว้ทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็ระวังตัวเองไม่ให้ไปยุ่งกับความเป็นหญิง อย่างไรก็ตามภายใต้กระบวนการนี้ เด็กผู้ชายยังคงต้องอยู่กับแม่อยู่ และยังต้องมาดีลกับการสร้างความเป็นชายที่จะพยายามทำให้ได้เหมือนพ่อ และพยายามจัดการกับความกลัวที่จะโดนมองว่าอ่อนแอ เพราะอยู่กับแม่ ด้วยความกลัวดังกล่าวนี้ส่งผลให้เด็กผู้ชายตีห่างจากคนเป็นแม่ (Mother Figure) และความเป็นหญิง เพื่อโอบรับความเป็นชายของพ่อ

อย่างไรก็ตามไม่ใช่เด็กผู้ชายทุกคนจะทำสำเร็จในการที่จะโอบรับความเป็นชายของพ่อไว้ได้ เมื่อมีประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กที่มีการแสดงออกทางเพศที่ไม่ตรงตามสังคม หรือ (Gender Nonconformity) ซึ่งเมื่อรู้ว่าเด็กผู้ชายคนนี้ ไม่ใช่ผู้ชายอย่างที่เราเห็นในชีวิตประจำวันคือ คนเป็นพ่อตีตัวออกห่าง หรือไม่ก็ด่าทอลูก ไล่ลูกออกจากบ้านไป นอกจากนี้มีบางกรณีที่ลูกชายตีตัวออกห่างจากพ่อของตัวเองเพราะกลัวว่าตัวเองอาจจะไปชอบพ่อตัวเองเข้าสักวันหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องห้ามของสังคม ดังนั้นการที่เด็กในกรณีหลังตีตัวออกห่างจากพ่อไป เพื่อเป็นการปกป้อง self esteem และ ego ของเขาไม่ให้รู้สึกผิดไปมากกว่านี้

ด้วยความสัมพันธ์ที่ห่างเหินของเด็กเหล่านี้กับคนที่เป็นพ่อ เมื่อโตมาเป็นผู้ใหญ่ ส่งผลให้เกย์หลายคนแสวงหาความสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีความคล้ายคลึงกับพ่อของตัวเอง รวมไปถึงทำร่างกายให้มีความเป็นชายแบบสุดโต่ง หรือหาผู้ชายที่มีกล้าม ซึ่งการกระทำนี้อาจจะหมายถึงเพื่อเติมเต็มความเป็นชายที่ตัวเองไม่ได้รับจากพ่อที่ทิ้งเขาไป นอกจากนี้เกย์หลายคนเลือกที่จะมีคู่เป็นเกย์นั้นอาจจะเพื่อเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับคนเป็นพ่อที่ห่างหายไปนาน รวมถึงเพื่อให้ตัวเองได้รู้สึกถึงการยอมรับ และความรักที่ไม่ได้รับจากพ่อ มากไปกว่านั้นการที่เกย์หลายคนเลือกที่จะเอาตัวเองไปพัวพันกับความเป็นชายแบบสุดโต่งตรงนี้ รวมไปถึงมีแฟน หรือคู่เป็นเกย์มีกล้าม ก็อาจจะเพื่อให้พวกเขาสามารถแสดงออกถึงความรักแบบเสน่หาที่ตัวเองไม่อาจจะมีต่อพ่อบังเกิดเกล้าของตัวเองได้เช่นกัน

การโดนรังแก หรือ Bully ในกลุ่มเกย์นั้นเกิดจากการที่เด็กผู้ชายคนนั้นไม่สามารถทำตามความเป็นชายที่มาจากบรรทัดฐานของรักต่างเพศได้ ซึ่งการถูกรังแกตั้งแต่วัยเด็กนั้นส่งผลกระทบต่อเกย์ตอนโตขึ้นมา ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ

คนที่มีอำนาจในสังคมนั้นใช้กำลัง และคำพูดต่างๆ ที่ใช้รังแกคนอื่นนั้น เพื่อสร้างอำนาจ และดำรงอยู่ในอำนาจมากกว่าผู้อื่น รวมไปถึงใช้สิ่งเหล่านี้สร้างตัวบ่งชี้ว่า อะไรคือความแมน การรังแกนั้นเป็นวิธีการที่บุคคลผู้กุมอำนาจตรงนั้นใช้กำจัด หรือทำให้คนที่ไม่ทำตามรูปแบบของความเป็นชายนั้นไร้ซึ่งอำนาจในการที่จะเข้าถึงสิ่งต่างๆ ในสังคม ซึ่งการรังแกผู้อื่นทางเพศนั้น งานวิจัยบอกว่ามันส่งผลกระทบต่อความรู้สึกที่เป็นตัวเอง เพราะเพศเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของมนุษย์ และนอกจากนี้การรังแกแบบต่อเนื่องสามารถสร้างความวิตกกังวล รวมไปถึงความรู้สึกสิ้นหวังในชีวิตของคนที่ได้รับผลกระทบ ในการที่จะต่อสู้กับการรังแกต่าง และความรู้สึกด้านลบเหล่านี้ เกย์หลายคนพยายามที่จะซึมซับเอาภาพลักษณ์ทั่วไปของบทบาทผู้ชายในสังคม โดยการนำตัวเองไปยุ่งเกี่ยวกับกีฬา หรือกิจกรรมต่าง ที่ใช้ร่างกายเป็นหลัก ซึ่งพฤติกรรมนี้ได้ทำให้เกย์หันมาสนใจร่างกายตัวเองมากขึ้น และใช้ร่างกายนั้นเป็นตัวแสดงถึงความเป็นชาย นอกจากนี้เกย์ผู้ที่สามารถได้มาซึ่งความเป็นชาย และซึมซับเอาความคิดด้านลบที่มีต่อเกย์ออกสาว จึงทำตัวไม่ให้พัวพันกับความเป็นหญิง นอกจากนี้มักจะดึงดูดเกย์ที่มีกล้ามที่มีความคิดเหมือนกับตัวเอง ซึ่งการที่เกย์เหล่านี้สร้างร่างกายให้ตัวเองมีความเป็นชายแบบสุดโต่ง (Hypermasculinity) ซึ่งหมายถึงหุ่นที่มีกล้าม หรือหุ่นนักกีฬา รวมไปถึงการเลือกคบเกย์ที่มีกล้ามด้วยกันเอง จะทำให้เกย์เหล่านี้ปลอดภัยจากการกระทำจากกลุ่มเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันที่จ้องที่จะรังแกอีก

3. สังคมเกย์ (Gay Community)

          a. สังคมเกย์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกย์มีกล้าม

          b. สังคมเกย์ในปัจจุบัน หยิบเอา กล้ามเนื้อ มานิยามความเป็นชายในหมู่เกย์ ด้วยเหตุนี้เกย์หลายคนจึงต้องมีกล้ามเพื่อที่จะให้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกย์

ในสังคมเกย์ การสร้างความเป็นชายของเกย์เกิดจากการแลกเปลี่ยนเชิงอุดมการณ์จากจารีตของรูปแบบความเป็นชายในสังคมใหญ่ (ที่อยู่ในกรอบบรรทัดฐานรักต่างเพศ) ที่ยกย่องให้หุ่นผู้ชายมีกล้ามเป็น ร่างกายของผู้ชายในอุดมคติที่บ่งบอกถึงความแมน ซึ่งการที่การมีกล้ามกลายเป็นสิ่งที่สร้างสิ่งที่เรียกว่า ความแมน ในสังคมเกย์นั้น เกิดจากการที่เกย์ต่างๆ เริ่มหันมาสนใจเรื่องรูปลักษณ์ของผู้ชายที่มีกล้าม และยกย่องร่างกายเหล่านั้นเป็นร่างกายของความเป็นผู้ชายในอุดมคติ ซึ่งร่างกายที่มีกล้ามนี้ถูกทำให้เป็น สิ่งของ ที่นิยามถึงความแมนของผู้ชายที่ควรเป็น จึงทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องอยากได้อยากมีร่างกายตรงนั้นเพื่อให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ให้คุณค่าการมีกล้ามเหนือกว่าร่างกายที่ผอมบาง หรืออ้วน ซึ่งก่อให้เกิดวัฒนธรรมการออกกำลังกายในหมู่เกย์ที่บูชาความเป็นชายแบบสุดโต่ง โดยคิดว่ายิ่งมีกล้าม ยิ่งดูดี หรือยิ่งมีหุ่นเหมือนนักกีฬา หรือลีนๆ มีกล้ามหน่อยๆ ยิ่งดูดี และสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจในเรือนร่างของตัวเอง จนบางครั้งเกิดปมภายในใจที่เรียกว่า ปมอะโดนิส (Adonis Complex) ที่คิดว่าตัวเองกล้ามใหญ่ไม่พอ จนไปถึงเกิดความเครียด และเสีย self esteem ไป

ด้วยปมนี้เป็นปมที่สะท้อนถึง ความยึดติดของเกย์ที่ต้องการมีร่างกายในอุดมคติที่สังคมว่า นี่แหละคือความแมน หรือความเป็นผู้ชาย และนอกจากนี้ สังคมเกย์นั้นได้ประจักษ์ถึงการแพร่กระจายของสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับร่างกายผู้ชายที่มีกล้าม ไม่จะเป็นเสื้อผ้า แฟชั่นต่าง ที่ออกแบบมาเพื่อขับเน้นกล้ามเนื้อให้ดูใหญ่ และสมส่วน ไลฟ์สไตล์ต่างๆ รวมไปถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเพศเช่น โฆษณาถุงยางอนามัย หรือยา PrEP ต่างๆ ที่ใช้ นายแบบที่มีกล้ามไม่มากก็น้อยมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกย์ต่างๆ ได้ซึมซับเข้าไป จนเกิด ลัทธิความเป็นชาย (Cult of Masculinity) ที่ Signorile อธิบายไว้ว่า เป็นลัทธิที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการรับรู้ พฤติกรรม และร่างกายต่างๆ ของตัวผู้ชายว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้นสอดคล้องกับความเป็นชายในสังคมหรือไม่ ซึ่งเกย์หลายคนผ่านกระบวนการตรวจสอบ จับผิดตัวเอง เพื่อเป็นการทำให้แน่ใจว่าการปฏิสัมพันธ์ต่อโลกรอบข้างนั้นว่าเป็นอย่างไรอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ ร่างกายของเกย์เหล่านี้ กลายเป็นสิ่งที่ถูกควบคุมอย่างสุดโต่งด้วยระเบียบต่างๆ ที่มีแบบแผน กฎเกณฑ์ต่างๆ ดังที่สังคมกำหนดไว้

และด้วยการที่เกย์เหล่านี้ต่างเฝ้าระวัง สำรวจตัวเองว่าตัวเองมีการปฏิสัมพันธ์กับโลกรอบข้างอย่างไรอยู่ตลอดเวลา ความคิดเกี่ยวกับการมีรูปร่างใดรูปร่างหนึ่งเพื่อประโลมสายตาของเกย์ด้วยกันนั้นเกิดขึ้นมา เพื่อให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกย์ได้ เกย์หลายคนจึงทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการเข้ายิม หรือกินคลีน เพื่อให้ตัวเองมีหุ่นตรงนั้นมา และซึมซับว่าหากร่างกายผิดแปลกไปจากตรงนี้ อาจจะโดนกีดกันจากสังคมได้ 

4. สื่อ (Media)

          a. สื่อโฆษณาต่างๆ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการสร้างกล้ามของเกย์ โดยการฉายภาพเสมือนจริง ของเกย์ที่มีกล้าม และพยายามสอดแทรกความหมายโดยนัยที่บ่งบอกถึงความดูดี และความเป็นชายของเกย์ และด้วยการฉายภาพเหล่านี้ซ้ำๆ เกย์หลายคนซึมซับภาพเหล่านี้ และคิดว่านี่คือความจริงของสังคมเกย์ ที่เกย์ทุกคนต้องมีกล้ามเพื่อที่จะดูดี 

          b. นอกจากสื่อโฆษณาแล้ว สื่อโป๊ก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอัตลักษณ์ของเกย์ให้มีกล้าม โดยใช้นิยามการมีกล้ามให้เป็นสิ่งที่น่าดึงดูด ว่าเป็นความเป็นชายของเกย์ และด้วยการฉายภาพแบบนี้ และซึมซับเข้าไป อาจจะส่งผลต่อการตัดสินเกย์รอบข้างในเรื่องการเลือกคู่ รวมไปถึงโยงเรื่องบทบาทบนเตียง เข้ากับร่างกายของเกย์ได้

สื่อ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการสร้างตัวตนของคน รวมไปถึงอัตลักษณ์ทางเพศ และวิธีการของปัจเจกที่จะนำเสนอตัวเองออกไปสู่สังคม สื่อมีผลกระทบต่อการสร้างภาพลักษณ์ทางกายภาพของคนอย่างมาก เพราะสื่อมีความสามารถพิเศษที่จะสร้างภาพ เสียง ต่างๆ ที่สามารถดัดแปลง โน้มน้าว หรือเปลี่ยนแปลงความรู้ของเราที่เชื่อว่าอะไรคือความจริง สื่อเล่นกับการรับรู้ด้านภาพ และเสียงของเรา และเล่นกับการรับรู้เหล่านี้อย่างต่อเนื่องและคงที่ ซึ่งการที่สื่อเล่นกับการรับรู้ของเราแบบนี้ในที่สุดแล้วสามารถเปลี่ยนความสามารถในการแยกแยะของเราระหว่าง อะไรคือสิ่งที่เป็นจริง กับ อะไรที่เป็นเสมือนจริง หรือที่ Baudrillard เรียกสิ่งอย่างหลังว่า Hyperreality ซึ่งหมายถึงความไม่สามารถที่จะแยกแยะความจริงออกจากความเสมือนจริงได้ อย่างที่เราเห็นสื่อโฆษณาต่างๆ นั้นต่างเผยแพร่ภาพเสมือนจริง ให้เราเชื่อว่าสิ่งที่เราเห็นในสื่อนั้น คือความเป็นจริงของสังคม

ดังที่เราประจักษ์ในปัจจุบัน สื่อของเกย์ต่างๆ ที่โอบรับความเป็นชายที่มีอำนาจ ก็คือผู้ชายที่มีกล้าม ได้ใช้ภาพผู้ชายมีกล้าม มาเป็นหัวใจสำคัญในการโฆษณาสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้าต่างๆ สถานเริงรมย์ แมกกาซีนเกย์ต่างๆ หรือแม้แต่การรณรงค์ต่างๆ ล้วนใช้ผู้ชายเปลือยท่อนบนมานำเสนอ ซึ่งถึงแม้ว่ามันเป็นวิธีการทางตลาดที่ใช้ประโยชน์จากความยั่วยวนทางเพศที่ออกมาจากร่างกายตรงนั้น เพื่อดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายมาใช้บริการ อย่างไรก็ตามสื่อเหล่านี้ก็ได้บอกเป็นนัยผ่านทางภาพผู้ชายแก้ผ้าว่า นี่คือหุ่นผู้ชายที่เรียกว่า ดูดี ยั่วยวน เซ็กซี่ และสามารถเรียกให้คนมาสนใจได้ เพราะว่านี่คือร่างกายที่ดูดีในแบบผู้ชาย ซึ่งถ้าเราเอาแนวคิดเรื่อง Hyperreality ของ Baudrillard มาใช้ เราจะเห็นได้ว่า ภาพที่ฉายอยู่ในโฆษณา หรือสื่อต่างๆ นั้นคือภาพเสมือนของความจริง ที่เหมารวมว่าเกย์ทุกคนมีกล้าม และการเป็นเกย์ที่สามารถดึงดูดคนได้จะต้องมีหุ่นแบบนี้ ซึ่งในความจริงแล้ว ไม่ใช่เกย์ทุกคนที่จะมีหุ่นแบบนี้ และก็ไม่ใช่เกย์ทุกคนที่จะต้องดึงดูดแต่คนมีกล้าม เกย์หลายคนชอบคนอ้วนบ้าง ผอมบ้าง สาวบ้าง อย่างไรก็ตามก็มีเกย์หลายคนได้ซึมซับเอาร่างกายตรงนี้ไป และพยายามปั้นหุ่นตัวเองให้ได้ใกล้เคียงกับหุ่นที่สื่อบอกว่านี่คือหุ่นที่ดูดี จึงทำให้เกย์หลายคนเข้ายิมกันเพื่อปัมป์หุ่นของตัวเองให้สมดั่งใจ นอกจากนี้การเปลี่ยนรูปลักษณ์ดั้งเดิมที่เคยมีการจัดหมวดหมู่ไว้ (อย่างที่เห็นกันในเว็บโป๊ต่างๆ) เช่น Twink หรือเกย์เอวบางร่างน้อย ซึ่งสมัยก่อนก็ผอมบางร่างน้อยอย่างที่ชื่อบอก แต่ปัจจุบันนี้ เกย์ Twink ที่ถึงแม้ยังคงความผอมบางของร่างกาย แต่ก็มีลายกล้ามที่ชัดขึ้น เกย์หมี เกย์กล้ามปู เกย์กุ้งนาง ก็เช่นกัน ที่เรานั่ง classify ว่าคนไหนหมี คนไหนหมู เราก็ใช้กล้ามเนื้อในการแบ่งแยกว่าใครหมี ใครหมู ใครกล้ามปู ใครกุ้งนาง ตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าในสังคมเกย์ กล้ามเนื้อ เป็นเกณฑ์ๆ หนึ่งในการแยกประเภทของเกย์ รวมไปถึงใช้กล้ามเนื้อในการวัดความเป็นชายของเกย์ด้วย อย่างเกย์คนไหนที่โดนมองว่าผอม หรือกุ้งนาง ก็จะโดนแบ่งแยกว่าเป็นเกย์สาวไป และการที่เกย์แบ่งแยกว่าใครหมู ใครหมี ใครกล้ามปู หรือใครกุ้งนางนั้น ล้วนได้รับอิทธิพลจากสื่อที่นำเสมอภาพร่างกายของผู้ชายที่เรียกว่าหุ่นดี แล้วนำมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน หรือแบ่งแยกเกย์ในสังคมออกไป

ต่อมา ไม่ใช่สื่อโฆษณาเพียงอย่างเดียว สื่อใต้ดินอย่างหนังโป๊ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการสร้างร่างกายของเกย์ สำหรับเกย์แล้ว หนังโป๊เป็นช่องทางหนึ่งสำหรับเกย์ในการที่จะได้มองร่างกายของผู้ชายด้วยกันเองเป็นสิ่งของ และเทิดทูน เชิดชูร่างกายเหล่านั้น ซึ่งสื่อโป๊ที่เกี่ยวกับเกย์ไม่ว่าจะเป็นหนังโป๊ หรือแมกกาซีนออนไลน์ที่ขายกันดาษดื่นนั้น ซึ่งนายแบบที่อยู่บนสื่อเหล่านี้ล้วนมีร่างกายที่สังคมบอกว่า น่าดึงดูด และยั่วยวน ซึ่งสิ่งที่สื่อโป๊เกย์สื่อออกมาว่า น่าดึงดูด หรือยั่วยวนที่ส่งผ่านมาจากร่างกายของนายแบบนั้น ล้วนมาจากการรับรู้ของคนทั่วไปที่บอกว่านี่คือคุณสมบัติของผู้ชายที่เซ็กซี่ น่าดึงดูด และด้วยปัจจัยนี้ สื่อโป๊เกย์ต่างๆ ที่ปล่อยออกมานั้นล้วนมีแต่ภาพผู้ชายที่มีกล้าม หรือมีหุ่นเป็นนักกีฬา ไร้ขน เป็นศูนย์กลางในการสร้างสื่อเหล่านี้ นำมาซึ่งกลายเป็นการสร้างภาพแทนของความเป็นชายของเกย์” (Gay Masculinity)

การที่เกย์ได้เสพสื่อโป๊ที่มีร่างกายผู้ชายมีกล้าม อาจจะมีการซึมซับภาพเหล่านี้ และจะมีการเชื่อมโยงภาพที่เห็นเข้ากับ ความดึงดูดทางเพศ ซึ่งกระบวนการซึมซับสารดังกล่าวนั้น มีผลกระทบต่อพฤติกรรม และอารมณ์ต่อเกย์เหล่านั้นได้ เกย์หลายคนที่ซึมซับสารเหล่านี้ อาจจะสร้างความเชื่อที่ว่าถ้าต้องการ ความพึงพอใจทางเพศ หรือพูดง่ายๆ มีความฟินเหมือนผู้ชายในสื่อโป๊ เขาเหล่านั้นก็จะต้องมีร่างกายเหมือนกับดาราราโป๊เหล่านั้น รวมไปถึงหาผู้ชายที่ล่ำๆ เหมือนกับคนในหนังมาเป็นคู่ครอง ซึ่งตรงนี้ร่างกายของเกย์กลายเป็นเครื่องมือในการที่เกย์จะใช้แสวงหาความสุขใส่ตัวเอง รวมไปถึงจุดประสงค์ที่สำคัญคือการได้รับความสุขสูงสุดจากกิจกรรมทางเพศ และด้วยความคิดเหล่านี้จึงทำให้เกิดความเชื่อว่า เกย์ที่มีร่างกายกำยำจะมีอำนาจทางเพศมาก มากไปกว่านั้นการที่ซึมซับภาพเหล่านี้จากสื่อโป๊ อาจจะส่งผลให้เกย์เหล่านี้จัดวางอะไรก็ตามที่ออกสาว หรือความเป็นผู้หญิง ให้เป็นสิ่งที่ด้อยอำนาจ อย่างที่เราเห็นได้ในปัจจุบันที่ การรับรู้ของคนทั่วไปที่มักจะจัดให้คนที่มีร่างกายกำยำว่าเป็นรุก และให้คนที่ไม่มีกล้าม หรือออกสาวนั้นเป็นรับ รวมไปถึงการซึมซับภาพแบบนี้อาจจะส่งผลต่อการเลือกคู่ของเกย์ โดยที่เกย์บางคนอาจจะเลือกคนที่ทำตามจารีตความเป็นชายของสังคมเกย์ และมีการกีดกัน หรือมีทัศนคติทางลบต่อเกย์ที่ไม่ทำตามความเป็นชายของเกย์ในอุดมคติได้

เกย์ กล้าม และผลของการนำเอากล้ามมาเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชายของเกย์ความเป็นชายที่เป็นพิษ (Toxic Masculinity)

การที่นำเอาการมีกล้ามมาเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชายของเกย์นั้นอาจจะส่งผลเสียต่อความเป็นตัวตน สังคมเกย์ รวมไปถึงระดับอุดมการณ์ในการสร้างตัวตนของคนในสังคมเกย์  และความเข้าใจในเรื่องความหลากหลายของความเป็นเกย์

การที่กลุ่มเกย์หันมาสนใจเรือนร่าง และออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ รวมไปถึงเริ่มใช้ชีวิตให้มีแบบแผนที่สร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง เพราะเป็นการบ่งบอกถึงการดูแลเอาใจใส่ตัวเอง รักตัวเอง ทั้งด้านการกิน รูปลักษณ์ จนไปถึงจิตวิทยาเรื่องการเสริมสร้างความมีวินัยต่างๆ ในการใช้ชีวิต และส่งผลทำให้เขาได้ครอบครองรูปร่างที่สมดั่งใจ ตามคอนเซ็ปต์ความเป็นชายในสังคมเกย์ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ในบางแง่ การยึดการมีกล้ามให้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชายในสังคมเกย์ ก็สามารถส่งผลเสียต่อสังคมเกย์เอง ซึ่งความเป็นชายที่ส่งผลเสียต่อคนในสังคมนั้น เราเรียกมันว่า ความเป็นชายที่เป็นพิษ หรือ Toxic Masculinity ซึ่งหมายถึง ความเป็นชายที่กดทับตัวตนของผู้ที่สวมใส่ความเป็นชายนั้นๆ รวมไปถึงกดทับความเป็นชายแบบอื่นๆ รวมไปถึงความไม่เป็นผู้ชาย (เช่น ความเป็นหญิง ความเป็นเควียร์ เป็นต้น) ซึ่งภาวะความเป็นชายที่เป็นพิษนั้นส่งผลแก่ปัจเจกบุคคลตั้งแต่เชิงปฎิบัติ เช่นการใช้ชีวิต รวมไปถึงเชิงจิตวิทยา และอุดมการณ์ เช่นความคิด การตัดสินของปัจเจกที่มีต่อสิ่งรอบข้าง นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างเช่นกัน

สำหรับเกย์นั้น อย่างที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นว่า การที่มีกล้ามนั้นคือการสวมใส่ความเป็นชายของสังคมที่มาจากบรรทัดฐานรักต่างเพศ ถึงแม้ว่าเกย์นั้นจะสามารถ adopt และดัดแปลงความเป็นชายตรงนั้นให้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชายของเกย์ได้ แต่ถึงอย่างไร ในมุมมองของสังคมที่มีรักต่างเพศเป็นบรรทัดฐาน ก็ย่อมคาดหวังว่า เกย์ที่มีกล้ามจะต้องทำตามรูปแบบ หรือ convention ของความเป็นชายของรักต่างเพศอยู่ดี ที่ต้องทำตัวให้เป็นผู้ชาย ห้ามแสดงอารมณ์ และห้ามยุ่งเกี่ยวกับความเป็นหญิง หรือพูดง่ายๆ ว่าสังคมรอบข้างยังคงมีภาพจำของผู้ชายมีกล้ามที่ทำตัวแมนๆ ห้ามทำตัวสาวนั่นเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งกดทับตัวตนของเกย์ในด้านการแสดงออก ซึ่งการกระทำของคนในสังคม เราสามารถเรียกได้ว่าเป็นการยัดเยียด บรรทัดฐานรักต่างเพศภาคบังคับ หรือ Compulsory heteronormative ที่เขาต้องทำตาม convention และความคาดหวังของสังคมนี้ ว่าเขาต้องทำตัวแมน เพราะมีกล้าม เพื่อไม่ให้ถูกตำหนิ หรือโดนล้อ หรือบางครั้งเขาก็ต้องทนกับการโดนล้อ เมื่อเขาแสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองออกมา

นอกจากนี้การยัดเยียดบรรทัดฐานรักต่างเพศภาคบังคับนั้น อาจจะไม่ได้เกิดกับคนในสังคมกระแสหลักเพียงอย่างเดียว เพราะมันสามารถเกิดกับคนในสังคมเกย์ด้วยกันได้ โดยการยัดเยียดบทบาทบนเตียงให้กับคนที่มีกล้าม โดยยึดตามจากสิ่งที่ตัวเองรับรู้มาว่าคนที่มีกล้ามจะต้องเป็นรุกเพราะการมีกล้ามเป็นตัวบ่งชี้ถึงพลังกำลังทางเพศที่มีมาก ในขณะที่คนที่ผอมแห้งหรือออกสาว โดนยัดเยียด submissive position หรือผู้ถูกกระทำให้ ทั้งที่บทบาทบนเตียง กับร่างกาย แท้จริงแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ที่เราเห็นมันเกี่ยวข้องกันเป็นเพราะภาพเสมือนจริงที่เราเห็นในสื่อรอบตัว และเราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่จริง

ต่อมา การที่เกย์มีกล้ามบางคนได้ซึมซับวาทกรรมที่เกี่ยวกับกล้าม หรือสื่อที่โยงกล้ามกับความเป็นชาย อาจจะมีการพัฒนาทัศนคติให้เทิดทูนบูชาความเป็นชายนั้น และกีดกันหรือใส่ทัศนคติแง่ลบกับสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เขาเชื่อได้ อย่างการมองความสาว หรือความเป็นหญิงเป็นสิ่งที่แย่หรือไม่มีพลัง หรือการมองความอ้วนเป็นสิ่งที่ดูไม่ดีหรือเป็นข้อด้อย จากตรงนี้อาจจะส่งผลให้เกย์เหล่านี้มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเกย์ที่ไม่ได้มีหุ่น หรือ achieve ความเป็นชายตรงนั้นเช่น เกย์สาว เกย์ผอมบาง หรือเกย์อ้วน และบางครั้งอาจจะไปสู่การกีดกันคนเหล่านี้ในการเข้าสู่พื้นที่ของเกย์ เพราะเพียงแค่พวกเขาไม่ได้ทำตาม หรือมีความเป็นชายของเกย์ตรงนั้นได้ อย่างที่เราเห็นในบทสนทนาของเกย์เช่น อย นน สส (อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง) หรือข้อความ introduction ในแอพต่างๆ เช่น ไม่ขอคนที่ออกสาวนะครับ ไม่เอาคนอ้วนนะครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่า เกย์เหล่านี้ใช้ร่างกายเป็นบรรทัดฐานในการคัดกรองคนที่จะมาเข้าหาตัวเอง โดยพยายามเลือกเกย์ที่โอบรับความเป็นชายที่มีอำนาจ หรือเกย์ที่มีกล้ามให้ได้มากที่สุด

อย่างต่อมา การที่สื่อเกย์ต่างๆ เผยแพร่ภาพของผู้ชายที่มีกล้ามเป็นศูนย์กลางของนำเสนอต่างๆ และเกย์หลายคนก็ได้ซึมซับหุ่นในสื่อ จนทำให้เกย์หลายคนหันมาเข้ายิมกัน เพื่อที่จะ achieve หุ่นตรงนั้นมาให้ได้ อาจจะส่งผลให้เกิดสังคม homonormative หรือ บรรทัดฐานของคนรักเพศเดียวกัน กล่าวคือ การที่สื่อแสดงภาพเหล่านี้ออกมา รวมถึงการที่เกย์จำนวนมากเริ่มเข้ายิมกัน และใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียในการถ่ายรูปตัวเองเปลือยท่อนบน เพื่ออวดกล้ามตัวเองนั้น อาจจะเกิดการตกผลึกทางความคิดในสังคมเกย์ด้วยกันเองว่า นี่คือหุ่นเกย์ที่ดูดีตามจารีตของสังคม และด้วยการที่เกย์ที่จะมีหุ่นแบบนี้ได้จำเป็นต้องมีการบริโภค หรือใช้สิ่งต่างๆ เพื่อให้ได้หุ่นเหล่านี้มา รวมไปถึงยึดเอาว่าวัฒนธรรมฟิตเนสคือจารีตของเกย์ และเกิดทัศนคติเหมารวมที่บอกว่า นี่คือการเป็นเกย์ที่มีคุณภาพ จากตรงนี้แล้วอาจจะส่งผลให้เกย์ที่ไม่ได้มีสิ่งที่สังคมนำเสนอออกมา เสียความเป็นตัวของตัวเอง ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจ โดยเฉพาะเกย์ที่ไม่ได้เป็นชนชั้นกลาง อยู่ในเมืองใหญ่ หรือมีฐานะบางครั้งอาจจะส่งผลให้เกย์หลายคนทะเยอทะยาน และพยายามอย่างมากเพื่อให้เป็นเกย์ที่สังคมมองว่าเป็นเกย์ที่ดี ทั้งที่จริงแล้ว เนื้อแท้ของเกย์ คือ ผู้ชายที่ดึงดูดผู้ชายซึ่งกันและกัน มันคือ sexual orientation หรือรสนิยมทางเพศที่มีรากฐานมาจากความใคร่ เสน่หา ที่มีต่อเพศหนึ่ง นอกจากนี้ด้วยสังคม homonormative นั้นให้ความสำคัญกับคุณสมบัติที่เป็นอำนาจ ซึ่งในที่นี้คือความเป็นชายของเกย์ที่มีอำนาจ ซึ่งเป็นการมองข้ามถึงความหลากหลายของความเป็นชายในหมู่เกย์ อาทิ ความเป็นชายของเกย์สาว ความเป็นชายของเกย์อ้วน ความเป็นชายของเกย์ผอม หรือแม้แต่ความเป็นชายของเกย์ที่แต่งตัวกำกวมทางเพศ (androgyne) ซึ่งความเป็นชายของเกย์เหล่านี้ล้วนมีความสำคัญ เพราะมันเป็นแหล่งที่สร้าง self esteem และเป็นสิ่งที่เกย์คนหนึ่งสามารถรู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร และเป็นอะไร

จากเหตุผลที่ยกมาว่าปัจจัย หรือเหตุผลที่ว่าทำไมเกย์หลายคนเลือกที่จะมีกล้าม จนการมีกล้ามได้พัฒนากลายเป็น ความเป็นชายที่มีอำนาจ (Hegemonic Masculinity) ในสังคมเกย์ รวมถึงผลกระทบทั้งหมดนั้น มันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะความจริงแล้วการสร้างตัวตนทางเพศของปัจเจกนั้นมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก เพราะมันเกี่ยวข้องกับร่างกาย รวมไปถึงด้านจิตวิทยาเรื่องเพศ และมีแรงขับเคลื่อนอื่นๆ มากมายที่ส่งผลกระทบต่อการสร้าง และเปลี่ยนแปลงตัวตนของปัจเจก ซึ่งตรงนี้ยังคงต้องมีการถกเถียง และศึกษากันต่อไป เพราะเรื่องเพศเป็นเรื่องใกล้ตัวเราที่สุดจนเรามองข้ามความสำคัญของมัน

 

- Advertisement -