ส่วนที่บอกว่า ‘กะเทยห้ามบวช’ ต่อมาได้กลายเป็นคำสอนที่เหมารวม เพราะในพุทธบัญญัติไม่เคยมีการห้ามคนเป็นกะเทยบวช มีแต่ ‘ห้ามบัณเฑาะก์’ บวช และ ‘บัณเฑาะก์’ กับ ‘กะเทย’ ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

- Advertisement -

“การเป็นคนรักเพศเดียวกันแล้วเข้ามาบวชเป็นพระภิกษุโดยไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์พุทธศาสนาและไม่ได้ศึกษาคำสอนดั้งเดิมว่าพุทธศาสนาสอนอะไรอาจทำให้ตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่าเกิดการตัดสินคุณค่าในตัวเองต่ำโดยไม่รู้ตัวก็ได้”

“จำได้ว่าตอนบวชใหม่ๆ ไม่ได้รู้สึกอะไรกับตรงนี้มากนัก แต่กลับรู้สึกจิตใจเบาสบายไร้กังวลเมื่อได้บวช รู้สึกว่าพุทธศาสนาให้คุณค่าและความหมายกับเราในแง่ของผลการปฏิบัติทางด้านจิตใจเป็นอย่างสูงจนไม่คิดว่าเราจะได้สัมผัสถึงความสงบภายในได้ขนาดนี้ ตอนนั้นแทบไม่ได้ยินอะไรเกี่ยวกับคำสอนเรื่องความเป็นเพศกับการเป็นพระเลย ได้ยินแต่เพียงว่าพุทธสอนเรื่องการไม่ผิดลูกผิดเมีย การไม่นอกใจคู่รักแค่นั้นเองซึ่งเป็นคำสอนสำหรับฆราวาสผู้ครองเรือน”

“ต่อมาเมื่อบวชนานวันเข้าก็เริ่มได้ยินคำสอนเรื่องห้ามเกย์กะเทยบวช ทีนี้เริ่มรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น เริ่มรู้สึกว่าการเป็นพระของเรามันไม่สมบูรณ์เพราะเรามีความรู้สึกกับผู้ชาย จึงนำไปสู่การให้คุณค่าในตัวเองต่ำ แล้วเริ่มรู้สึกว่าเราต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น รู้สึกไม่ปลอดภัยและกดดันตัวเองมากขึ้นกับภาวะภายในที่เราแตกต่างจากสงฆ์รูปอื่น นำไปสู่การตัดสินคุณค่าในตัวเองต่ำ ในบางมิติเรารู้สึกด้อยกว่าคนอื่น สิ่งนี้กัดกร่อนความรู้สึกภายในของเราอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง”

“ครั้งหนึ่งเคยมีคนพูดต่อหน้าว่า “ไม่เห็นด้วยที่เข้ามาบวช” ตอนนั้นรู้สึกงงที่คน ๆ นั้นพูดประโยคนี้ออกมาทั้ง ๆ ที่เราก็ยังไม่ได้ไปทำอะไรผิดและไม่ได้รู้จักกันมากมายอะไร และเขาก็เป็นเกย์เหมือนกัน กลับกลายเป็นว่าคนที่เป็นเกย์ด้วยกันรังเกียจกันเอง “

“ต่อมาเราได้หันไปศึกษาลึกซึ้งมากขึ้นเกี่ยวกับที่มาที่ไปของคำสอนเรื่องการห้ามบวช จึงพบว่ามันเป็นสิ่งที่คนรุ่นหลังตีความกันเอาเอง คำสอนพุทธศาสนาดั้งเดิมไม่ได้บัญญัติห้ามเกย์หรือกะเทยบวช เพียงแต่ท่านระบุสั้น ๆ ว่าแค่เป็น ‘เพศชาย’ ก็บวชได้ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนไปกว่านั้น ซึ่งคำว่า ‘เพศชาย’ ในที่นี้หมายถึงเพศทางกายภาพ ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งไปถึงสภาพจิตใจหรือความพึงพอใจทางเพศว่าชอบเพศไหน รู้สึกตัวว่าเป็นเพศอะไร ตรงนี้ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์มากขึ้นว่าเพราะคำสอนมีการตีความเกินเลยไปจากเดิมจึงทำให้คนอื่นที่แตกต่างรู้สึกด้อยค่าในตัวเองและได้รับความเดือดร้อนไปด้วย”

“ก่อนหน้านั้นเราคิดไม่ได้ว่าทำไมสังคมจึงตัดสินคุณค่าความรักความรู้สึกกับเพศเดียวกันในขณะที่ความรู้สึกกับเพศตรงข้ามกลับถูกสังคมมอบคุณค่าให้สูงกว่าทั้ง ๆ ที่โดยเนื้อหาสาระแล้วไม่ว่าจะชอบเพศชายหรือเพศหญิง จะชอบต่างเพศหรือชอบเพศเดียวกันก็เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับการเข้ามาฝึกฝนปฏิบัติด้วยกันทั้งสิ้น ถ้าเราหันมาทำการศึกษาเรียนรู้ตรงนี้อย่างจริงจังเราจะเข้าใจมากขึ้นว่าพุทธศาสนาไม่ได้ตัดสินคุณค่าว่าการชอบเพศเดียวกันมีคุณค่าน้อยกว่าการชอบเพศตรงข้าม คำสอนทางพุทธศาสนาไม่มีส่วนไหนระบุหรือมอบคุณค่าความแตกต่างตรงนี้ พุทธศาสนาให้ความหมายแค่ว่าเมื่อเข้ามาเป็นนักบวชให้ประพฤติพรหมจรรย์เหมือนๆ กันเท่านั้นเอง”

“ส่วนที่บอกว่า ‘กะเทยห้ามบวช’ ต่อมาได้กลายเป็นคำสอนที่เหมารวม เพราะในพุทธบัญญัติไม่เคยมีการห้ามคนเป็นกะเทยบวช มีแต่ ‘ห้ามบัณเฑาะก์’ บวช และ ‘บัณเฑาะก์’ กับ ‘กะเทย’ ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน“

“บัณเฑาะก์หมายถึง ‘บุคคลมีอวัยวะเพศเป็นช่องสำหรับถ่ายซึ่งระบุเพศไม่ได้’ แต่คนเป็นกะเทยยังมี ‘อวัยวะเพศชาย’ กะเทยจึงบวชได้ ดังนั้น ถ้ามีคนมาบอกว่า ‘กะเทยห้ามบวช’ เราควรยืนยันว่า ‘กะเทยบวชได้’ เพราะกะเทยมีอวัยวะเพศชาย แต่ไม่ว่าใครจะมีอวัยวะเพศเป็นแบบไหนก็ควรได้บวชกันทุกคนไม่ใช่หรือเพราะการบวชไม่ได้ใช้อวัยวะเพศแต่การบวชใช้ ‘ใจ’”

“ถ้ากลับไปสืบค้นพระไตรปิฎกจะพบว่าในยุคเริ่มต้นพระพุทธเจ้าก็อนุญาตให้บัณเฑาะก์บวชได้ตามปกติ แต่เรื่องมาเกิดเหตุเอาตรงที่บัณเฑาะก์ท่านนั้นบวชเข้ามาแล้วมีเพศสัมพันธ์กับคนเลี้ยงม้าข้างวัด จึงเป็นเหตุให้พระสงฆ์รวมตัวกันเรียกร้องให้พระพุทธเจ้าบัญญัติห้ามบวชบัณเฑาะก์ออกมาและเป็นการบัญญัติแบบเหมารวมแทนที่จะขอให้บัณเฑาะก์รูปนั้นต้องอาบัติปาราชิกเพียงรูปเดียวก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่เหตุใดต้องขอให้พระพุทธเจ้าบัญญัติว่าห้ามบวชบัณเฑาะก์ทุกคนด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงถือได้ว่าเป็นการสถาปนาระบบ ‘ชายเป็นใหญ่’ ในพุทธศาสนาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา”

“พุทธศาสนามีลักษณะของการบริหารจัดการแบบ ‘ชายเป็นใหญ่’ แทรกซึมอยู่ จึงไม่ต้องสงสัยว่ากรณีผู้หญิงขอบวชเป็นภิกษุณีจึงถูกคณะสงฆ์ปฏิเสธไปด้วย แต่ถ้าถามพระพุทธเจ้าได้เราเชื่อว่าพระพุทธเจ้าคงไม่อยากให้คำสอนของพระองค์แปรรูปกลายเป็นชายเป็นใหญ่แบบนี้”

“เมื่อเราศึกษาปรัชญาเรื่องเพศในพุทธศาสนา พุทธศาสนากลับมองว่าเพศเป็นเรื่อง ‘ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน’ ที่จะยึดเอามาเป็นแก่นสารสาระอะไรได้ ทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องสมมติ ความเป็นชายความเป็นหญิงเป็นเรื่องสมมติ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนถูกประกอบสร้างขึ้นมาแล้วตั้งชื่อกำกับว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ถ้าเราสลัดชื่อสมมตินั้นออกไปเราก็จะเข้าถึงความเป็น ‘อนัตตา’ ในตัวเอง”

“ดังนั้นจึงไม่มีความเป็นพระที่สมบูรณ์แบบ ถ้าเราคาดหวังให้พระมีบุคลิกแมนๆ อยากให้พระที่เข้ามาบวชมีความเป็นชายก็เท่ากับว่าเรากำลังไปสร้างตัวตนปลอมๆ ให้กับความเป็นพระที่เราคาดหวัง เราปล่อยให้ท่านเรียนรู้ความเป็นอนัตตาในความเป็นตัวท่านไม่ดีกว่าหรือ แทนที่เราจะไปคาดหวังให้พระเป็นเพศอะไร เพราะความเป็นพระมันไม่มีเพศอยู่แล้ว”

- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน