รักเราคงเป็นไปไม่ได้: ความเปราะบางและไม่มั่นคงในชีวิตคู่ของหญิงรักหญิง

- Advertisement -
แม้ว่าในปัจจุบัน การยอมรับความหลากหลายทางเพศจะมีมากขึ้น เห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย  เช่น กฎหมายรับรองสถานะคู่ชีวิตในหลายประเทศ ทำให้เราเห็นข่าวการแต่งงานของคู่รักหญิงรักหญิงในต่างประเทศเพิ่มขึ้น เช่น ข่าวคู่รักหญิงรักหญิงชาวฮินดูและมุสลิมถ่ายรูปคู่กันจนเป็นไวรัลไปทั่วโลก รวมไปถึงสื่อต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ที่พูดถึงความรักของหญิงรักหญิงซึ่งจบลงด้วยความสมหวังไม่ใช่ความตาย หรือล่าสุดกรณีนายกรัฐมนตรีของประเทศฟินแลนด์ที่เติบโตมากับครอบครัวหญิงรักหญิงและผู้คนต่างพูดถึงด้วยความยกย่องชื่นชม
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีคู่รักหญิงรักหญิงจำนวนมากในโลกนี้ที่ไม่ได้มีเส้นทางชีวิตรักที่ราบรื่นและลงเอยด้วยการแต่งงาน หรือใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน หรือแก่ไปด้วยกันแบบคู่รักต่างเพศคู่อื่นๆหรือคู่รักเพศเดียวกันอีกหลายคู่ที่มีโอกาสแบบนั้น  ในทางตรงกันข้าม คู่รักหญิงรักหญิงจำนวนมาก ต้องยุติความสัมพันธ์หรือเลิกรากันไป จากเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่เพราะเรื่องส่วนตัวทั่วๆไป เช่น  ฉันหมดรักเธอแล้ว หรือฉันเบื่อเธอแล้ว  แต่เป็นเพราะปัจจัยทางสังคมที่มีส่วนในการยุติความสัมพันธ์ดังกล่าว
ซึ่งปัญหานี้ถูกนำเสนอในสื่อกระแสหลักค่อนข้างน้อยมากหรือแทบไม่มีให้เห็นเลย ส่วนหนึ่งก็เพราะพวกเธอไม่สามารถเปิดเผยเรื่องราวของตัวเองได้ จะมีที่เป็นข่าวบ้างก็ต่อเมื่อเกิดโศกนาฏกรรมร้ายแรงขึ้น อย่างเช่น ข่าวคู่รักหญิงรักหญิงในประเทศอินเดียที่พากันไปกระโดดน้ำตายพร้อมลูกสาววัยสามขวบ หรือข่าวหญิงชาวมุสลิมที่ครอบครัวรู้ว่ามีความรักกับผู้หญิงด้วยกัน เธอเลยถูกบังคับให้แต่งงาน
ที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินคู่รักชายรักชายหรือสาวข้ามเพศที่มีความสัมพันธ์กับผู้ชาย รำพึงถึงความไม่สมหวังในชีวิตคู่ ทำนองว่า เราไม่มีวันมีรักแท้หรอก เพราะเรามีลูกให้เขาไม่ได้ หรือประโยคอย่างเช่น กะเทยอย่างเราใครจะไปรักจริง เพราะยังไงก็ไม่ใช่ผู้หญิงแท้ๆ และหลายครั้งคู่ชายรักชายต้องเลิกกันไปเพราะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมและกฎหมาย
เช่นเดียวกับคู่ของหญิงรักหญิง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิงด้วยกัน ก็มีอุปสรรคไม่แพ้ชายรักชาย เพียงแต่รายละเอียดของคู่รักหญิงรักหญิงนั้นอาจแตกต่างไปในหลายๆมิติ ด้วยปัจจัยแวดล้อมและเพศสภาพที่ต่างกัน
ผู้เขียนลองรวบรวมปัจจัยทางสังคมที่ส่งผลต่อชีวิตคู่ของหญิงรักหญิง จากประสบการณ์ส่วนตัวและของเพื่อนๆ คนรู้จักหลายๆคน ทำให้พบว่ามีปัจจัยทางสังคมหลายอย่างที่ส่งผลต่อความยั่นยืนของความสัมพันธ์ในคู่รักหญิงรักหญิง

ขอโทษนะ แต่ยังไงเราก็ต้องแต่งงาน

บ่อยครั้งที่พบว่า หญิงรักหญิงหลายคนต้องเลิกรากับคนรัก เพราะเหตุผลว่า อีกฝ่ายกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายที่รู้จักหรือพ่อแม่จัดหาให้ การที่หญิงรักหญิงบางคน ตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับคนรัก อาจไม่ได้มาจากการหมดรักเสมอไป แต่ด้วยความเชื่อที่หล่อหลอมผู้หญิงจำนวนมากมาอย่างยาวนานว่า เป็นผู้หญิง ยังไงก็ต้องแต่งงานมีลูก การยุติความสัมพันธ์กับผู้หญิงและไปมีครอบครัวกับผู้ชาย จึงเป็นการตัดสินใจที่มักเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ โดยคนที่เป็นฝ่ายถูกบอกเลิกได้แต่ทำใจ เพราะสุดท้ายก็ต้องเคารพการตัดสินใจของอีกฝ่าย หากว่าการตัดสินใจนี้เป็นไปด้วยความเต็มใจเอง ไม่ได้ถูกบังคับ
และแม้ว่าผู้หญิงจะไม่ได้อยากแต่งงานกับผู้ชาย แต่ด้วยแรงกดดันจากที่บ้านหรือสังคมในชุมชน โดยเฉพาะในชุมชนขนาดเล็ก ที่มักจะไถ่ถามกันตลอดว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน เช่น ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนเคยไปงานแต่งงานของน้องชายเพื่อนที่ต่างจังหวัด เพื่อนถูกทักจากญาติๆว่า เมื่อไหร่จะเอาผัว? คำถามประเภทนี้คงมีหญิงรักหญิงหลายคนที่เคยถูกถามมาก่อน และได้แต่กลบเกลื่อนไปว่ายังไม่อยากมี หรือยังอยากทำงานอยู่ แต่จริงๆแล้วบอกออกไปไม่ได้ว่า พวกเธอมีแฟนเป็นผู้หญิง และแม้จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแล้ว ก็ไม่อาจจะบอกญาติๆได้ว่าเป็นความสัมพันธ์แบบเดียวกับคู่รักชายหญิงทั่วไป
นอกจากนี้ หากไม่ได้เต็มใจจะแต่งงานกับผู้ชาย มีหลายกรณีที่เป็นการถูกจับแต่งงาน ซึ่งมีหลายครั้งที่ผู้เขียนทราบข่าวว่า คู่รักหญิงรักหญิงต้องเลิกรากัน เพราะอีกฝ่ายถูกพ่อแม่บังคับให้แต่งงานกับผู้ชายที่จัดหาให้ ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นได้ในชุมชนเล็กๆ เช่น ในต่างจังหวัดหรือในชุมชนทางศาสนา และด้วยความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างพ่อแม่กับลูก จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สุดท้ายก็ต้องแต่งงาน มีลูก ทั้งๆที่จิตใจยังชอบผู้หญิงอยู่ แต่ต้องทนเก็บความรู้สึกไว้ กรณีแบบนี้ มีหลายครั้งลงเอยด้วยการหย่าร้าง เพราะสุดท้าย ฝ่ายหญิงก็ไม่อาจอยู่ร่วมกับผู้ชายได้
ในแง่นี้ การที่หญิงรักหญิงจำนวนมาก ตัดสินใจกลับไปคบหากับผู้ชายหรือแต่งงานกับผู้ชาย ส่วนหนึ่งก็มาจากความเชื่อของสังคมที่บอกว่าความรักของหญิงรักหญิงไม่มีจริง เป็นแค่แฟชั่น หายได้เมื่อมีแฟนเป็นผู้ชาย ซึ่งมาจากฐานความคิดว่า ผู้หญิงโดยธรรมชาตินั้นคู่กับผู้ชาย และสุดท้ายก็ต้องแต่งงานมีลูกตามปกติ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้เองก็ทำงานกับตัวหญิงรักหญิงด้วย ดังนั้นการเลิกรากับคนรักผู้หญิง อาจไมได้มาจากการหมดรักหรือเบื่อ แต่อาจมาจากปัจจัยในเรื่องนี้

ไม่มีผัว อยู่เป็นโสด ก็ต้องดูแลพ่อแม่ที่แก่ชรา

อีกปัจจัยหนึ่งของการเลิกรา คือเรื่องของการที่ที่บ้านไม่มีคนดูแลพ่อแม่ที่แก่ชราหรือเจ็บป่วย และตามธรรมเนียมปฏิบัติหรือโดยความคิดของคนจำนวนมากในสังคมไทย เมื่อบ้านไหนมีลูกสาวที่ไม่ได้แต่งงาน เป็นโสด ไม่มีลูกมีสามี ลูกสาวคนนั้น มักจะถูกกดดันให้ต้องเป็นผู้ดูแลพ่อแม่ที่แก่ชรา ด้วยเหตุผลว่า ลูกคนอื่นที่แต่งงานไปแล้วก็ต้องดูแลครอบครัวตัวเอง ไม่ว่างพอจะมาดูแลพ่อแม่ แต่ส่วนผู้หญิงโสดไม่มีใคร ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบดูแลพ่อแม่ที่แก่ชราหรือเจ็บป่วย
บางคนอาจจะแย้งว่า สำหรับสังคมไทย ไม่ว่าเพศไหน ก็จะถูกกดดันให้ดูแลพ่อแม่ที่แก่ชราไม่ต่างกัน แต่ในรายละเอียดแล้วมีความแตกต่างกันมาก ถ้าเทียบระหว่างลูกผู้ชายกับลูกผู้หญิง สังคมคาดหวังให้ผู้หญิงต้องทำหน้าที่ดูแลบ้าน ทำกับข้าว ทำความสะอาด มากกว่าจะคาดหวังเอากับผู้ชาย บางคนอาจบอกว่าผู้ชายก็ดูแลที่บ้านด้วยการทำงานนอกบ้าน ส่งเงินให้ที่บ้านเพื่อให้ผู้หญิงเป็นผู้ดูแล ซึ่งตรงนี้เป็นผลมาจากการแบ่งบทบาททางเพศ ที่เชื่อกันว่าผู้หญิงเป็นผู้ดูแล และมีความละเอียดอ่อนกว่า ทำให้งานที่ต้องดูแลผู้สูงอายุ กลายเป็นภาระของลูกผู้หญิง มากกว่าจะเป็นภาระของลูกผู้ชาย ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกัน ลูกชายคนไหนที่อยู่เป็นโสด ไม่ได้แต่งงาน กับลูกสาวที่อยู่เป็นโสดไม่ได้แต่งงาน หากเทียบกันแล้ว หน้าที่ในการดูแลทางกายภาพ จึงตกอยู่กับผู้หญิงมากกว่า
ตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงกับเพื่อนผุ้เขียน เมื่อแม่ของเขาป่วยไม่สามารถเดินได้ และไม่มีใครในบ้านว่างพอจะมาดูแลแม่ที่เดินไม่ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เมื่อพิจาณาจากลูกๆทั้งหมด มีลูกสาวหนึ่งคนที่ไมไ่ด้แต่งงานมีครอบครัว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ลูกคนดังกล่าวต้องเสียสละลาออกจากงานและมาอยู่บ้านเพื่อดูแลแม่เต็มตัว ในขณะที่ลูกชายให้เหตุผลว่า เพราะเค้ามีครอบครัวของตัวเองต้องดูแล และหน้าที่การงานก็สูงกว่า สามารถทำรายได้ได้เยอะกว่า ดังนั้นก็สมเหตุสมผลแล้วที่ลูกสาวจะลาออกจากงานมาดูแลแม่ และเสียสละให้ลูกชายได้ทำงานต่อไป ทั้งๆที่ ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่รู้เลยว่า ลูกสาวคนนั้นอยากทำงานต่อไหม เธอมีความฝันอะไรหรือเปล่า และการกดดันให้เธอลาออกจากงาน ย้ายมาอยู่กับแม่ที่ต่างจังหวัดเพื่อดูแลแม่ เป็นความต้องการของเธอเองหรือไม่ ซึ่งนี่คือความแตกต่างในรายละเอียดที่หญิงรักหญิงหลายคนต้องเจอ
ปัจจัยเรื่องการดูแลครอบครัว เลยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนตัดสินใจกลับไปอยู่บ้านเพื่อดูแลครอบครัว และต้องยุติความสัมพันธ์กับคู่รักของตนเอง เพราะไม่ใช่หญิงรักหญิงทุกคนจะสามารถบอกกับที่บ้านได้ว่ามีความสัมพันธ์แบบไหน  หรือต่อให้เปิดเผยกับครอบครัว แต่อีกฝ่ายอาจปรับตัวเข้ากับครอบครัวของที่บ้านไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อคู่รักของตัวเองต้องใช้เวลาดูแลครอบครัวมากกว่าจะมีเวลาอยู่กับอีกฝ่าย และบางครอบครัว พ่อแม่ของอีกฝ่ายก็อาจไม่ชอบให้แฟนของลูกสาวเข้ามายุ่มย่ามในครอบครัว ซึ่งต่างไปจากการมีแฟนเป็นผู้ชาย ที่ถึงจุดหนึ่ง พ่อแม่ก็อยากให้ลูกสาวแต่งงานมีลููกและมีแนวโน้มจะยอมรับลูกเขยได้มากกว่า เพราะมองว่าเป็นการใช้ชีวิตตามมาตรฐานของสังคม

แฟนกันแค่ในบ้าน ถ้าออกงานเป็นแค่เพื่อน 

แม้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแล้ว แต่หญิงรักหญิงหลายคู่ กลับไม่สามารถเปิดเผยความสัมพันธ์กับสังคมได้ ทั้งกับที่ทำงาน เพื่อน และครอบครัว ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน เป็นได้แค่ความสัมพันธ์ในมุมมืด เวลามีงานเลี้ยง งานรวมญาติ ปาร์ตี้กับกลุ่มเพื่อน เมื่ออีกฝ่ายไม่สามารถเปิดเผยตัวเองได้  ก็อาจแนะนำได้แค่ว่าคบกันแบบเพื่อน เป็นเพื่อนสนิท หรือบางคู่ก็พาไปออกงานด้วยกันไม่ได้  คนรักก็อาจจะรู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมของอีกฝ่าย ทำให้มีโอกาสสูงที่จะยุติความสัมพันธ์ไปหาคนใหม่ที่เปิดเผยได้มากกว่า
ผู้เขียนเองเคยมีประสบการณ์ตรง เพราะอดีตคนรักไม่ได้เปิดเผยความสัมพันธ์กับครอบครัวของตัวเอง เวลาเจอกันจึงต้องบอกว่าเป็นเพื่อนกัน และเวลาที่ครอบครัวของเธอมาค้างที่ห้องเช่า ผู้เขียนก็ต้องเก็บเสื้อผ้ากลับไปอยู่บ้านของตัวเองจนกว่าครอบครัวของเธอจะกลับไป ซึ่งหลายครั้งเกิดความรู้สึกน้อยใจว่า ทำไมเราไม่สามารถบอกครอบครัวของเธอได้ว่าเราคบกันแบบไหน หรือแม้กระทั่งในเวลาที่คนรักของผู้เขียนต้องออกไปเจอเพื่อน เธอกลับแนะนำเพื่อนว่าเราเป็นน้องที่มาอาศัยอยู่ด้วย แต่ไม่แนะนำว่าเป็นคนรัก ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับอดีตคนรัก เพราะความรู้สึกถึงการไม่ได้รับการยอมรับในตัวตนและความสัมพันธ์กับสังคมภายนอกนั่นเอง ซึ่งการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถเปิดเผยความสัมพันธ์ของตัวเองกับสังคมได้ ก็เป็นเพราะความกลัวที่จะถูกปฏิเสธหรือเลือกปฏิบัติ เพราะบางสังคมยังมองว่า ความสัมพันธ์ของคู่รักเพศเดียวกันเป็นเรื่องไม่ปกติ พ่อแม่หลายคนรับไม่ได้ที่ลูกสาวจะมีแฟนเป็นผู้หญิงด้วยกัน ในที่ทำงานเองก็มีการซุบซิบนินทาของเพื่อนร่วมงานหรืออาจถึงขั้นมีผลต่อการเลื่อนตำแหน่งเพราะเพศวิถีแบบรักเพศเดียวกัน เช่น ในสังคมข้าราชการ หรือแวดวงการศึกษา เป็นต้น ส่วนในสังคมต่างจังหวัดก็เช่นเดียวกัน ในพื้นที่ทางศาสนาด้วยแล้ว การเปิดเผยความสัมพันธ์ของหญิงรักหญิงย่อมเป็นเรื่องยาก ด้วยหลักการทางศาสนาที่ไม่อนุญาต ดังนั้น หญิงรักหญิงหลายคู่เสี่ยงที่จะเปิดเผยความสัมพันธ์ของตัวเอง เพราะอาจจะถูกต่อต้านจากชุมชนทางศาสนา รวมไปถึงการถูกลงโทษทางสังคมที่จะตามมาอีกด้วย

กฎหมายไม่รับรอง สังคมไม่ยอมรับ

นอกจากนี้ยังมีเรื่องกฎหมายที่ไม่รับรองสถานะ เมื่อไม่มีกฎหมายรับรองการสมรสของคู่รักเพศเดียวกัน เหมือนที่คู่ชายหญิงรักต่างเพศมีสิทธิในการจดหรือไม่จดทะเบียนได้ การมองเห็นอนาคตที่จะใช้ชีวิตกันแบบยั่งยืนจึงเป็นไปได้ยาก บางคนอาจโต้แย้งว่า การจดทะเบียนสมรสไม่ใช่หลักประกันของชีวิตคู่ ซึ่งตรงนี้ผู้เขียนเห็นด้วย แต่การได้รับการรับรองทางกฎหมายจากการจดทะเบียน อาจช่วยให้สังคมยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักเพศเดียวกันได้เพิ่มขึ้น เพราะนั่นไม่ใช่แค่การแต่งงานที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แต่การมีสถานะทางกฎหมายก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คู่รักหญิงรักหญิงได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว เพื่อน  ที่ทำงาน เหมือนกับที่คู่รักชายหญิงทั่วไปได้รับในฐานะสามีและภรรยา ไม่ว่าภายหลังคู่แต่งงานดังกล่าวจะหย่าร้างกันหรือไม่ก็ตาม แต่การดำเนินชีวิตระหว่างนั้น พวกเขาก็ได้รับการยอมรับจากสังคม หรือที่ทำงาน รวมถึงได้รับสิทธิต่างๆเฉกเช่นเดียวกับครอบครัวรักต่างเพศ
นอกจากนี้ ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์กับการเปิดตัวแฟนสาวกับกลุ่มเพื่อนสนิท สิ่งที่ได้รับกลับเป็นการตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติอย่างที่พวกเพื่อนๆเป็น และมีการถามกันว่า เมื่อไหร่จะกลับมาคบกับผู้ชายแบบผู้หญิงปกติซักที เพราะเพื่อนคนอื่นๆก็แต่งงานมีสามีกันหมดแล้ว หรือไม่ก็มีแฟนเป็นผู้ชายกัน ซึ่งในทางกลับกัน หากมีกฎหมายสมรสของคนรักเพศเดียวกัน เหมือนที่คนรักต่างเพศมี คำถามเหล่านี้ก็อาจไม่ถูกถามขึ้น เพราะความสัมพันธ์ของคนรักเพศเดียวกันไม่ได้ต่างไปจากรักต่างเพศ เนื่องจากใช้กฎหมายสมรสได้เท่าเทียมกัน

ลูกของเธอ ไม่ใช่ลูกของฉัน

อีกเรื่องที่ดูเป็นปัญหาส่วนตัว แต่ก็มีแง่มุมทางสังคมแฝงอยู่ คือเรื่องลูกติดของอีกฝ่ายหลังหย่าร้างกับสามีเก่า หญิงรักหญิงจำนวนมากเคยผ่านการแต่งงานมีครอบครัวมีลูกมาก่อน ต่อมาเมื่อตัดสินใจใช้ชีวิตกับผู้หญิง ก็อาจพาลูกที่เกิดจากสามีเก่ามาอยู่กับคนรักด้วย แต่หลายคู่ก็มีปัญหาระหว่างลูกเลี้ยงกับคู่รัก เช่น การที่ลูกเลี้ยงเข้ากับคนรักของตัวเองไม่ได้ เพราะไม่อาจยอมรับความสัมพันธ์ของแม่ได้ เนื่องจากเพื่อนที่โรงเรียนหรือสังคมข้างนอกอาจตั้งคำถามว่า ทำไมแม่คบกับผู้หญิงด้วยกัน หรือถึงขั้นล้อเลียนความสัมพันธ์ของแม่ ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจทำให้ลูกที่อยู่ในวัยเรียนมีปัญหากับการถูกล้อเลียน ทำให้เกิดการไม่ยอมรับคู่รักของแม่ และส่งผลให้แม่เด็กอาจตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ก็ได้ เพราะถึงที่สุดแล้ว หากจำเป็นต้องเลือก ผู้หญิงอาจเลือกที่จะรักษาความสัมพันธ์ของตัวเองกับลูก มากกว่าจะรักษาความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนรัก
นอกจากนี้หากมีการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างคนรักกับลูก คนเป็นแม่อาจไม่สามารถจัดการปัญหาได้และสุดท้ายเป็นฝ่ายถูกบอกเลิกในที่สุด และตราบใดที่ยังไม่มีกฎหมายรับรองบุตรบุญธรรมสำหรับคู่รักเพศเดียวกัน การรับลูกของอีกฝ่ายมาเลี้ยง ก็จะไม่มีสถานะเป็นผู้ปกครอง และสังคมก็ไม่ยอมรับว่าคู่รักของหญิงรักหญิงเป็นหนึ่งในผู้ปกครองของเด็กด้วย ดังนั้นปัญหาเรื่องลูกของคู่รักหญิงรักหญิง ก็เป็นอีกปัญหาที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยทางสังคม

เรื่องส่วนตัวคือเรื่องการเมือง

โดยสรุปจากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา สาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ของหญิงรักหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่ยั่งยืนและเปราะบาง อาจไม่ใช่สาเหตุมาจากความรู้สึกส่วนตัว อย่างเรื่องการหมดรัก นิสัยเข้ากันไมได้หรือเบื่อหน่ายเสมอไป แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานคิดของสังคมที่ไม่ได้ยอมรับความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง แนวคิดเรื่องบรรทัดฐานรักต่างเพศที่ฝั่งแน่นอยู่ในผู้หญิงจำนวนมาก รวมไปถึงในระดับครอบครัว สังคม กฎหมาย ส่งผลให้ผู้หญิงจำนวนมากตัดสินใจไม่ไปต่อกับความสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการยอมรับ
หญิงรักหญิงจำนวนมากมองไม่เห็นอนาคตของตัวเองที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้หญิงสักคน ไม่รู้สึกปลอดภัยที่จะเปิดเผยความสัมพันธ์ของตัวเองให้เพื่อน ครอบครัว ที่ทำงานรับรู้ เพราะกลัวจะถูกรังเกียจ หรือปฏิเสธ
หญิงรักหญิงจำนวนมากตัดสินใจแต่งงานเพราะเชื่อว่าเป็นการกลับมาสู่เส้นทางปกติ และเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น และคนในสังคมตั้งคำถามถึงการแต่งงานและมีลูก ทำให้พวกเธอเลือกที่จะแต่งงานมากกว่ามีชีวิตอยู่อย่างไร้ตัวตนกับคู่สัมพันธ์ที่เป็นผู้หญิง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีอุปสรรคทั้งจากครอบครัว สังคม กฎหมาย แต่ผู้หญิงอีกจำนวนมากก็ไม่ยอมละทิ้งความต้องการในการใช้ชีวิตของตัวเอง หญิงรักหญิงหลายคนยอมตัดขาดจากครอบครัวเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตกับคนรัก อีกหลายคนยอมให้สังคมประณามว่าทำร้ายจิตใจลูกเพราะไปมีแฟนเป็นผู้หญิงด้วยกัน ผู้หญิงจำนวนมากหนีการแต่งงานที่พ่อแม่บังคับเพื่อให้เลิกกับแฟนผู้หญิง และผู้หญิงอีกหลายคนฝ่าฟันที่สร้างครอบครัวและใช้ชีวิตกับคนรักผู้หญิงได้ในที่สุด

คงจะดีกว่านี้ หากหญิงรักหญิงทุกคนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ชีวิตกับคนที่เธอรักแบบไหน
โดยไม่ต้องมีอุปสรรคทางสังคมมาขัดขวาง

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงความคิดของคนในสังคม ให้เกิดการยอมรับความหลากหลายทางเพศจึงมีส่วนสำคัญมากกับความยั่งยืนในความสัมพันธ์ของคู่รักหญิงรักหญิง รวมไปถึงกฎหมายที่มีผลต่อการใช้ชีวิตคู่ของคนรักเพศเดียวกันอีกด้วย เพราะทุกคนควรมีโอกาสในการสร้างครอบครัว ในการมีความสัมพันธ์ที่ได้รับการยอมรับ อย่างเท่าเทียมกัน  ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นเพศอะไรก็ตาม
อ้างอิง
  • Metro: https://bit.ly/34CmyxL
  • Way Magazine: https://bit.ly/2RCdDas
  • BBC: https://bbc.in/3enV43y
  • India Today: https://bit.ly/2z4eDO7
- Advertisement -

#Spectrum #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
ดาราณี ทองศิริ
ดาราณี ทองศิริ
นักสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิผู้หญิงและความหลากหลายทางเพศ สนใจขับเคลื่อนเรื่องเพศในมิติทางการเมือง สังคม ศิลปะและวัฒนธรรม เวลาว่างชอบท่องเฟซบุคกับกินปีกไก่นิวออลีนส์
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer