มันไม่ง่ายเลยในโลกของ Intersex คนที่เพศกำกวมมีทั้งอวัยวะเพศชายและหญิงในร่างกาย นอนเหม่อลอยตั้งคำถาม สรุปฉันเป็นเพศอะไรกันแน่?

- Advertisement -

“ย้อนไป 40 ปีที่แล้ว ในวันที่ฉันเกิด ‘ความกำกวม’ ในการระบุเพศของฉันในใบสูติบัตรก็เกิดขึ้น เมื่อหมอพบว่าฉันมีทั้งอวัยวะเพศชายและหญิงในร่างกาย มีจู๋แต่ไม่มีอัณฑะ ในขณะเดียวกันก็มีช่องในส่วนของอวัยวะเพศหญิงเริ่มแรกหมอบอกว่าฉันเป็นเพศหญิงแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นเพศชายเนื่องจากพบว่ามีอวัยวะเพศชายยื่นออกมาเด่นชัดกว่าแม้จะไม่มีอัณฑะ และหลังจากนั้นโลกแห่งความกำกวมในชีวิตของฉันก็เกิดขึ้น ‘โลกกำกวมของ Intersex’”

“จากการระบุของหมอ บอกว่าฉันนั้นเป็น ’ผู้ชาย’ พ่อแม่ฉันจึงรับรู้ว่าตัวเองนั้นได้ลูกชาย แต่ทุกคนรู้ถึงความไม่ปกติของฉัน เพราะอวัยวะเพศของฉันไม่เหมือนเด็กผู้ชายทั่วๆ ไป ทุกคนในบ้านมักจะเรียกและนิยามฉันว่าเป็นเด็กผู้ชายที่มี ‘ตูดสองรู’ มีจู๋นะแต่อัณฑะจะตกลงมาในถุงในเร็ววัน ญาติๆ ก็มักจะมาพูดแซวว่าฉันต้องโตเป็นกะเทยแน่ๆ ครอบครัวฉันอยู่ภาคใต้และเป็นมุสลิม พ่อจะห่วงมากในประเด็นนี้ ฉันนั้นมีพี่ชายสามคน ชื่อ จิ๊บ แจ็ค โจ แต่พอมาถึงฉันพ่อตั้งชื่อให้ว่า ‘บอย’ เพราะความวิตกจริตของพ่อฉันที่กลัวฉันจะโตไปเป็นกะเทย การรับรู้ถึงความไม่ปกติในตัวเองของฉันก็เริ่มเกิดขึ้นเวลาแก้ผ้าอาบน้ำกับพี่ชาย ฉันรู้ว่าอวัยเพศของฉันไม่เหมือนของพี่ๆ หรือบางทีเวลาฝนตกฉันก็จะเอากะละมังมารองน้ำเพื่อเล่นน้ำ ก็จะมีเด็กแถวบ้านมาเกาะแอบดู ล้อฉันว่า ‘ตูดสองรูๆๆๆๆ’ และในที่สุดความอับอายที่ตัวเองแปลกแยกแตกต่างก็เกิดขึ้นในใจฉัน ความแปลกแยกเล็กๆ ที่ไม่คิดว่ามันจะโตขึ้นๆ จนทำให้ฉันตัดสินใจฆ่าตัวตาย”

“ชีวิตวัยเด็ก พ่อจะพูดกรอกหูฉันอยู่ตลอดว่า ‘มึงจู๋ใหญ่จำไว้เลยนะ’ และในบรรดาลูกชายทั้งหมด พ่อจะสอดส่องใส่ใจตัวฉันเป็นพิเศษ พี่ชายทุกคนมักจะได้ไปอยู่กับป้า ส่วนฉันนั้นต้องตัวติดพ่อตลอด จนบางทีพี่ชายก็มักคิดว่าพ่อนั้นรักลูกไม่เท่ากัน พ่อฉันรับราชการจึงต้องเดินทางบ่อยมาก พอมีเวลาว่างเขาก็จะพาฉันไปทะเลสองคนสอนให้กินเบียร์ พูดจาแบบผู้ชายแบบ กู-มึง เติมความแมนให้กับฉันอยู่ตลอด อย่างไรก็ตามนับวันความเป็นผู้หญิงในตัวฉันก็ค่อยๆ แสดงออกมา หากฉันเผลอหลุดมือไม้อ่อน ไม่ได้เลย ต้องโดนตีมือ ทุกเช้าพ่อมักอุ้มฉันไปบนเตียงเขา พยายามคุย เปิดเพลงซาวด์แทร็กจากหนังผู้ชายๆ ให้ฟัง เพลงจากหนัง สตาร์เทร็ค สตาร์วอร์ ซุปเปอร์แมน เพราะเขากลัวว่าฉันจะกลายเป็นเป็นผู้หญิง พวกครีมของใช้ที่มีสารหอมระเหยต่างๆ เขาไม่ให้ใช้ เพราะเขามีความเชื่อว่าของพวกนี้มีสารเคมีซึ่งจะเข้าไปเปลี่ยนข้างในให้ฉันกลายเป็นผู้หญิง ซึ่งเอาที่จริงพ่อก็น่าสงสาร ฉันเพิ่งรู้ว่าเขาทำแบบนั้นเพราะเป็น Phobia เพราะพ่อเคยโดนลวนลามทางเพศจากกะเทย เขาจึงคิดว่ากะเทยเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจ”

“ความเป็นผู้ชายที่พ่อสอน มันคัดง้างกับตัวตนจริงๆ ภายในเพราะฉันรู้สึกแค่ว่าฉันนั้นเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง และตอนที่ฉันเห็นตัวเองชัดที่สุดคือในบ้านมีกระบะผ้าตั้งอยู่ ฉันเหลือบเห็นกางเกงในตัวหนึ่งซึ่งมีระบายผ้าทรงเหมือนกระโปรงบัลเล่ต์ นึกในใจนี่มันของเด็กนะ เขาซื้อมาให้เรารึเปล่าน้า? ก็เลยลองหยิบมาใส่ แม่มาเห็นพอดี แต่แม่เป็นคนใจดี แม่เลยมาจับมือฉันไปเดินเล่น ด๊องแด๊งๆๆๆ หรือตอนไปโรงเรียนฉันก็ชอบซื้อตุ๊กตากระดาษมาเล่น เพื่อนคนไหนมีตุ๊กตาบาร์บี้ฉันก็ไปขอเล่นด้วย พวกครูๆ ก็เริ่มงง เห็นฉันใส่ชุดยูนิฟอร์มผู้ชาย แต่เต้นหน้าเต้นหลังยังกับทัดดาวบุษยา คือในทางจิตใจฉันรู้ว่าฉันไม่ได้เป็นเด็กผู้ชายในแบบที่พ่ออยากให้เป็น ที่บ้านก็เริ่มเห็นพฤติกรรมของฉันแต่เขาก็คิดว่าเป็นเดี๋ยวเดียวก็หาย”

“พออายุแปดขวบ ‘พิธีขลิบ’ ก็มาถึง เตียงหมอเป็นตับรายเรียงในมัสยิด เด็กผู้ชายหลายร้อยคนนุ่งโสร่งยืนต่อแถว ฉีดยาปุ๊บ ตัดฉุบฉับ เฉือนอย่างรวดเร็ว เสียงร้องไห้ระงมไปทั่วรวมทั้งเสียงฉันด้วย เฉือนเสร็จต้องไปนอนพักเพื่อทำแผล นอนดูวิดีโอบัญญัติสิบประการวกไปวนมา บรรยากาศคือเซอร์เรียลมาก และเมื่อถึงตอนทำแผล ยิ่งทำให้ฉันรู้ว่าจู๋ของฉันนั้นไม่เหมือนคนอื่น คือตำแหน่งของท่อปัสสาวะของทุกคนจะอยู่กลางลำแต่ของฉันจะอยู่ใต้ลำ ป้าที่มาทำแผลให้ก็งงๆ นับวันความกำกวมและความมึนงงในตัวเองก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ตอนนั้นตัวฉันหุ่นบางร่างเล็ก คนรอบๆ ตัวก็เริ่มสังเกตเห็นฉันในร่างผู้ชายแต่นิสัยท่าทางเหมือนผู้หญิง และวันหนึ่งฉันนอนอยู่ในห้องคนเดียว อยู่ๆ ก็มีคนงานผู้ชายสองคนบุกเข้ามาในห้องฉัน เขาทำเหมือนละครไทยเลย เข้ามาใกล้ๆ มากระซิบบอกรัก แล้วมารุมข่มขืนฉันทางทวารหนัก เขาบอกว่าถ้าฉันเอาไปบอกพ่อ พ่อจะต้องโมโหแล้วมาฆ่าเขาสองคนและฉันก็คิดในใจว่าพ่อต้องฆ่าฉันด้วยแน่ๆ ถ้ารู้ ตอนนั้นมันเจ็บมาก ฉันร้องไห้ลั่นบ้าน พวกเขารีบหนีไป พี่ชายฉันวิ่งมาดู ฉันกลัวมากเลยโกหกไปว่าตัวเองฝันร้ายแล้วเท้าไปแหย่ใบพัดลม และต่อมาผู้ชายคนเดิมก็กลับมาข่มขืนฉันอีกสองครั้ง ความเครียดครอบงำฉัน จนฉันต้องต่อสู้กับฝันร้ายซ้ำๆ เวลานอนก็นอนไม่หลับคือเป็นโรคซึมเศร้าโดยที่ฉันเองก็ไม่รู้ตัว ”

“พอมาถึงตอนช่วงมัธยม อายุ 13 ปี ฮอร์โมนเพศเริ่มทำงาน ฉันกลายเป็นผู้ชายตัวเล็กๆ เตี้ยๆ สภาพภายนอกดูประหลาด แมนก็ไม่แมน เป็นกะเทยก็ไม่เห็นวี้ดว้ายแบบกะเทยคนอื่นๆ แถมนมข้างหนึ่งเริ่มโตออกมา ยิ่งดูประหลาดและกำกวมชอบกล ทั้งในสายตาคนอื่นและสายตาที่ฉันมองตัวเอง จนพ่อคิดว่าแม่พาฉันไปฉีดยาลดกล้ามเนื้อเพราะตัวเล็กแขนขาก็ไม่มีเส้นเอ็น ไม่มีลูกกระเดือกแบบผู้ชายอื่นๆ แต่ความกระจ่างในตัวเองก็เริ่มเกิดในวิชาเรียนวิทย์ มีการพูดถึง ‘โครโมโซม’ มีการพูดถึง ‘Intersex/เพศกำกวม’ คนที่มีโครโมโซมทั้งสองเพศ เพื่อนก็ทักทันที ‘มึงหรือเปล่าอีมนุษย์ไร้เพศ?’ จากนั้นฉันก็เริ่มหาความรู้มากขึ้น เข้าห้องสมุด จนเจอหนังสือจิตวิทยาเล่มหนึ่ง ตอนนั้นฉันคลี่คลายในสิ่งที่ตัวเองเผชิญอยู่มากขึ้น นมฉันข้างเดียวก็โตเอาๆ จนวันหนึ่งซักผ้าอยู่ แม่เดินมาจับ เลยรู้ว่านมฉันโตข้างเดียว คืออีกข้างฟีบและแขนฉันก็ฟีบไปด้วย แม่เลยพาฉันไปหาหมอ หมออธิบายเรื่อง Intersex บอกว่าตัวฉันมีฮอร์โมนเพศชายต่ำกว่าเพศหญิงทำให้กล้ามเนื้อมันฟีบ แต่ตอนนั้นแม่กลับถามหมอว่ามีวิธีให้ฉันนมแฟ่บได้ไหม หมอก็ถาม คุยกับลูกหรือยัง หมอเลยบอกฉัน เรื่องนี้เป็นธรรมชาติและฉันมิสิทธินะที่จะเลือกว่าอยากเป็นเพศอะไร ”

“ฉันได้ยาซีมเศร้ากันการฆ่าตัวตายมา เพราะมีความคิดอยากตายวนไปมา จะกระโดดหน้าต่างก็กลัวเจ็บ จะเอาผ้าห่มพันตัวแล้วกระโดดก็กลัวตายไม่สนิท คือใจอยากหลุดความเศร้า ช่วงนั้นกินยาจนเบลอเรียนไม่รู้เรื่อง มันไม่ง่ายเลยในโลกของ Intersex คนที่เพศกำกวมมีทั้งอวัยวะเพศชายและหญิงในร่างกาย นอนเหม่อลอยตั้งคำถาม สรุปฉันเป็นเพศอะไรกันแน่? ตื่นเช้ามาทุกวันมือนึงจับนม มือนึงจับข้างล่าง ฉันเป็นเพศไหน ไม่ใช่ผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชาย ฉันคือใครกัน?ความทุกข์ของครอบครัวก็เกิดขึ้นจากการไม่รู้สถานะทางเพศของฉัน พ่อรับไม่ได้ปัญหาเลยเกิดขึ้น เช้าวันหนึ่งฉันตื่นขึ้นมา พ่อให้ฉันขับรถไปทำธุระที่หนึ่ง ฉันขอไม่ไป เพราะกลัวฤทธิ์จากยายังไม่สร่างและเส้นทางมันไกลด้วย เขาก็แบบ ‘เนี่ย! เป็นยังงี้ยังทำตัวไร้ประโยชน์ พึ่งพาอาศัยไม่ได้’ ตอนนั้นและกับคำพูดนั้นฉันขาดสติไปเลย ฉันเลือกที่จะฆ่าตัว ตายโดยกินยาที่หมอให้เพราะเคยได้ยินว่ากินยาร้อยเม็ดจะตาย ฉันนับดูจากที่ได้มา มีแค่ 99 เม็ด ไม่เป็นไรฉันกินจนหมดอัดน้ำลงไป แล้วไปนอนอยู่ตรงกลางบ้านหน้าทีวีและฉันหลับไป…”

- Advertisement -


“เวลาตายฉันยังคงมาไม่ถึง ฉันฟื้นขึ้นมาเวลาหายไปสองวัน พ่อโผล่เข้ามากอดฉัน จากนั้นเขาก็ไม่ปล่อยให้ฉันอยู่บ้านคนเดียว มีอะไรก็ต้องฝากฉันไว้กับบ้านญาติไม่ก็บ้านเพื่อน มีคำปรึกษาจากคุณหมอ คือฉันต้องเรียนรู้ที่จะเข้าสังคม ลองไปเป็นผู้หญิงดู ฉันเข้าไปเรียนคณะมนุษย์ศาสตร์อังกฤษ วางตัวเป็นผู้หญิงเลย ไม่บอกใครว่าเป็นเพศอะไร คือจะวางตัวเองเป็นกะเทยไม่ได้ คนก็สงสัยเพราะตัวเป็นหญิงแต่เสียงเป็นผู้ชาย จนต้องไปทัศนศึกษาต้องทำประกันอุบัติเหตุเลยไม่ไป เดี๋ยวเพื่อนรู้ว่ามีคำนำหน้าว่า ‘นาย’ เริ่มมีคนซุบซิบนินทา มีคนเอาฉันไปเฟคข่าวเป็นกะเทย จู๋ยาวสกปรก ไม่เช็ดทำความสะอาด ฉันทนไม่ไหว คิดเข้ากับสังคมไม่ได้หรอก เลยออกตอนปีสอง กลับไปที่บ้าน นอนตายเป็นปี ไม่ทำงาน นอนฆ่าเวลา แบบแกล้งตาย เอาหมอนปิดหน้า ตอนนี้ฉันกำลังตายช้าๆ นอนวันนึงสิบกว่าชั่วโมง หิวลุกมากินขนม กลางคืนคือโลกของเราใกล้เช้าก็นอนต่อ จนสุดท้ายพ่อกับแม่ทนไม่ไหวจึงตัดสินใจให้ฉันออกไปอยู่คอนโดเล็กๆ คือมันถึงที่สุดแล้ว โตแล้วให้ออกไปใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองอยากเป็น”

“อายุ 26 ปี ฉันออกมาใช้ชีวิตคนเดียว มีโอกาสไปทำงานผลิตนมค่าแรง 150 บาทต่อวัน เขาให้ทำได้อาทิตย์สองสามวัน วันหนึ่งโรงงานเปิดรับสมัครสองตำแหน่ง เงินเดือน 275 บาทต่อวัน ฉันไปสมัครตำแหน่งแอดมินตรวจสอบคุณภาพแยมแต่เขาไม่รับเพราะรับเฉพาะผู้หญิง โอเคไม่เป็นไรไปสมัครตำแหน่งผู้ชายแทนคือยกถังแยม เขาไม่รับอีก เพราะฉันรูปร่างตัวเล็กเหมือนผู้หญิง… นี่คือความยากลำบากอย่างหนึ่งในโลกของ Intersex แต่สุดท้ายฉันก็ได้โอกาสคือตำแหน่งเจ้าหน้าที่ภาคสนามของสมาคมฟ้าสีรุ้งประเทศไทย สถานที่ที่สอนฉันเรื่องอิสระภาพ สอนให้เข้าใจในความหลากหลายทางเพศ สอนฉันให้รักในศักดิ์และศรีตัวเอง จากนั้นก็ได้เริ่มมาทำงานเป็นนักกิจกรรมอิสระเรื่องความหลากหลายทางเพศและสิทธิมนุษยชน มีครั้งหนึ่งฉันได้ไปพบนักกิจกรรมไต้หวันที่เป็น Intersex เหมือนเราได้แลกเปลี่ยนความคิดประสบการณ์ ตอนนั้นฉันรู้สึกดีมากรู้สึกว่าฉันไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก”

“ทำงานสักพัก ฉันก็ตัดสินใจเรียนต่อเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยพะเยาว์ ด้วยความหวังอยากเห็นความเท่าเทียมในทุกเพศ เรียนจบมาประเดิมงานแรกและสำเร็จคือการไปสู้ในการแต่งกายของทรานส์เจนเดอร์ ให้แต่งชุดตามอัตลักษต์ทางเพศของเขารับใบประกาศนียบัตร รวมถึงการติดรูปบนใบรับรองคุณวุฒิ ต่อมาก็ได้ไปต่อสู้ให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ ตามมา ฉันมีความสุขในงานและชีวิต มีโอกาสดีๆ ได้ร่วมงานกับองค์กรระหว่างประเทศมากมาย ทำงานมูลนิธิ รณรงค์สร้างความเข้าใจต่อเด็กและผู้ปกครอง ให้เข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ สิทธิของมนุษย์ทุกคนในการระบุอัตลักษณ์ทางเพศและการแสดงออกทางเพศของตนที่ต้องถูกต้องทั้งด้านพฤตินัยและนิตินัย ต่อสู้มาเพื่อความหลากหลายทางเพศมามาก มีเหลืออยู่เรื่องเดียวที่ยังไม่ทำ คือเรื่องตัวเอง การต่อสู้เรื่อง Intersex ในไทยค่อนข้างโดดเดี่ยวมาก ฉันเพิ่งเจอเพื่อน Intersex สี่คนที่อยู่ในประเทศไทย อยากช่วยกันผลักดันกฎหมายเรื่องนี้ด้วยกัน สุดท้ายนั่งร้องไห้เพราะเสียงน้อย”

“ในกฏหมายของไทยยังไม่มีการระบุว่า Intersex คือคนที่มีเพศกำกวม คุณจะต้องไปอยู่ในคำจำกัดความว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงเท่านั้น 
ซึ่งมันก็ไม่ใช่ว่าการที่คุณเป็น Intersex คุณมีอวัยวะเพศทั้งชายและหญิง คุณจะเลือกเป็นเพศอะไรก็ได้ตามใจอยาก มีรายละเอียดข้อบังคับมากมาย เช่น 
อย่างตัวฉัน ฉันมีจิตใจเป็นผู้หญิงเลือกผ่าตัดอวัยวะเพศเพื่อเป็นผู้หญิงแล้ว แต่กฎหมายก็ต้องพิจารณากรณีของฉันอยู่ดีว่าจะเปลี่ยนคำนำหน้าเป็นผู้หญิงได้ไหม
ซึ่งมีเงื่อนไขมากมาย เช่น ดูระดับฮอร์โมนว่ามีชายหรือหญิงมากกว่ากัน แต่สุดท้ายก็ไปดูกันที่โครโมโซมเพศอยู่ดี โครโมโซมทางเพศของฉันนั้นคือ XXY
และเรื่องน่าเศร้าจากระบบกฎหมายที่มีฐานคิดแบบชายเป็นใหญ่ในไทยบอกว่า แม้ดิฉันจะมี X สองตัว มี Y ตัวเดียว ก็ต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น นี่คือความย้อนแย้งของกฎหมายไทยในฐานคิดแบบชายเป็นใหญ่ที่แผ่กว้างไปครอบงำแม้แต่ในระดับโครโมโซม”

“ด้วยเหตุนี้ฉันจึงอยากเห็นกฎหมายนั้นได้ถูกออกแบบให้เท่าเทียมกันในทุกคนปราศจากซึ่งอคติเรื่องเพศ ฉันฝันจะไปเรียนต่อเกี่ยวกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และอีกสิบปีจะสอบเป็นผู้พิพากษา คาดหวังจะไปพังกรอบของชายเป็นใหญ่และอคติเรื่องเพศในระบอบตุลาการ ปัจจุบันนี้ฉันตัดสินใจลงทำงานพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อจะเดินหน้าด้วยความหวังในการผลักดันทำงานทั้งด้านนโยบายและด้านความคิดในประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศและที่สำคัญเรื่อง ‘Intersex’ เพราะจะรอใครมาทำให้คงไม่มี”

- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน