ปันปัน นาคประเสริฐ – SELF ตัวตนบนโลก Drag

- Advertisement -

“Drag” คือศิลปะอย่างหนึ่งที่แพร่หลายอย่างมากในปัจจุบันจากการที่ถูกนำมาพัฒนาในเชิงพาณิชย์บนสื่อกระแสหลักของ RuPaul’s Drag Race คำว่า “แดร็ก” จึงถูกนำมาพูดอย่างหนาหูมากขึ้นในปัจจุบันโดยเฉพาะในฐานะของศาสตร์ของการสร้างสรรค์ไร้เขตแดน ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายในมิติต่างๆ ซึ่งมันจะหลากหลายแค่ไหนนั้นก็ลองถามเขาดูแล้วกัน ปันปัน นาคประเสริฐ – พิธีกรร่วมของรายการ Drag Race Thailand ครูสอนเต้น Waacking และ Drag Queen ตัวแม่ของไทยกับประเด็นที่น่าสนใจในโลกของเขาและเธอ  “ตัวตนบนโลกแดร็ก”

- Advertisement -

เราได้ถามว่า คุณปันปันแต่ง Drag มาแล้วกี่คาแรคเตอร์?  ก่อนจะได้รับคำตอบเสียงดังว่า

“โอ้ยยยยยย มันเยอะมากนับไม่หมดหรอกถ้าเอามากี่ตัวมันเยอะมาก เยอะมากจริงๆ เพราะว่าทุกอาทิตย์เราเปลี่ยนตลอด”

“Adam & Eve as Gay”

ภาพถ่ายชุดนี้มีไอเดียเพื่อหยอกล้อตำนานแห่งชายจริงหญิงแท้สุดคลาสสิกอดัมกับอีฟ

มีจุดประสงค์หลักคือเพื่อการเฉลิมฉลองให้กับชุมชนแดร็กในประเทศไทยที่เริ่มเข้มแข็งและแพร่หลายมากขึ้น

ชุมชนของพื้นที่เพื่อแแสดงตัวตนของคนหลายๆคนบนโลกที่ไร้ขอบเขตของเพศและการสร้างสรรค์

หลังจากพักเบรกการถ่ายภาพ

เพื่อคุณปันๆจะได้แต่งหน้าทำผมเปลี่ยนลุค

บทสนทนาเรื่องแดร็กจึงเกิดขึ้น

ตัวตน (Self)” ศัพท์ที่ถูกถกเถียงกันมายาวนานมากๆในโลกปรัชญา (และน่าคงจะยาวนานอีกต่อไป) แต่มันยิ่งดูน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเรามาลองจินตนาการกันหน่อยว่า คนเรานั้นมีตัวตนได้แค่หนึ่งจริงๆเหรอหรือมันจะเกิดอะไรขึ้นหากเราสามารถเปลี่ยนตัวตนขอเราไปพร้อมๆกับคาแรคเตอร์อันหลากหลายในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็นะฟังดูเหนือจริงเหมือนกับนิยายปรัมปราเพ้อฝัน แต่มันก็ชวนน่าคิดดีเมื่อมาเห็นศิลปะของ “Drag” ที่หัวใจสำคัญคือการลบตัวตนบนใบหน้าแล้วพาตัวเองกระโดดสวมเข้าไปในร่างอื่นๆ กระโดดเข้าสู่ความสนุกสนานหลากหลายเล่นไปกับการสร้างตัวตนอย่างไร้ลิมิตชีวิตจึงเกินร้อย ซึ่งได้จำแลงแปลงกายเข้าไปสวมบทบาทนั้นแล้ว วิญญาณอีกร่างต้องลงประทับ จงไร้ซึ่งตัวตนบนโลกแดร็ก

IMPERSONATION DRAG

ภาวะไร้ตัวตนบนคำนิยามของแดร็กประเภทหนึ่งที่คุณต้องลืมตัวตนของคุณไปให้หมดซะ ซึ่งมันไม่ใช่แค่การเล่นละครแต่มันคือการเข้าไปมีส่วนร่วมในการ Enjoy กับตัวตนใหม่ที่เราเลือกเองได้ จะเป็นมนุษย์คนอื่น สัตว์ชนิดอื่น สิ่งของอื่นใดๆ ก็ตามแต่ใจนึกฝัน ฟังดูมีความเป็น Copy Show เพียงแต่การเป็นแดร็กไม่ได้มีแค่ฟังก์ชันในการเป็นแค่โชว์เท่านั้น แต่เราสามารถครีเอทหัวโขนครีเอทชุดแห่งตัวตนขึ้นมาเอาไว้เลือกใส่ตามใจเลยว่าอยากใช้ชีวิตเป็นตัวตนไหนในชีวิตประจำวัน

“ทุกคนต้องสู้กับตัวเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในการมี Possitive Outlook

มันดีเพราะว่าเรารู้สึกว่าเราจะได้ไม่ต้องสู้กับตัวเองขนาดนั้นอะ”

Q: เมื่อการแต่งและแสดงแดร็กเป็นเหมือนการเข้าไปสวมร่างอื่นอย่างแนบเนียนทั้งภายนอกและภายใน ชวนคิดเล่นๆว่าหากคนเราเปลี่ยนตัวตนของตัวเองในการใช้ชีวิต คิดว่าการที่เราเข้าไปเล่นเป็นตัวตนอื่นนี้มันมีข้อดีอย่างไรบ้าง?

A: “ปันว่าหาวิธีให้ตัวเองมีความสุขตลอดเวลามากกว่า ปันว่าทุกคนเนี่ยไม่ใช่แค่ปันหรอกจะเจอปัญหากับการที่ในวันหนึ่งอาจจะไม่มีความมั่นใจกับตัวเอง ปัญหาเรื่องครอบครัว ปัญหาเรื่องแฟน คือทุกคนต้องสู้กับตัวเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในการมี Possitive Outlook มันดีเพราะว่าเรารู้สึกว่าเราจะได้ไม่ต้องสู้กับตัวเองขนาดนั้นอะ เพราะว่าเชื่อว่าทุกคนต้องมีปัญหาการออกมาข้างนอก เช่น แบบขับรถแล้วเจอคนขับรถเหี้ยๆอะไรยังงี้และเราก็รู้สึกว่า อีดอกกูอารมณ์เสียอีกแล้วทั้งวันเพราะฉะนั้น เราคุยอะไรกับตัวเองทุกคนคุยกับตัวเองตลอดเวลาขึ้นอยู่ว่าจะอยู่จุดไหนของชีวิต และต้องสู้อะไรกับตัวเองบ้างเพื่อจะได้มีความสุขไปวันๆค่ะ”

Q: แล้วอะไรคือหัวใจหลักของการเป็นแดร็กหรือเสน่ห์ในแดร็กที่ดึงดูดคุณปันปัน?

A: “ก็เพราะเรามีความสุขกับมัน แล้วเรารู้สึกว่าทำแดร็กมันเป็นศิลปะที่แบบเราได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลาแล้วมันก็ทำให้คนอื่นมีความสุข บ้างญาติโดนรถชนตายผัวทิ้ง แล้วเขามาดูโชว์ที่แบบทำให้เขาลืมโลกนั้นไปคือเอาความเศร้าโศกทิ้งไว้ที่ประตูเข้ามาแล้ว Enjoy เห็นกะเทยลิปซิงค์กันอยู่แล้วแบบเต้นไปเต้นมาเขาก็มีความสุขแล้ว เพราะฉะนั้นการที่แบบเราทำในสิ่งที่เรา Happy แล้วคนอื่นเขาเข้ามาแล้วเราเยียวยาเขาได้อะ มันเยียวยาตัวเราเองได้ด้วย”

“That’s, That’s right. Life is so short ชีวิตมันสั้นมากเลยเพราะฉะนั้นเขาเข้ามาแล้วเขา Enjoy ได้อะมันไม่ได้ทำให้โลกดีขึ้นหรอกมันไม่ได้ทำให้โลกสวยขึ้นหรอ เพราะเราสวยมากอยู่แล้วเราทำให้โลกสวยขึ้นอีก ถ้าเกิดทำให้คนอื่นมีความสุขด้วย”

Q: “Drag” ดูเป็นศัพท์ที่ใหม่ในสังคมของไทย คุณปันปันบอกถึงเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศของตนไปพร้อมๆกับการเป็นแดร็กต่อคนอื่นยังไง ?

A: “ก็ต้องแบบบอกพ่อแม่ก่อนว่าเป็นเกย์ถูกต้องมะ แล้วรอบที่ 2 เวลาเราแต่งหญิงก็ต้องบอกอีกรอบว่าเราแต่งหญิงเราก็บอกว่าเราไม่ใช่กะเทย คือปันโชคดีที่เรียนศิลปะมาค่ะ เรียน Fine Art, UCLA พ่อแม่เขาก็เลยคิดว่า อ่ะ มันคงเป็นศิลปะอย่างนึงแหละ ตอนแรกก็คงไม่เข้าใจหรอก เพราะว่าเราเรียนโรงเรียนอินเตอร์มาใช่มะ พ่อแม่เขาก็จะคิดว่าไปเป็นหมอเป็นอะไรอย่างเงี้ยเพราะฉะนั้นในอาชีพของปันในการแต่งหญิงเนี่ย คนส่วนมากก็จะไม่เข้าใจแต่ว่าเราทำให้ตัวเองมีความสุข ปันก็ไม่ได้ขอเงินพ่อแม่เพราะฉะนั้นรู้สึกว่าฉันประสบความความเสร็จด้วยวิธีของฉัน If you are happy and you make people around you happy, that is successful in your own right.

Q: ในการพาตัวตนไปสวมคาแรคเตอร์ในอีกหลายๆตัวตนนั้น คุณปันปันสนุกกับตัวไหนมากเป็นพิเศษ ชอบเป็นใครมากสุด?

A: “ชอบ Mariah Carey เพราะเรารู้สึกว่าเราแต่งแล้วเหมือน แล้วก็เวลาแต่งพวกเนี้ย คนคิดว่าแบบเธอแต่งไม่เหมือนหรือแบบมันต้องอีกนิดอะไรอย่างเงี้ย เราเรียนจากคอมเม้นทุกๆคอมเม้นมาทำให้เรารู้สึกให้เหมือนที่สุดแต่มันขึ้นอยู่กับการทำการบ้านด้วย ปันจะดูวีดีโอของมาลายด้วยหรืออยู่ในชีวิตแบบเป็นอาทิตย์เป็นเดือน มันคือการทำการบ้านอย่างหนึ่งแหละการหลงไหลอะไรบางอย่างถ้าเราจะเป็นเขาแล้วเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเขามากพอเนี่ยเราสามารถเป็นเขาได้

“Lady Gaga ปันก็ชอบ แต่จริงๆตัวที่ชอบที่สุดตัว แพนจีน่า Pangina Heals ธรรมดาค่ะ แพนจีน่าก็ส่วนมากจะเป็นเบอร์ปากหมา เอิ่ม เร็ว เวลาใครด่ามาด่ากลับได้เร็วมั่นใจแล้วก็ไม่ take a bull shit”

Q: บางทีก็เห็นมีแต่งเป็นสัตว์แบบนี้ด้วยใช่ไหม?

A: “ทำไมด่าแรงอย่างเนี่ย อะไรเนี่ยใจร้ายจังเลย อยู่ดีๆก็ด่า… (หัวเราะ) มันไม่ลิมิตไงมันจะแต่งเป็นเอิ่มคาเรคเตอร์จาก X-Men ก็ได้เป้นอะไรก้ได้ใช่สัตว์ก็ไม่ผิดถุกต้องสนุกดีออกมันเหมือนโขนเหมือนกับบางครั้งเราแขวนชุดไว้เยอะๆ เราแบ่งชุดบางชุดใส่ฉันสิ หรือแบบบางวันกาก้ามาวันนี้ก็ต้องมาก็ต้องแต่งเป็นกาก้าเลยเพราะฉะนั้นมันแล้วแต่วันว่าแบบเพลงไหนฉันไม่ได้เล่นบ่อยแล้วหรืออารมณ์ไหนมันมาค่ะ

Q: ว่าด้วยการปรับสู่ความเหมือนทั้งรูปร่างและตัวตนของคนหรือสิ่งอื่น แล้วมันต้องเหมือนแค่ไหน?

A: “ที่ You ถาม คือ คาเรคเตอร์แดร๊ก Imersonal Drag คือการแต่งคาเรคเตอร์บางคนยูจะต้องเหมือนหัวจรดเท้าพูดก็ต้องเหมือนคำพูดที่ใช้ก็ต้องเหมือน เวลาโกรธก็ต้องเหมือนเวลาขันก็ต้องเหมือนคือทุกอย่างต้องเหมือนคาแรคเตอร์นั้นหมดเลยค่ะ”

Q: แสดงว่ามันมีการแบ่งประเภทของแดร็ก ปัจจุบันนี้การแต่งแดร็กที่นิยมกันมีประเภทไหนบ้าง?

A: “แดร็กมีหลายประเภทมากค่ะ แดร็กก็คือจะมี Dancing Drag คือเต้นเก่งๆ

สาย Comedian Drag คือตลกหรือพูดที่พูดได้เก่ง Makeup Drag สายพวกอินตราแกรมที่ดังๆที่แบบแต่งหน้าเก่งๆ และก็คือมัน Limitless หรือแบบเป็นพวก Dracula ไม่ใช่พวกดูดเลือดนะเป็นแนวแดร๊กที่แบบแปลกเวลาลิปซิงค์อยู่เอาเข็มขึ้นมาเย็บปากให้ปิดหมดบนเวทีอย่างงั้นก็มีคือแปลกมากเพราะฉะนั้นศิลปะมันไม่มีหนึ่งถึงสองมันมีหนึ่งถึงล้านค่ะ”

Q: ดูเหมือนว่าขอบเขตของการเป็น Drag นั้น Limitless แล้วส่วนของเรื่องเพศนั้นมัน Limitless แค่ไหนกันเพราะเคยได้ยินข่าวว่า Rupual เหยียดกลุ่ม Transgender หรือเอาเข้าจริงๆแล้ว ความเป็นแดร็กนั้นเป็นการ Standardization เพียงแค่เฉพาะกลุ่มเท่านั้น?

A: “มันเป็น Controversy ค่ะ ที่ Rupaual บอกว่าคนที่เป็นทรานส์ไม่ควรแข่ง อเมริกามันมี Controversy เพราะว่าคนที่เป็นทรานส์ไม่ได้แข่ง แต่ว่าพักหลังล่าสุดเนี่ยคนที่เป็นทรานส์ได้เข้า แข่งมาแล้ว ปันเชื่อเพราะว่ามันเป็นกระแสในแง่ลบด้วยค่ะเขาถึงยอมให้เข้ามาแข่งได้”

Q: ดูแล้วเหมือนว่า Drag Race Thailand ดู Limitless ในเรื่องเพศมากกว่านะเพราะล่าสุดคนที่ได้ตำแหน่งคือเป็นทรานส์

A: “เป็นทรานส์มาตั้งแต่ซีซีน 1 แล้วค่ะ เราไม่เคยมีปัญหาจุดนี้ค่ะว่าใครเป็นทรานส์ไม่ควรแข่ง ปันว่าศิลปะ เราไม่ควรพูดว่า ใครทำได้ใครทำไม่ได้ ไม่เป็นผู้หญิงแท้ก็เป็นแดร็กควีนได้ ผู้หญิงที่อยากจะเล่นแดร็กควีนก็เล่นเป็นไบโอควีนก็ได้ ผู้ชายแท้แต่งเป็นแดร๊กควีนก็ได้ค่ะ ศิลปะไม่มีลิมิตใครจะทำก็ได้ ผู้ชายที่มีลูกบางคนเขาก็แต่งได้เพราะมันจริงๆมาจาก Originated Drag ศิลปะเนี่ยมาจากละครเวทีมันก็มีผู้ชายแท้หลงเหลืออยู่บ้างอาจจะน้อยอยู่ในวงการละครเวทีแต่มันก็ยังมีอยู่ก็คือมันก็ไม่ได้แตกต่างจากศิลปะอย่างหนึ่งน่ะค่ะ”

Q: ฟังดูก็น่าสนใจดี ซึ่งท้าทายดีเหมือนกันในกรณีผู้ชายแต่งแดร็กกับการรับรู้ของคนส่วนใหญ่ต่อภาพจำของแดร็กในสังคมไทยคือต้องพวกเกย์หรือกะเทยที่ชอบแต่งแดร็ก คุณปันปันมองเห็นอะไรบ้างกับวัฒนธรรมแดร็กในประเทศไทย?

A: “ปันว่าความเปลี่ยนแปลงอ่ะ ที่น่าสนใจไม่ใช่แค่คนแต่ง แต่เป็นคนที่ยอมรับสังคมที่ยอมรับแต่งแดร็กมากกว่า คนเริ่มคิดว่ามันไม่เป็นอะไรวิปริตแล้วแต่คนคิดว่ามันเป็นศิลปะ คนเห็นคนเป็นแดร็กเป็น ศิลปินคนหนึ่ง พี่หนูชอบพี่มากเลย พี่แต่งหญิงเก๋ หนูชอบพี่มากเลยแบบแสดงดี โดยไม่มองว่าเราแบบ พี่ๆแบบแต๊บหีเริศว่ะอะไรยังงี้ มันมีสาเหตุเขาเห็น ว่าเราทำอะไร ในฐานะที่เป็นศิลปินมากกว่าที่คิดว่าแบบ ออกมาเต้นเพลง Beyonce แล้วก็แบบสั่นหัวไปสั่นหัวมา เขาเห็นว่าเราต้องทำอะไรมาบ้างกว่าจะถึงจุดนั้นได้”

“Main audience understand it more a popular culture phenomenon ค่ะ”

Q: หลังจากพูดเรื่องแดร็กในเชิงวัฒนธรรมไปพอสมควรแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าวัฒนธรรมแดร็กเกิดขึ้นและเป็นที่นิยมอีกครั้งจากการ Commercialization เราจึงต้องมาพูดถึงแดร็กในมุมเศรษฐศาสตร์ด้วยว่า มันสร้างเงินได้มากแค่ไหน?

A: “ โอ้โห (เสียงดัง) บียองก้า (Bianca Del Rio)  อื้อหื้อได้คืนละ 3 แสน อย่างน้อยอ่ะ แสดงแค่เธียเตอร์หนึ่งหรือนางได้หนังหนังเป็นล้าน ล้านๆๆๆ คือมันแล้วแต่ยู succesful ขนาดไหนแต่ปันเชื่อว่าทำได้แน่นอน ก็อเมริกา อย่างปันกำลังจะไปเนี่ยไปโชว์ไม่ต้องทำอะไรเลยนะ แต่งหน้าปุ๊บทำผมเดินออกมา กองดอกเห็ดอ่ะเงิน พรึ่บๆๆๆ ขึ้นมาหมดแล้ว ไม่ต้องเต้นเลยเดินเก็บแต่เงินที่นั่นเขาเห็นว่ามันเป็นศิลปะเขารู้สึกว่าเป็น Culture เปิดคลิปให้ดูได้เลย เปิดมาปุ๊บเงินนี่แบบเรียงผุบๆๆๆ เมืองไทยนะ กำลังค่อยๆเริ่มค่อยๆมาเนอะอื้ม คือถ้าพูดถึง Tipping Culture เมืองไทยยังไม่แน่นเท่ากับที่อเมริกาสำหรับแดร็ก ด่ากันไม่ได้นะคะอันนี้เรื่องจริง”

Q: แสดงว่าสุดท้ายมันก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆ ขึ้นอยู่กับว่าสำเร็จในงานสายนั้นๆแค่ไหน แล้วอะไรบ้างที่จะทำให้เกิดการเป็นแดร็กที่มีคุณภาพเพื่อสร้างรายได้ในฐานะอาชีพหลัก?

A: “การแต่งหน้า การทำผม การแสดง การเต้น สไตล์ลิ่ง ”

Q: แล้วคิดว่า Quality ของสิ่งเหล่านี้ในแดร๊กไทยสู้เรานี่สากลได้ไหม?

A: “อู้ยย (เสียงสูง) สู้ได้ตั้งนานแล้วค่ะ จริงๆ ของเราเจ๋งของเรามีความคิด ถ้าสังคมยอมรับเราในวิถีที่คนอย่าง For Example คนอเมริกาในการยอมรับ และมองแดร็กไทยให้เป็นศิลปะมากกว่าที่จะเป็นตอนนี้ ปันเชื่อว่ามันจะมีทางให้เขามากไม่ใช่แค่เป็นนักแสดงกลางคืนอย่างเดียวแต่เป็นนักแสดงกลางวันไปเป็นทอคโชว์ ไปเป็น MC อะไรอย่างเงี่ยเปิดทางให้มากกว่านี้ค่ะ”

Q: เสน่ห์ของแดร็กไทยคืออะไร?

A: “ปันว่าสิ่งหนึ่งที่เรายังควรที่จะภูมิใจก็คือแดร็กเราแตกต่างมากกว่าไม่ใช่แตกต่างมากกว่าหรอกแตกต่างจากคนอื่นเพราะว่าคนไทยเนี่ยเรามี Culture ที่แน่นแฟ้นมาก เพราะฉะนั้นพอเราเอาทุกอย่างมารวมกันแล้วเนี่ยบนตัวเราเราแตกต่างจากคนอื่นเขามากไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้าซึ่งลิ้งค์ไปถึงนางรำเลยก็ได้แล้วมันมีหลายๆอย่างมากที่พอเราเอาทุกอย่างเข้ามารวมกันแล้วเนี่ยดูรู้เลยว่าเป็นแดร็กควีนไทย”

Q: ว่าด้วยแดร็กไทยไปแดร็กโลกอยากให้คุณปันๆเล่าถึงการไปแสดงโชว์ในระดับสากลที่อเมริกาหน่อย?

A: “ปีนี้เป็นปีที่สองที่ปันไป Rupaual’s drag race, Drag Con มันเหมือนการเดินเมืองคานส์ของคนไทยแบบชมพู่ไปไปเมืองคานส์อะไรอย่างเงี่ยครับ เพราะว่ามันน้อยมากที่จะได้คนไทยไปปันก็ได้เป็นตัวแทนในครั้งนี้เป็นปีที่สองเพราะว่าปีที่แล้วไปกับพี่อาร์ท (อาร์ท อารายา อินทรา ) ปีนี้ไปคนเดียวและได้แสดงคนเดียวครับคือทัวร์ของพรีเซนเตอร์ใหญ่ๆพร้อมกับควีนที่เป็นผู้ชายแดร๊กเลสกันจะเห็นนะครับและก็ปีนี้เป็นปีที่สองผลตอบรับดีมากครับโดยปีที่แล้วไปสิบเมืองปีนี้ไปหกเมือง เตรียมตัวอย่างไงก็แต่งหน้าเป็น ทำผมเป็น เต้นเป็นแสดงเป็น แล้วก็มีประสบการณ์ไปเรื่อยๆจนกว่ามาถึงจุดนี้ครับผมและก็เชื่อในตัวเองแล้วก็ Be Humble”

Q: มีการเกิดขึ้นของเครือข่ายแดร็กไทยอย่างไรและต่างชาติรู้จักแดร็กไทยมากแค่ไหนแล้ว?

A: “ก็เริ่มมีแล้วนะคะมันค่อนข้างดีขึ้นหลังจากรายการก็มีแฟนเพจรายการมีกรุ๊ปมีอะไรที่แบบเอาไว้คุยกัน ต่างชาติก็เริ่มรู้จักแดร็กไทยมากขึ้นค่ะเป็นเพราะรายการ Drag Race Thailand ด้วย แล้วปันก็จะไปอเมริกาทัวร์ครั้งที่2นี้ด้วย เวลาเราไปเนี่ยเราได้ไปแสดงกับคนที่ Top of the World แล้วเราได้ไปยืนอยู่บนนั้นอ่ะ เวลาปันไปแสดงเวทีอย่างงี้ปันก็กราบเวทีคือรู้สึกเราไปแข่งโอลิมปิกสำหรับแดร๊กอย่างหนึ่งเราไปทำให้คนไทยภูมิใจ เหมือนเราได้เป็นแสดงความเป็นแดร็กไทยบนเวทีโลก”

“ปันเชื่อว่าแดร็กควีนเนี่ยเขาแคร์เรื่องสังคมแต่เขาแบบ I dont give a shit what society thinks of me, so what I’m going to do, I’m going to move and think in a forward matter that can  create change and progress for the future คือพอมันไม่แคร์แล้วอ่ะ มันรู้สึกว่าจะพูดเรื่องอะไรก็ได้มันจะทำอะไรก็ได้ มันรู้สึกว่าไปได้มากกว่า”

Q: คำถามสุดท้าย สำหรับในความคิดเห็นของคุณปันๆ ในประวัติศาสตร์ของแดร็กนั้นมีบทบาทสำคัญหรือมีส่วนช่วยสนับสนุนเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศหรือสิทธิมนุษยชนไหม อย่างไร?

A: “มากค่ะ ขอบคุณสำหรับคำถามค่ะ เพราะว่าถ้าเกิดดู Stone War Revolution นะคะ ทุกๆคนที่เป็น Minority ไม่ว่าจะเป็นหมู่ย่อยเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นคนดำหรือว่าคนที่เป็นเกย์หรือคนที่ชีวิตยากกว่าคนอื่นอ่ะ เพราะสังคมมีปัญหาด้วยเนี่ยเขาจะมี Revolution สำหรับคนที่เป็นเกย์ Revolution คือ Stone War Revolution คนแรกที่เป็นคนที่เอาอิฐใส่เข้าไปในกระเป๋าสะพายและฟาดหน้าตำรวจเพราะตำรวจตอนนั้นกำลังกดขี่คนที่เป็นเกย์มากๆๆๆๆ จนเขาไม่ไหวแล้วคือแดร็กควีนค่ะ คนๆแรกที่เริ่ม Stone War Riot คือแดร็กควีน แดร็กควีนเห็นอะไรที่เกี่ยวกับสังคมที่ไม่ถูกต้อง เอามันออกมาโชว์ เอามันออกมาพูด เอามันออกมาทำ เพราะแดร็กควีนไม่ Give a Shit แล้วมันมี Balls แล้วเอาเรื่องพวกนี้มาล้อสังคมได้ มาพูดต่อสังคมได้ เพราะฉะนั้นปันเชื่อว่าแดร๊กควีนเนี่ยเขาแคร์เรื่องสังคมแต่เขาแบบ I dont give a shit what socity thinks of me, so what I’m going to do, I’m going to move and think in a forward matter  that can  create change and progress for the future คือพอมันไม่แคร์แล้วอ่ะ มันรู้สึกว่าจะพูดเรื่องอะไรก็ได้มันจะทำอะไรก็ได้มันรู้สึกว่าไปได้มากกว่า

ปัจจุบันนี้ DRAG เป็นที่ยอมรับว่ามีเสน่ห์เฉพาะตัวจนกลายมาเป็นอัตลักษณ์ร่วมกันของผู้คนมากมายทั่วโลก

จากวันนั้นที่ “DRAG” กำเนิดจากอคติชายเป็นใหญ่บนโลกละครเวที

จนวันนี้ที่ “DRAG” เข้ามาเป็นหนึ่งในพื้นที่ชุมชนของ LGBT

เป็นพื้นที่ให้ทุกคนที่หลากหลายมาจอยกันได้บนโลกของแดร็ก

เป็นพื้นที่ในการแสดงออกทางเพศ (GENDER EXPRESSION)

ที่ไม่จำเป็นต้องตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศ (GENDER IDENTITY)

เป็นผู้ชายอยากแต่งหญิง เป็นผู้หญิงอยากแต่งชาย

เป็นทรานส์อยากแต่ง STRAIGHT

เป็นคนอยากเป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ เป็นสิ่งของ

เป็นอากาศธาตุต่างๆนานานก็แล้วแต่ใจอยากจะสร้างสรรค์

LET’S CELEBRATE TO THAI DRAG COMMUNITY

- Advertisement -