ถ้าจะชิปแล้วผิดไหม ?

- Advertisement -

เมื่อคนเราชื่นชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรามักจะเรียกตัวเองว่าเป็น ‘แฟน’ (Fans) ของสิ่งนั้น ๆ และหากมีกลุ่มคนที่ชอบสิ่งนั้นเหมือนเราก็อาจเรียกได้ว่า แฟนคลับ (Fanclub) หรือ แฟนด้อม (Fandom) ซึ่งในตัวกลุ่มแฟนคลับเองก็มีหลาย ๆ กิจกรรม หลาย ๆ วัฒนธรรมแทรกไว้อยู่ หนึ่งในนั้นคือการชื่นชอบในความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร หรือที่เรียกกันว่า ‘การชิป’

SPECTROSCOPE: ถ้าจะชิปแล้วผิดไหม ?

อะไรคือชิป — คำว่า ‘ชิป’ (Ship) ย่อมากจากคำว่า ‘Relationship’ ซึ่งหมายความว่า “ความสัมพันธ์” ชิปถูกใช้เรียกความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกครั้งแรกในปี 1995 โดยกลุ่มแฟนคลับของรายการ ‘The X-Files’ ซึ่งแฟน ๆ กลุ่มนี้มีความชื่นชอบในความสัมพันธ์ของ ‘Fox Mulder’ และ ‘Dana Scully’ พวกเขามองว่าตัวละครสองตัวนี้ควรมีความสัมพันธ์แบบคนรัก ซึ่งแฟน ๆ ในกลุ่มนี้ได้นิยามตัวเองว่าเป็น ‘Relationshipper’ ในครั้งแรก ก่อนค่อย ๆ กร่อนคำให้สั้นลงจนเหลือแค่ ‘Shipper’ และเรียกการกระทำของตัวเองกับคู่ที่ตนชื่นชอบว่า ‘Ship’

- Advertisement -

สำหรับประเทศไทยคำว่าชิปอาจจะไม่แพร่หลายมากนักในสื่อหลัก เพราะส่วนมากแล้วเราจะเห็นเป็นคำว่า ‘คู่จิ้น’ (Imagined Couple) ที่หมายถึงคู่ในจินตนาการของแฟนคลับเสียมากกว่า แต่คู่จิ้นและคู่ชิปไม่ได้มีความแตกต่างกัน เพราะล้วนเป็นการที่แฟนคลับส่งเสริมให้มีความสัมพันธ์นอกเหนือจากเนื้อเรื่องหลัก หรือจากความเป็นจริง โดยการชิปนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งการชิปคนในโลกความเป็นจริง เช่น นักร้อง นักแสดง คนมีชื่อเสียง และเกิดขึ้นได้จากตัวละครสมมติ (Fictional Character) จากนิยาย การ์ตูน หรือละครโทรทัศน์ ซึ่งน้ำหนักของปัญหาและประเด็นที่ถกเถียงจะต่างกันออกไป

หากถามถึงเหตุผลของการชิปกับแฟนคลับ หรือที่เรียกกันว่า ‘ชิปเปอร์’ (Shipper) เราจะไม่สามารถหาเหตุผลที่ชัดเจนได้ เพราะต่างคนต่างมีเหตุผลเป็นของตัวเอง แต่ส่วนมากมักจะนิยามว่าเป็นการมองว่าคู่ชิปของตนมีความสัมพันธ์อะไรบางอย่างที่พิเศษ มี ‘เคมี’ ที่ตรงกันเข้ากันได้ ซึ่งในกลุ่มชิปเปอร์นั้นก็จะมีการผลิตคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคู่ชิปของตน ไม่ว่าจะเป็น แฟนฟิคชั่น แฟนอาร์ต และงานผลิตประเภทอื่น ๆ เพื่อเป็นสื่อบันเทิงแลกเปลี่ยนกันเฉพาะกลุ่มภายใต้ขอบเขตที่ทางต้นฉบับอนุญาตให้ทำ อาทิ ไม่นำมาใช้เชิงพาณิชย์ โดยจะเรียกว่าเป็นการ ‘ต่อเรือ’ ซึ่งเป็นการเล่นกับคำว่า ‘Ship’ ในภาษาอังกฤษที่สามารถแปลว่าเรือได้เช่นกัน และส่วนมากจะเผยแพร่กันอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์

อย่างไรก็ตาม เมื่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นแพลตฟอร์มที่เข้าถึงได้ง่ายด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน และไม่ได้มีการกำหนดความเหมาะสมของผู้ใช้งาน ทำให้สื่อเฉพาะกลุ่มอย่างแฟนฟิคชั่นหรือแฟนอาร์ตเองก็มีคนที่อยู่นอกแวดวงเข้าถึงได้เช่นกัน และประกอบกับความตระหนักรู้ของคนในสังคมที่มองเห็นปัญหาจากแวดวงการชิป จึงทำให้มีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับการชิปเกิดขึ้น ไม่ว่าจะผ่านการพูดคุยในเว็บบอร์ด การจัดคลับเฮาส์ (Clubhouse) และสเปซ (Spaces) ในการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นนี้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ

ในวันนี้เราจึงหยิบยกประเด็นที่มักจะพบเห็นได้ในหลายการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องชิปของแฟน ๆ มาให้อ่าน ว่าประเด็นไหนมักถูกพูดถึงบ่อย และปัญหาจากประเด็นนั้นคืออะไร

ชิปดี vs ชิปเหี้* : ประเด็นแรกที่เรามักเห็นคนพูดถึงบ่อย ๆ มันจะเป็นการพูดถึงคู่ชิปที่มีบริบทที่มีปัญหา (Problematic Ship) อย่างการมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่ากัน เช่น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรืออยู่ในความสัมพันธ์แบบร่วมสายเลือด (Incest) รวมไปถึงการผลิตคอนเทนต์เกี่ยวกับคู่ชิปนั้น ๆ ในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น การเขียนแฟนฟิคชั่นโดยมีเนื้อหาที่ A ข่มขืน B หรือ การกำหนดให้ A และ B เป็นศิษย์อาจารย์กัน โดยคำที่กำลังแพร่หลายในอินเทอร์เน็ตเพื่อนิยามรูปแบบการชิปแบบนี้คือ “ชิปเหี้*”

มีความเห็นจากชิปเปอร์ส่วนหนึ่งว่า การชิปตั้งแต่แรกเริ่มไม่ได้มีความเคร่งเครียดในกฎเกณฑ์ ไม่ได้มีบรรทัดฐานใดมากำหนดว่าทำได้หรือไม่ได้ เพราะเป็นเพียงการชื่นชอบเคมีระหว่างบุคคลเพียงเท่านั้น สำหรับบางคนแล้วการชิปเป็นเพียงจินตนาการที่กำลังทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ทำร้ายใคร ไม่ได้จริงจังกับมันมาก เพราะมันเป็นแค่แฟนตาซี (Fantasy) ที่สร้างความบันเทิงเฉพาะกลุ่มเท่านั้น และมองว่าการชิปคู่ที่มีบริบทที่มีปัญหา ไม่ได้หมายความว่าเป็นการส่งเสริมให้เกิดปัญหานี้ในโลกความเป็นจริง

ในการกลับกัน ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้จากฝั่งที่ไม่สนับสนุนมักจะเป็นการระบุว่า การชื่นชอบคู่ที่มีบริบทที่มีปัญหาสามารถส่งผลกระทบต่อสังคมได้ เพราะเป็นการสนับสนุนให้ปัญหานี้เป็นเรื่องปกติ (Normalize) ในสังคม ทั้ง ๆ ที่มีเหยื่อจากปัญหาเหล่านี้อยู่จริง เช่น เหยื่อจากพฤติกรรมการเข้าหาเด็กเพื่อละเมิดทางเพศ (Child Grooming) รวมทั้งยังเป็นการทำให้ความสัมพันธ์เชิงลบต่าง ๆ (Toxic Relationship) ถูกทำให้ให้มีความสวยงามเกินกว่าความเป็นจริง (Romanticize) โดยอาจเรียกได้ว่าการชื่นชอบคู่ที่มีบริบทที่มีปัญหาและแสดงออกมาโดยมองข้ามถึงตัวปัญหาเป็นการลดทอนความรุนแรงลงให้เหลือเพียงแค่ประเด็นของความรักใคร่ในคู่นั้น ๆ เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงจินตนาการของคนกลุ่มหนึ่งแต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าทุกคนจะแยกแยะได้ หรือจินตนาการนี้จะไม่ส่งผลต่อสังคมจริง ๆ

Romanticization? Normalization? : ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ต่อเนื่องมาจากการชอบคู่ชิปที่มีบริบทที่มีปัญหา เพราะการผลิตคอนเทนต์ของชิปเปอร์ในกลุ่มนี้อาจจะส่งต่อความเชื่อหรือความคิดที่ผิดแก่คนในสังคมได้ เนื่องจากมีการทำให้ความบิดเบี้ยวนั้นเป็นเรื่องที่สวยงามหรือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งปัญหาการผลิตคอนเทนท์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงการชิปเท่านั้น แต่ยังสามารถพบได้ตามนวนิยายและบทละครทั่วไป รวมไปถึงในสื่อต่าง ๆ ที่เรามักจะเคยเห็นการพาดหัวข่าวเกี่ยวกับคู่รักคู่จิ้นต่างวัย ซึ่งมีฝ่ายหนึ่งเป็นเด็กแต่อีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่

หากจะให้กำหนดไปเลยว่าผลิตไม่ได้ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะจะเป็นการจำกัดเสรีภาพและความชอบในการเสพสื่อ แต่ในโลกความเป็นจริงก็มีคนที่มีความทรงจำที่เลวร้ายเกี่ยวกับคอนเทนต์ที่ถูกผลิตขึ้นมา เพราะฉะนั้นข้อสรุปที่เป็นกลางที่สุดเกี่ยวกับความคิดเห็นนี้ในหลาย ๆ การถกเถียงมักจะเป็นการที่ผู้ผลิตต้องมีความรับผิดชอบในคอนเทนท์ที่ตัวเองเขียนออกมา วาดออกมา โดยการไม่พยายามสร้างชอบธรรมให้บทบาทความสัมพันธ์ที่มีปัญหากลายเป็นสิ่งถูกต้องหรืออาจจะเป็นการระบุคำเตือนเกี่ยวกับเนื้อหาที่ตัวเองต้องการสื่อ

ผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ: เมื่อการชิปไม่ได้จำกัดว่าต้องออกมาในรูปแบบไหนเพราะเป็นจินตนาการส่วนบุคคลที่ชอบในความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน จึงมีคู่ชิปที่แฟนคลับจับคู่ออกมาให้เป็นชายรักชาย หรือ หญิงรักหญิง ด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าคนที่ถูกจับคู่จะไม่ได้ระบุว่าตัวเองมีรสนิยมทางเพศแบบไหน หรือแม้ว่าคนที่ถูกจับคู่หนึ่งในนั้นหรือทั้งคู่จะมีแฟนแล้ว แต่มันไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้คนที่ชื่นชอบในความสัมพันธ์เลิกชิปคู่นั้น ๆ

ข้อถกเถียงในประเด็นนี้มักจะถูกต่อยอดไปในประเด็นของการสร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม LGBT+ เนื่องจากในจินตนาการของแฟนคลับมันจะมีการนำบรรทัดฐานรักต่างเพศ (Heteronormativity) และ การแบ่งเพศเป็นสองขั้วตรงข้ามกัน (Gender binary) มาใช้ โดยมักจะระบุว่าใครจะเป็นฝ่ายชายและฝ่ายหญิงในความสัมพันธ์นี้ โดยแบ่งจากความเป็นชาย (Masculinity) และความเป็นหญิง (Femininity) ซึ่งเป็นการส่งต่อชุดความคิดที่ผิดเกี่ยวกับสังคม LGBT+

การแบ่งนี้จะมีคำศัพท์เฉพาะกลุ่มว่าเป็นการระบุ ‘โพ’ (Position) หากมีความเป็นชายมากกว่า ก็ต้องเป็น ‘รุก’ เป็น ‘ผัว’ ถ้ามีความเป็นหญิงกว่าก็ต้องเป็น ‘รับ’ เป็น ‘เมีย’ การระบุแบบนี้เป็นการส่งต่อชุดความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับ LGBT+ อย่างที่เรามักจะเจอการที่มีคนถามคู่รัก LGBT+ ว่าใครเป็นผัวใครเป็นเมีย ทั้งที่ความเป็นจริงกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่ในกรอบของการมีเพศแค่สองเพศเสมอไป และเรื่องบนเตียงก็เป็นรสนิยมส่วนบุคคล เป็นเรื่องส่วนตัว การนิยามคู่ตัวเองไม่ได้ต้องเป็นแบบสามี – ภรรยาเท่านั้น เพราะในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าคู่รักเพศเดียวกันเรียกแทนคู่ตัวเองว่า สามี – สามี (Husband – Husband) หรือ ภรรยา – ภรรยา (Wife – Wife) ด้วยเช่นกัน

กระทบต่อบุคคลในชิปและเจ้าของต้นฉบับ: มีหลายครั้งที่การชิปสร้างการบีบบังคับและความอึดอัดใจให้กับคนสองคนที่ถูกนำมาจับคู่กัน เพราะตัวแฟนคลับบางกลุ่มที่พยายามยัดเยียดจินตนาการของตนให้กับคนที่ถูกชิป และคาดหวังให้เขา “สร้างโมเมนต์” เพื่อตอบสนองความต้องการ ซึ่งมีหลายคู่ที่ยินดีทำตามคำร้องขอ เพราะด้วยเหตุผลอย่างต้องการให้เป็นแฟนเซอร์วิสแก่คนที่ชื่นชอบตน หรือ อาจจะเป็นแผนการตลาดของต้นสังกัดในการโปรโมทศิลปิน แต่ก็มีอีกหลายคนที่อึดอัดและไม่พอใจเมื่อตนถูกชิป

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งในเกาหลีใต้ได้ทำการล่ารายชื่อเพื่อยื่นข้อร้องเรียนกับทางทำเนียบประธานาธิบดี ให้มีการจัดการและลงโทษกลุ่มบุคคลที่แต่งนิยายประเภท ‘RPS’ (Real Person Slash) ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวละครที่เป็นบุคคลจริง โดยผู้ริเริ่มการล่ารายชื่อได้ระบุว่าการผลิตคอนเทนท์เกี่ยวกับชิป โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร และคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศ เพราะเป็น ‘การคุกคามทางเพศ’ อย่างหนึ่ง เนื่องจากเป็นการนำบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง ๆ มาเป็น ‘วัตถุทางเพศ’ เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

ซึ่งในขณะที่มีคนบางกลุ่มมองในมุมที่ว่ามันเป็นเป็นเพียงแค่วัฒนธรรมเพื่อสร้างความบันเทิงในกลุ่มแฟนคลับ ก็ได้มีศิลปินชายชาวเกาหลีใต้อย่าง ‘Simba Zawadi’ ออกมาเผยแพร่ข้อเรียกร้องนี้และแสดงความคิดเห็นว่า “จากการที่อาชญากรรมทางเพศ ‘N Room’ ได้เกิดขึ้นนั้น สังคมเกาหลีควรตื่นตัวและตระหนักเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงทางเพศได้แล้ว”

การบีบบังคับไม่ได้เกิดขึ้นกับการชิปคนที่เป็นคนจริง ๆ เท่านั้น แต่รวมไปถึงตัวละครสมมติ ซึ่งคนที่โดนบีบบังคับในที่นี้จะเป็นเจ้าของต้นฉบับ จากเดิมทีที่การชิปเป็นแค่จินตนาการของคนบางกลุ่ม แต่ก็มีบางส่วนที่จริงจังและเชื่อมั่นในความสัมพันธ์ของคู่ที่ตนชอบ จึงทำให้เจ้าของต้นฉบับถูกถามว่า “เรือของพวกเขาจะจบลงแบบไหน” และมีความคาดหวังให้ชิปของตนต้องกลายเป็นจริง จึงมักจะมีเจ้าของต้นฉบับพูดว่ามีแฟน ๆ พยายามที่จะควบคุมเนื้อเรื่อง และเมื่อคู่ชิปไม่ได้จบแบบที่อยากให้เป็น ก็มีบางคนเลิกสนับสนุน ทำให้ในหลาย ๆ ครั้งการชิปจึงถูกมองว่าเป็นการไม่เคารพต้นฉบับ

สรุปแล้วชิปได้มั้ย — จากข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นเราจะเห็นได้ว่าปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่จินตนาการ แต่อยู่ที่ ‘การแสดงออก’ ‘การผลิตซ้ำเนื้อหาที่ส่งต่อความเข้าใจที่ผิดต่อสังคม’ และ ‘พฤติกรรมของบุคคลบางกลุ่ม’ ผู้ผลิตและผู้เสพจึงควรต้องระวังในการสื่อสารออกไปเป็นสำคัญ ส่วนในบริบทของการชิป ‘บุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง’ นั้นต้องไม่ลืมว่า การที่เขาไม่พูดออกมาตรง ๆ หรือชัดเจนเกี่ยวกับวัฒนธรรมการชิปของแฟนคลับ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่เป็นอะไร เพราะฉะนั้นแล้วไม่ควรนำจินตนาการของตนไปยัดใส่ใคร ควรมีขอบเขต และมองในอีกมุมว่าหากเป็นเรา เราจะรู้สึกอย่างไร

#Ship #Shipper
#ProblematicShip
#Relationship #LGBT
#SPECTROSCOPE #WeScopeForYou

Content by Tanyaporn Kesornsit
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ : https://bit.ly/38MAJn4

อ้างอิง
The Matter: https://bit.ly/3zFnsaZ
The Mary Sue: https://bit.ly/3zETOmb
The Mary Sue: https://bit.ly/3iTSpRX
Vox: https://bit.ly/370SL3M
Reddit: https://bit.ly/2ULuOLy
Fandom: https://bit.ly/3zGfmip
SYFY: https://bit.ly/3i8okze
Creatrip: https://bit.ly/38pnxnS
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
ธันยพร เกษรสิทธิ์
ธันยพร เกษรสิทธิ์
Fulltime เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ที่ชอบเขียน Reserach Papers เกี่ยวกับ gender เป็นหลัก Japan เป็นรอง | Part time เป็นนัก (ชอบ) เขียน นักอ่าน และนักถ่ายภาพ