รักแห่งสยาม “ขอบคุณนะคะที่กล้าสอนหนู” เรื่องความรักและการมูฟออน

- Advertisement -

รักแห่งสยาม คือหนังที่คู่ควรกับประโยคว่า “ขอบคุณนะคะที่กล้าสอนหนู.” เรื่องความรัก ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณก็ต้องเคยประสบปัญหาว่า รักมันคือความทุกข์ ความสัมพันธ์มันยุ่งยาก จะรักไม่สมหวัง รักในครอบครัวไม่อบอุ่น รักเพื่อนแต่เพื่อนไม่เห็นหัว รักตัวเองไม่พอ ไม่ใช่เราทุกคนที่จะสมหวังในทุกความสัมพันธ์ ไม่ใช่เราทุกคนจะได้เป็นมิวกับโต้ง เราอาจจะเป็นเพียง หญิง เพื่อนผู้ที่ต้องอยู่กับหัวใจสลาย, เราอาจจะไม่สามารถเดินต่อได้อย่างมิว และ ไม่ได้มีอะไรให้กลับไปหาเหมือนครอบครัวโต้ง ถ้าเราอยากมูฟออนต้องทำยังไงถึงจะมูฟออนได้ ลองมาอ่านกันดูจากรักแห่งสยามกันว่า แล้วจะเห็นว่า เราจะมูฟออนจากแผลทางใจได้ยังไงกัน

- Advertisement -

ใครที่คิดถึง รักแห่งสยาม วันที่ 11 ธันวาคม 2562 มีงานคอนเสิร์ตครบรอบ 12 ปีฉายที่ House Samyan

Image result for รักแห่งสยาม โปสเตอร์

รักแห่งสยาม

รักแห่งสยาม เป็นภาพยนตร์ที่เล่าถึง ความรัก ความสัมพันธ์ การค้นหาตัวตนและการเยียวยาบาดแผลทางจิตใจผ่านการค้นพบ ความหวัง โดยมีสยามสแควร์เป็นสถานที่ยึดโยงเรื่องราวทั้งหมดไว้ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล นำแสดงโดย สินจัย เปล่งพานิช, เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, มาริโอ้ เมาเร่อ และ วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล

รักแห่งสยามชนะรางวัล ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) และ นักแสดงสมทบยอดเยี่ยม (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) จาก รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ครั้งที่ 17 ในปี 2550 พร้อมทั้งปิดรายได้รวมที่ 42 ล้านบาท และภาพยนตร์รักแห่งสยาม ได้รับรางวัลจาก นิตยสารนิตยสารไบโอสโคปว่าเป็นภาพยนตร์ที่  “ท้าทายสังคม ทั้งในแง่ประเด็นหนัง การนำเสนอ ที่สะท้อนภาพสังคมไทยในยุคนี้ รวมถึงความกล้าในการทำหนังรักดราม่าความยาวกว่าสองชั่วโมงครึ่ง ที่หาดูได้ยากในตลาดหนังไทยยุคปัจจุบัน”

รักแห่งสยาม

ถ้ายังมีรักก็ยังมีหวังและความรัก ไม่ได้มีแค่รักโรแมนติก

“ ถึงกูจะไม่เข้าใจ แต่กูก็ยังเป็นเพื่อนมึงนะเว้ย

ทำไม มึงถึงชอบคิดว่าไม่มีใครสนใจมึงว่ะ.” 

คือประโยคที่เอกซ์ เพื่อนสนิทมิวกล่าวกับมิว หลังจากที่มิวเอาแต่เก็บเนื้อเก็บตัว อยู่ในผวังการสงสารตัวเอง ปิดกั้นตัวเองจากคนอื่น และ ความคิดที่ว่า หลังจากที่อาม่าเสียก็คงจะไม่มีใครรัก ไม่มีใครเข้าใจ หรือเป็นห่วงมิวอีกแล้ว จนมาพบโต้ง เพื่อนสมัยเด็กที่ความสัมพันธ์ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปเป็นความรัก มิวก็พึ่งพาโต้งในการช่วยคลายเหงาและคาดหวังในความสัมพันธ์ที่เติมตัวหัวใจ สุดท้ายพอโต้งต้องห่างจากมิวไป มิวก็กลับมาอยู่ในวัฏจักรเดิมๆอีกครั้ง มิวไม่อยากเล่นดนตรี ไม่อยากร้องเพลงอีกต่อไปแล้วเพราะหัวใจมันแตกสลายและความเหงามันมากเกินไปที่จะทนไว้ 

มิวสามารถ มูฟออนได้ยังไง? แต่งเพลง, ร้องเพลง? หรือ รู้สึกตัวว่าตัวเองไม่อยู่คนเดียว?

รักแห่งสยาม

จริงๆการแต่งเพลงก็เป็นหนึ่งในวิธีการสื่อสารความทุกข์ในใจของคนออกมาได้ไม่ว่าจะแต่งเพลง เล่นดนตรี หรือ ร้องเพลง อย่างร้องเพลงตามคาราโอเกะ มันช่วยให้คนเราได้ปลดปล่อยอารมณ์ที่ไม่รู้จะอธิบายออกมาได้ยังไงผ่านเพลงได้ พอได้ปล่อยออกมาก็จะรู้สึกโล่งใจมากขึ้น เหมือนอย่างความรู้สึกที่ไปร้องคาราโอเกะทีไรก็จะโล่งใจทุกทีถ้ายังมูฟออนไม่ได้ อย่างน้อยออกไปปลดปล่อยความทุกข์ผ่านการร้องเพลงบ้างก็ได้ 

ไม่ต้องสนว่าจะร้องเพราะ ไม่เพราะ แค่ปล่อยมันออกมาบ้าง ไปร้องคาราโอเกะ หรือจะร้องเพลงตอนอาบน้ำ ถ้าทำแล้วสบายใจก็ลองวิธีนี้ดูได้ แต่ถ้ามันยังไม่ใช่แนวทาง ก็เลยหาทางสื่อสารความทุกข์ ความอึดอัดในใจที่มันอธิบายไม่ได้ด้วยคำพูดออกมาใส่อะไรสักอย่าง จะวาดรูปแล้วทำลายทิ้ง จะออกไปวิ่งให้เหงื่อไหล่จนหายเศร้าก็ได้ หรือ เรียบง่ายที่สุด คือคุยกับใครสักคน 

รักแห่งสยาม

จุดสำคัญของมิวคือการที่เขารู้สึกตัวว่า เขาไม่ได้อยู่คนเดียวหลังจากที่เพื่อนมาหามิวยังมีเพื่อนวงดนตรี เพื่อนข้างบ้านที่ถึงตอนนี้จะยังไม่เข้าใจมิวได้ทั้งหมด แต่เพื่อนก็คือคนที่อยากจะอยู่เคียงข้างจนกว่ามิวจะดีขึ้น 

มันอาจจะเป็นทางเลือกของคนเราเองว่า เราเลือกที่จะอยู่คนเดียว คิดว่าตัวเองอยู่คนเดียว ไม่มีคนเข้าใจ มันจำเป็นจะต้องเป็นอย่างนี้เสมอไปหรือเปล่า หรือคนเรานั้นมีทางเลือกเสมอว่า ถ้าไม่อยากอยู่คนเดียวก็ลองไปอีกทางหนึ่ง ความรักไม่ได้มีแค่รักรูปแบบเดียว และความหวังก็ไม่ได้มีแค่ที่เดียวเช่นกัน ถ้าตรงนี้มันไม่มีหวังก็คงต้องไปต่อ แล้วสักวันหนึ่ง เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้น มันไม่มีทางอื่นหรอกนอกจากมันจะต้องดีขึ้น ถ้าเรายังไม่เชื่อเลยว่ามันจะดีขึ้น เราก็จะทิ้งอดีตแล้วมูฟออนได้ยังไง ถ้าใจมันยังไม่เชื่อ มันยากแต่มันคือสิ่งที่คุณควรจะได้ยินนะ

รักแห่งสยาม

“เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้น.” 


คือประโยคที่หญิงพูดปลอบในระหว่างที่กอดโต้งผู้สับสนว่าตนเองเป็นอะไรกันแน่อยู่ 

คือประโยคที่หญิงพูดปลอบในระหว่างที่กอดโต้งผู้สับสนว่าตนเองเป็นอะไรกันแน่อยู่ แค่กอด แค่อยู่เป็นเพื่อน ปลอบประโลมใจ แค่อยู่ด้วยกันมันเป็นพลังที่ช่วยคนได้มาก มันคือหนึ่งในความงามของความสัมพันธ์เพื่อน ซึ่งประกอบไปด้วย มิตรภาพ, การพึ่งพากันและ ความเชื่อใจ รักอย่างไร้เงื่อนไข

Related image

เพื่อนคือคนที่หวังดีกับเราเสมอ ประโยคที่ว่า “หญิงเป็นเพื่อนที่ดีของเรานะ” แม้จะเจ็บปวด แต่มันก็คือคำขอบคุณที่ยิ่งใหญ่ของมิว เพราะ หญิง เป็นคนที่หวังดีกับมิวมาโดยตลอดเสมอ แม้ว่าเธอจะผิดหวัง เธอก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีอยู่ในการนำพา โต้งฝ่าฝูงชนไปหา มิว ก่อนที่เธอจะหลบออกไปหาเพื่อนของเธอเอง และ หญิง ยังเป็นคนที่อยู่เป็นเพื่อนโต้งและปลอบเขาว่า เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้น

การมีเพื่อนที่ดีในวัยเด็กและในช่วงวัยรุ่นสำคัญอาจจะสำคัญกว่าการมีความสัมพันธ์แบบโรแมนติก เพราะเพื่อนที่ดีในช่วงวัยรุ่นสามารถช่วยให้คนมีทักษะในการพัฒนาความสัมพันธ์ที่มั่นคงได้ในอนาคต เพราะการมีความสัมพันธ์เพื่อนที่ดี เราจะต้องเรียนรู้การเว้นระยะห่าง การเคารพอีกฝ่าย การไกล่เกลี่ยปัญหา การแก้ไขปัญหาเมื่อไม่เข้าใจกัน ไม่ล้ำเส้นกันและกัน เมื่อมีเพื่อนที่ดีในช่วงวัยเด็กไปจนถึงวัยรุ่น เมื่อเข้าสู่ช่วงที่เราเติบโตมากพอจากประสบการณ์เรื่องความสัมพันธ์แล้ว มันก็จะช่วยให้เราสามารถประสบความสำเร็จในความสัมพันธ์โรแมนติกมากขึ้นและสามารถพัฒนาความสัมพันธ์นั้นไปสู่ความสัมพันธ์แบบครอบครัวได้ การมีเพื่อนอยู่ข้างๆก็ช่วยให้มูฟออนได้กว่าทำคนเดียวนะ บางทีเพื่อนอาจจะไม่พูดอะไร แต่เพื่อนก็พร้อมจะอยู่ข้างเราจนกว่ามันจะดีขึ้นได้

Related image

เยียวยาหัวใจด้วยการกลับบ้าน

“ครอบครัวของโต้งเจ๋งที่สุดเลยนะ ดูแลกันดีๆนะ”

ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน เศร้า หรือรู้สึกแย่เพียงใด การกลับบ้านก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่จะทำให้จิตใจดีขึ้นได้ มันทำให้โดดเดี่ยวน้อยลงได้ การกลับมาในที่ที่คุ้นเคย สถานที่เต็มไปด้วยความทรงจำ ช่วยเยียวยาการสูญเสียและความรู้สึกแย่ๆได้ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียของคนใกล้ชิด สูญเสียงาน สูญเสียตัวเอง ไปจนถึง การอกหัก

สภาพจิตใจของคนในครอบครัวโต้งดีขึ้นและเดินหน้าต่อจากบาดแผล การสูญเสีย แตง ได้ เพราะทุกคนต่างกลับมาบ้านอีกครั้ง ไม่ใช่แค่อยู่ร่วมกัน แต่คนในครอบครัวโต้งหันมาอยู่ด้วยกันมากขึ้นด้วยความช่วยเหลือระยะสั้นจากคนแปลกหน้าอย่าง จูน ที่ทำมาช่วยให้คนในครอบครัวโต้งเปิดใจพูดคุยกันมากขึ้น พวกเขาทำกิจกรรม จัดงานเลี้ยง ทานอาหารร่วมกัน แม้จะเป็นระยะสั้นๆที่แผลมันเจ็บน้อยลง แต่มันไม่ได้แปลว่าแผลจะหายดี หลังจากที่กรเข้าโรงพยาบาล ทำให้ครอบครัวโต้งกลัวการสูญเสียคนสำคัญอีกคนหนึ่งไป ถ้าพวกเขายังไม่ทำให้บ้านเป็นบ้าน ไม่อยู่ร่วมกัน ไม่พูดคุยเปิดใจกัน บ้านจะไม่สามารถเยียวยาจิตใจใครได้เลย หลังจากจูนจากไปในวันคริสมาสตร์ จูนได้ทิ้งข้อความพิเศษไว้ให้ครอบครัวโต้งได้กลับมาเปิดใจกันอีกครั้งในวันคริสมาสตร์ด้วยกัน ซึ่งทำให้โต้งและสุนีย์ได้พูดเปิดใจคุยกันมากขึ้น

Related image

ครอบครัวโต้งมูฟออนได้ในวันคริสมาสตร์ แม้ว่ามันจะไม่ใช่แผลจากความรัก แต่เราทุกคนก็มีแผลที่อยากจะรักษาให้หายเพื่อมูฟออนอยู่ดี จากบริบทรักแห่งสยามพบจุดร่วมการมูฟออนของครอบครัวโต้ง คือ การพูดคุยสื่อสารกันอย่างมีประสิทธิภาพ พูดและฟังจริงๆ กับคนที่เชื่อใจ มันก็คงดีกว่าต่างคนต่างเก็บปัญหาความทุกข์ไว้ในใจ เพราะการเก็บมันไว้คือจุดเริ่มต้นของการที่กรติดเหล้า สุนีย์วิตกกังวลกับชีวิตโต้ง และ โต้งพยายามอยากจะหนีห่างจากบ้าน ถ้าหากเรากลัวแต่ไม่ยอมรับว่าเรากลัวอะไร ไม่พูดถึงมัน ไม่เผชิญกับมัน ความกลัวนั้นก็จะกัดกินเราจนเราเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ปัญหาถ้าเก็บมันไว้มันก็ไม่หายไปเอง มันยากและใช้เวลากว่าจะเผชิญหน้ากับปัญหาได้ ชีวิตจริงมันคงจะไม่สะดวกสบายเหมือน การปรากฏตัวของจูนที่เข้ามาทำให้ครอบครัวโต้งเผชิญกับบาดแผลและรู้ตัวกันสักทีว่า แตง ไม่อยู่แล้ว แต่คนที่อยู่ก็มีแค่โต้ง สุนีย์ และกรนี้แหละ จะอยู่ยังไงต่อไปกันได้

Related image

เผชิญหน้าสิ่งความกลัวว่าเราจะหาคนที่เป็นอย่างเขาไม่ได้อีกแล้ว?

ไม่มีใครโลกนี้จะหาคนอย่างคนเก่าที่เรารักได้หรอก เราหาไม่ได้ เราหาใครมาแทนที่ใครไม่ได้หรอก ต่อให้หาคนใหม่เจอที่แทบจะเหมือนกันกับคนเก่าทุกอย่าง แต่สุดท้าย มันก็ไม่มีใครแทนที่กันได้อยู่ดี อย่างในรักแห่งสยาม ต่อให้จูนอยู่ต่อ จูนก็แทน แตงไม่ได้ ครอบครัวโต้งก็ไม่มูฟออนอยู่ดี หรือ ต่อให้เราหาคนใหม่ที่เหมือนคนเก่าทุกอย่างได้ สุดท้ายเราก็จะพบอะไรสักอย่างที่มันไม่เหมือนคนเก่า แล้วเราก็จะผลักคนใหม่ออกไปอยู่ดี สุดท้ายเราจะมูฟออนเป็นวงกลม หาคนใหม่เพื่อเอามาแทนที่คนเก่า หาคนเก่าในทุกๆคนใหม่ที่พบเจอ มันช่วยให้เราแค่ดีขึ้นได้ระยะหนึ่ง แต่ยังไงแล้ว แผลก็ไม่ได้หายไปอยู่ดี

รักแห่งสยาม

รักแห่งสยาม จากภาพโปสเตอร์หนังรักวัยรุ่นแต่ตัวละครในเรื่องก็ไม่มีใครที่สมหวังในความรักโรแมนติกวัยรุ่นนี้เลยสักคน แต่พวกเขาไม่มีใครที่สิ้นหวังไปซะทั้งหมด ในช่วงสุดท้ายแม้หัวใจของพวกเขาต่างแตกสลาย แต่พวกเขาก็พบความหวังในความรักเพื่อนที่คอยอยู่ข้างกันเสมอ พบความรักจากการกลับบ้านไปหาครอบครัว รักตัวเองมากพอที่จะไม่ทำร้ายจิตใจตัวเองด้วยการหวังลมๆแล้งๆต่อไป และ พบรักในการให้อภัยตัวเองซึ่งเรียนรู้มาจากการช่วยเหลือคนแปลกหน้า ช่วงเวลาสุดท้ายของ รักแห่งสยามแสดงภาพของการเดินหน้าต่อไปของทุกตัวละคร เรื่องราวของพวกเขากำลังเริ่มต้นใหม่และดำเนินหน้าต่อไปอยู่เสมอในที่ไหนสักแห่ง

สรุป ลองกลับบ้านดูหากมูฟออนไม่ได้ กลับบ้านแบบกลับบ้านจริงๆ อยู่บ้านไม่ใช่แค่เอาตัวไปไว้ที่บ้าน ถึงบ้านจะไม่มีใครอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะกลับไปพักใจที่ๆเราเติบโตมาเป็นเราไม่ได้ สภาพแวดล้อมเก่าๆ ความทรงจำทั้งหลายมันก็ยังคงอยู่ที่บ้านให้เรากลับไปโอบกอดเยียวยาหัวใจเสมอ และ คุยกับใครสักคนที่เชื่อใจ ค่อยๆเผชิญกับสิ่งที่เรากลัว เหมือนทายาแผลสด แรกๆมันแสบ ถ้าไปเรื่อยๆมันก็จะแสบน้อยลง แล้วมันก็จะหา แต่แค่เอาแผลพันผ้ามาปิดไว้ให้ไม่เห็น ไม่ได้ทำให้แผลหายได้ เราไม่สามารถมูฟออนจากความเจ็บปวด ถ้าเราไม่เผชิญกับสิ่งที่เรากลัวและผ่านมันไปให้ได้

” แล้วชีวิตก็มีโอกาสเสมอให้เราเริ่มต้นใหม่ หลังจากที่รู้ความผิดพลาดนั้น หวังว่าพวกคุณจะใช้โอกาสที่เหลือดูแลกันให้ดีที่สุดนะ ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วถ้ามีโอกาส เราคงได้เจอกันอีก”

– จดหมายจาก จูน

มันมีโอกาสเสมอให้เราเริ่มต้นใหม่ในชีวิต เห็นใจตัวเอง ให้โอกาสตัวเองบ้างนะ อาจจะเป็นข้อความจากรักแห่งสยามที่ส่งผ่านความเจ็บปวดของตัวละครที่เรารู้สึกเห็นใจสุดซึ้ง และ เพลงรักทั้งหลายที่เล่นตลอดทั้งเรื่องในทุกๆเหตุการณ์ ก็แสดงให้เรารับรู้ได้ว่า รักก็ไม่ได้มีแค่รูปแบบของรักโรแมนติก เรายังรักตัวเอง รักเพื่อน รักครอบครัว รักและเป็นห่วงแม้แต่คนแปลกหน้าได้ ถ้ารักยังคงมีอยู่ ชีวิตก็ยังคงมีหวัง เหนื่อยก็พัก เศร้าก็เศร้า พลาดก็ยังเรียนรู้ได้ ล้มก็ล้ม นอนอยู่กับพื้นจนกว่าจะไหว พอลึกขึ้นไหวแล้วค่อยเริ่มต้นใหม่ ขีวิตมันมีโอกาสเสมอ


- Advertisement -
ภัทรดล วีระชัยณรงค์
ภัทรดล วีระชัยณรงค์
นักเขียนที่อยากเขียนให้คนรู้สึกและเข้าใจ ความหลากหลายของมนุษย์ ศิลปะ สังคม และ วัฒนธรรม ผู้เชื่อในความลื่นไหลของมนุษย์สุดหัวใจ ในเวลาว่างเป็นหมอดู